การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 346 ติดกับของต้วนอวี้
ทว่า รอเพียงไม่นานพลันมีเสียงฝีเท้าวิ่งมาแต่ไกล เสียงนั้นวิ่งมาอย่างรวดเร็วด้วยความรีบร้อน ไม่นานเกินรอ นัก
ฆ่าคนนั้นก็วิ่งเข้ามาใกล้วัดร้างแห่งนี้แล้ว
วิธีการเอาหูแนบไปกับพื้นแบบนี้ ต้วนอวี้ได้เรียนรู้มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด… ในยามคํ่าคืนที่อ้างว้างเช่นนี้ ถ้ามี
เสียงคนเดินหรือวิ่งเข้ามาก็จะสามารถได้ยินทั้งหมด
ที่จริงแล้วหลักการนี้ช่างง่ายดายอย่างมาก เพราะพื้นดินเป็นผืนเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะมีเสียงหรือการเคลื่อนไหว
มาจากที่ใดก็สามารถได้ยินได้ เหมือนกับเราเอากระดาษวางบนศีรษะและเอาดินสอมาขีดเขียน ย่อมได้ยินเสียงที่เขียน
นั้นอย่างชัดเจน
ซานไล่จื่อและทูจื่อที่ยืนมองต้วนอวี้เอาหูแนบลงไปกับพื้น ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ทว่าพวกเขาสองคนกลับมิได้
เอ่ยถามสิ่งใด ทำได้เพียงมองดูอย่างเงียบๆ โดยที่ไม่รู้ว่าต้วนอวี้กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่!
ผ่านไปชั่วครู่ พลันเห็นต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมาจากพื้นดิน เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง พลางขยับลุกขึ้นยืน “เอา
ล่ะ คนคนนั้นกลับมาแล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวเริ่มได้แล้ว!”
พอต้วนอวี้พูดจบ ซานไล่จื่อก็ร้องไห้และบ่นเสียงดังลั่น “โอ๊ย! ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ทูจื่อ… เราจะทำอย่างไรกันดี?”
ทูจื่อตอบกลับซานไล่จื่ออย่างโกรธเคือง “พี่ แต่ถ้าพวกเราไม่รีบหนีไปละก็ คนคนนั้นจะไล่ตามพวกเราทัน!”
“ทูจื่อ… เจ้ามันใจจืดใจดำ เจ้าปล่อยคุณชายไป พี่สามคนนี้ไม่เคยต่อว่าเจ้าสักคำ ยังมารับโทษแทนเจ้าอีก ถึง
เวลานี้ไม่อยากช่วยข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“เห้อ! พี่สามพูดเบาๆ หน่อย คุณชายนั้นวิ่งหนีไปแล้ว เขาก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งก็เท่านั้น ไม่มีแรงต่อสู้ เดี๋ยวรออีก
ไม่กี่วันค่อยไปจับตัวมาสังหารให้จบๆ ไปซะก็สิ้นเรื่อง” ทูจื่อพูดอย่างรีบร้อน
ทูจื่อพูดจบก็กดเสียงตํ่าลงทันที “ข้าว่านะพี่สาม ตัวพี่เองนั้นต้องพูดเสียงเบาหน่อย หากใครมาได้ยินเข้า พวกเรา
จะพลอยซวยกันไปหมด”
……………………
ต้วนอวี้พยักหน้าเห็นด้วยแม้เขาจะหลบอยู่ในความมืด… ปกติเห็นทูจื่อมีท่าทางไม่ค่อยเต็มเท่าไร แต่สิ่งที่กำชับให้
ทำนั้นกลับทำได้ดีอย่างไม่มีที่ติ แน่นอนว่าเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ต้วนอวี้พล่ามสอนไปกี่ครั้งกว่าจะทำได้เหมือนสมจริง
สรุปแล้วซานไล่จื่อเจ็บปวดไปทั้งตัว ส่วนทูจื่อนั้นเรียนรู้มาจากต้วนอวี้กับซานไล่จื่อ เขาจึงแสดงออกมาได้สม
บทบาทที่ได้เตรียมการไว้
ความเร็วของนักฆ่าคนนั้นในการวิ่งไม่ใช่ความเร็วแบบปกติธรรมดา เมื่อครู่ต้วนอวี้ได้ยินเสียงนี้มาจากที่ไกล ทว่า
ซานไล่จื่อกับทูจื่อคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค นักฆ่าคนนั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว
ภายใต้ความมืดมิดได้ปรากฏเงาดำขึ้นมาจากทางด้านข้างของวัดร้าง นักฆ่าคนนั้นมีรูปร่างที่ไม่สูงมากนัก ทั้งยัง
ผ่ายผอม ทว่ารอบตัวของเขากลับแผ่รังสีอำมหิตเลือดเย็นออกมาอย่างปิดไม่มิด จนทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
นักฆ่าคนนั้นสืบเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า อีกเพียงแค่ยี่สิบกว่าก้าวจะถึงตัวซานไล่จื่อและทูจื่อ อีกฝั่ายกลับหยุด
ชะงักนิ่งเมื่อได้ยินเสียงทูจื่อพูดประโยคสุดท้ายพอดี พลางตะคอกออกไป “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ?”
ซานไล่จื่อแสร้งพูดด้วยความตกใจ “เร็ว ทูจื่อ มันกลับมาแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ!”
ทูจื่อได้ยินจึงรีบลากซานไล่จื่อให้รีบวิ่งหนี!
ตอนนี้ซานไล่จื่อรู้สึกหวาดกลัวนักฆ่าคนนั้นขึ้นมาจริงๆ หาใช่จากเสแสร้งไม่! เมื่อซานไล่จื่อก้าวเท้าได้เพียงสอง
ก้าว พอถึงก้าวที่สามดันไปสะดุดขาทูจื่อเข้าอย่างจัง อีกฝั่ายรีบถามขึ้นอย่างร้อนใจ “พี่สาม… เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”
เดิมทีซานไล่จื่อเจ็บปวดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสะดุดขาทูจื่อในครั้งนี้ก็ยิ่งทรมานจนพูดไม่ออก
เขาไม่ได้สนใจว่ามีใครไล่ตามจากข้างหลังแล้ว เอาแต่ยกนิ้วชี้หน้าทูจื่อแล้วพูดด้วยความเกลียดชัง “บ้าเอ่ย… เจ้า
ไม่มีตาหรืออย่างไร! ทำไมต้องมาทำให้ข้าสะดุดด้วย!”
ยังไม่ทันที่ทูจื่อจะได้พูดออกมา ด้านหลังของเขาก็มีเสียงชั่วร้ายดังขึ้นมา “ทูจื่ออย่างนั้นหรือ… เช่นนั้นคืนนี้พวก
เจ้าสองคนก็ตายกันอยู่ที่นี่แล้วกัน!”
นักฆ่าพูดยังไม่ทันขาดคำ เขาได้พรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะจับทูจื่อเอาไว้
ทูจื่อได้เห็นนักฆ่าพุ่งเข้ามาประชิดถึงตัวจึงรีบปล่อยมือที่ลากซานไล่จื่อออก แล้วอ้าปากตะโกนสุดเสียง “คุณชาย
ช่วยข้าด้วย…”
นักฆ่าได้ยินที่ทูจื่อร้องตะโกนกลับชะงักและตะขิดตะขวงใจขึ้นมา ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติ
ทว่า ไม่ทันเสียแล้วเขาตกลงไปในหลุมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวทันที เพราะบนพื้นที่เขาเหยียบอยู่เมื่อครู่เป็นเพียงกิ่ง
ไม้ที่ถูกเอามาพรางไว้เท่านั้น
เมื่อนักฆ่าพลาดตกลงไปในหลุม กลิ่นเหม็นในหลุมจึงปะทุออกมาเตะจมูก เขารีบตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุม
บนร่างกายมีแต่กลิ่นเหม็นที่ติดตัวจนเกือบจะหมดสติ เขาด่าทอออกมาหนึ่งยกพร้อมกับปัดให้ดินหลุดออกจากเสื้อผ้า
แต่ในตอนนี้เอง เขาก็ไม่ทันระวังตัวจึงพลาดตกลงไปในหลุมที่ขุดไว้อีกหลุมหนึ่ง
ในครั้งนี้นักฆ่าไม่ได้โชคดีเหมือนเมื่อครู่แล้ว เพราะเมื่อเขาตกลงไปในหลุมก็ร้องเสียงแหลมขึ้นมาด้วยความเจ็บ
ปวดและโมโหออกมาจนหมดสิ้น
เขาร้องออกมาด้วยความตกใจ ทำท่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาอีกรอบ กลับมีผงยาบางอย่างถูกโปรยลงมาจาก
ด้านบน เขาหายใจสูดเอาผงยาเข้าไปโดยที่ไม่ทันได้กลั้นหายใจ จึงทำให้ร่างกายอ่อนปวกเปียกและขยับตัวไม่ไหว
อันที่จริง หลุมนี้ไม่ได้ลึกมากนัก ทูจื่อจึงเดินเข้าไปลากตัวนักฆ่าขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทางด้านต้วนอวี้ที่แอบอยู่
จึงปรากฏตัวออกมา เขาปรายตามองไปที่นักฆ่าพร้อมกับหัวเราะเยาะอย่างสะใจ “ฮ่า ฮ่า! เจ้าอยากจะจับคุณชายอย่าง
ข้ามากนักใช่หรือไม่? ข้าก็อยู่นี่แล้วอย่างไร รีบมาจับเร็วเข้าสิ!”
“เจ้านี่เอง ทั้งหมดเป็นฝีมือของเจ้า ใช่หรือไม่?” นักฆ่าพูดกับต้วนอวี้ด้วยความตกใจและโกรธแค้น
ต้วนอวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและพูดอย่างหน้าตาเฉย “ข้าเป็นทำทั้งหมดนี่แหละ ทำไม คุณชายอย่างข้าต้อนรับเจ้า
เช่นนี้ พอใจหรือไม่?”
นักฆ่าโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูด!
อันที่จริงเขาก็รู้สึกเอะใจขึ้นมาแล้วหลังจากจับซานไล่จื่อได้ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าต้วนอวี้ที่อายุน้อยขนาดนี้ กลับมี
แผนการที่แยบยลมากเช่นนี้ อีกทั้งยังสามารถซื้อใจซานไล่จื่อกับทูจื่อได้อีก
ในเวลานี้กลิ่นตัวของนักฆ่าเหม็นคละคลุ้งไปหมด ต้วนอวี้สั่งให้ทูจื่อถอดรองเท้าและเสื้อผ้าของนักฆ่าออกให้หมด
และโยนออกไปให้ไกล
ต้วนอวี้ได้ปล่อยให้นักฆ่านั่งหมดไร้เรี่ยวแรงอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ใส่เสื้อผ้าและสวมรองเท้า จากนั้นเขาจึงเดินไปข้าง
นักฆ่าแล้วหยิบกริชที่เหน็บเอาไว้ในรองเท้าออกมา โยนไปให้ทูจื่อในมือ “ทูจื่อ อีกครู่ให้ทำตามที่ข้าบอก…”
ทูจื่อรีบพยักหน้ารับแล้วดึงกริชออกมาจับให้พอดีมือ
ตลอดทั้งคืนที่ได้อยู่ด้วยกันมา ต้วนอวี้สังเกตว่าทูจื่อไว้ใจได้และนิสัยซื่อตรงมากกว่าซานไล่จื่อหลายเท่า ดูอย่างที่
เขาพูดเมื่อครู่ ทูจื่อทำตามอย่างดีจนเป็นที่น่าพอใจ ฉะนั้นไม่ว่ามีเรื่องอะไรให้ทำ เขาก็จะเลือกใช้ทูจื่อเป็นอันดับแรก
นักฆ่ากัดฟันพูดออกมาอย่างโมโห “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
ต้วนอวี้ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา เขาแสยะยิ้มออกมา “ข้าขอถามเจ้าสักสองสามคำถามแล้วกัน เจ้าตอบข้ามาทีละ
ข้อก็พอ ถ้าไม่ตอบ ข้าจะตัดนิ้วเจ้าออกหนึ่งนิ้ว ถ้ายังขืนไม่ตอบอีก ข้าก็จะตัดนิ้วเพิ่มอีกนิ้ว ถ้านิ้วมือไม่พอให้ตัด ก็คง
ต้องตัดนิ้วเท้าต่อ… เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมา นักฆ่าที่ร่างกายอ่อนปวกเปียกก็โกรธจัด แม้จะขยับไม่ได้แต่ปากกลับแข็งเป็นอย่าง
มาก เขาจ้องไปที่หน้าต้วนอวี้พร้อมกับด่าทอเสียงดังลั่น “ไอ้เจ้าเด็กบ้า บังอาจมากล้าดีกับข้า…”
ต้วนอวี้เอามือลูบคางช้าๆ ไปมาและถามขึ้นว่า “ไอ้เจ้าเด็กบ้าที่พูดถึง หมายถึงใครอย่างนั้นหรือ?”
“ไอ้เจ้าเด็กบ้าก็คือเจ้านั่นแหละ!” นักฆ่าสวนกลับด้วยความโกรธจัด
บัดนี้ นักฆ่ารู้ตัวแล้วว่าเสียรู้ให้กับต้วนอวี้ จึงโกรธจัดถึงเพียงนี้
เด็กน้อยปรายตามองไปยังนักฆ่าที่โกรธจนมือไม้สั่นไปหมดแล้ว… ไม่รู้ว่ามือสั่นด้วยความเหน็บหนาวหรือว่าด้วย
ความโกรธกันแน่ “ข้าจะบอกให้เจ้ารู้สักหน่อย เจ้ามันอ่อนหัดที่กล้ามาเป็นศัตรูกับข้า อีกอย่างตอนนี้เจ้าไม่มีทางได้
เปรียบข้าแม้แต่น้อย ดังนั้นทำตามที่ข้าว่าแต่โดยดีก็แล้วกัน!”
นักฆ่าไม่สนใจที่ต้วนอวี้พูดออกมาแม้แต่น้อย เขานั่งลงไปบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพร้อมกับร่างกายที่สั่นเทิ้ม
ต้วนอวี้มองออกว่านักฆ่ากำลังพยายามขับพิษอยู่ เขาจึงหัวเราะออกมา “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้า ยาพิษนี้ เหยี
ยนหลิ่งอวี๋เป็นคนให้ข้ามาใช้สำหรับคนที่ฝึกฝนวรยุทธ์ สำหรับข้านั้นยาพิษนี้ใช้ไม่ได้ผลหรอก ส่วนเจ้านั้นหากยิ่งพยายาม
ขับพิษออก พิษก็จะยิ่งกระจายอย่างรวดเร็ว!”
เมื่อนักฆ่าได้ฟังก็พบว่าเป็นอย่างที่ต้วนอวี้พูดมาทุกอย่าง เห็นทีคืนนี้คงไม่รอดนํ้ามือของเจ้าเด็กบ้าคนนี้เป็นแน่
เขาก้มหน้าลงชั่วครู่ระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนกัดฟันถามออกมา “พูดมาเถอะ เจ้าจะเอาอย่างไร?”