การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 347 เหยียนหลิ่งอวี๋มาช่วยแล้ว
นักฆ่าคนนั้นถามขึ้นมาตรงๆ ต้วนอวี้ก็ยิ่งต้องตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมเช่นกัน
“ฟังให้ดี ข้ามีเพียงแค่สามคำถามเท่านั้น ข้อแรก ใครเป็นคนบงการเจ้า? ข้อสอง เจ้าอยากได้อะไรจากข้าหรือเอา
ข้ามาเพื่อข่มขู่ใคร? ข้อสาม หากเจ้าจับข้าได้แล้วจะทำอย่างไรต่อ?”
แต่ละคำถามของต้วนอวี้ช่างตรงประเด็น ครั้งนี้นักฆ่าไม่กล้ามองข้ามเด็กน้อยที่อายุหกเจ็ดขวบคนนี้ได้อีกแล้ว
นักฆ่าสะบัดหน้าไปอีกทางและพูดอย่างโมโห “เจ้าฝันไปเถอะ ข้าไม่มีทางพูดออกมาแม้แต่คำเดียว!”
ต้วนอวี้เลิกคิ้วขึ้น พยักหน้าหงึกหงักหันไปพูดกับทูจื่อ “ทูจื่อ… ตัดนิ้วให้ข้าสักหนึ่งนิ้ว!”
ทูจื่อกระชับกริชในมือและถามอย่างสงสัยขึ้น “คุณชาย ยังไม่ทำอะไรก็จะตัดนิ้วคนอื่นแล้ว อาจจะไม่เหมาะสม
นะขอรับ”
ต้วนอวี้จ้องเขม็งไปที่ทูจื่อพร้อมกับถามขึ้น “อย่างนั้น เจ้าลองถามซานไล่จื่อดูสิว่า วิธีทรมานของนักฆ่าเป็น
อย่างไรบ้าง?”
เมื่อซานไล่จื่อได้ฟังก็พูดขึ้นมาด้วยนํ้าตาที่เอ่อคลอ “เขาบีบบังคับให้บอกว่าคุณชายหนีไปได้อย่างไร ข้าน้อยจึงได้
แต่พูดตามที่คุณชายกำชับเอาไว้ว่าทูจื่อเป็นคนปล่อยไป จากนั้นเขาบอกว่าจะตัดนิ้วข้า ข้าจึงรีบบอกเรื่องเส้นทางลับ เขา
จึงยังไม่ลงมือ…”
“ที่แท้ เจ้าก็วางแผนกันมาก่อนแล้วนี่เอง?” นักฆ่าพูดแทรกขึ้นมาด้วยความโมโห
ต้วนอวี้หยักไหล่ขึ้นพร้อมกับหัวเราะเย้ยหยัน “พวกเจ้าอยากเล่นงานข้า ไม่รู้วางแผนมานานเพียงใดแล้ว ถ้าข้า
มาถึงที่วัดร้างแห่งนี้แล้วจับตัวเจ้าเลย ก็เท่ากับดูถูกแผนการที่เจ้ากับนายเจ้าวางแผนมาเป็นอย่างดีนะสิ”
เขามองออกว่านักฆ่าคนนี้อย่างมากก็เป็นได้แค่ลูกน้องเท่านั้น สิ่งที่รู้มีกำจัด ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดออกมา
“เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?” นักฆ่ารู้สึกตกใจเมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้เอื้อนเอ่ย
เด็กน้อยแสยะยิ้ม “ฝีมืออ่อนหัดอย่างเจ้า คู่ควรเป็นคู่ต่อสู้กับข้าอย่างนั้นหรือ?”
พูดจบก็หันไปสั่ง “ทูจื่อตัดนิ้ว!”
ทูจื่อที่เมื่อครู่ยังลังเลสองจิตสองใจ ทว่าหลังจากที่ได้ฟังซานไล่จื่อเล่า จึงได้รู้ว่าสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมานั้นเป็นเรื่อง
จริงทั้งหมด… ทูจื่อเชื่อว่าถ้าเขาตกอยู่ในนํ้ามือของนักฆ่า ปั่านนี้ทั้งนิ้วและหัวคงจะไม่เหลือแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงรีบ
ตอบรับ “ได้ขอรับ!”
เมื่อสิ้นเสียงทูจื่อได้ใช้กริชตัดนิ้วของนักฆ่ากระเด็นไปหนึ่งนิ้ว
ที่จริงทูจื่อเพียงแค่จะทำท่าทำทางขู่ไปอย่างนั้น แต่นึกไม่ถึงว่ากริชเล่มนี้จะแหลมคมปานนี้ เมื่อตัดลงไปนิ้วก็
กระเด็นไปไหนไม่รู้แล้ว
ทูจื่อที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นเลือดมาก่อน บัดนี้เขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
แต่ทางด้านต้วนอวี้กลับหัวเราะเยาะออกมา “เหอะ เหอะ! กริชของข้าคมใช้ได้ไหมล่ะ ไม่นานก็ตัดนิ้วมือและนิ้ว
เท้าได้จนหมด”
นักฆ่าเจ็บปวดรวดร้าวแต่ฝืนไม่ร้องออกมา เขากลับพูดด้วยความโกรธแทน “เจ้าฆ่าข้าเถอะ ฆ่าข้าให้ตายไป
เลย!”
“อะไรกันแค่นี้เอง ไม่ใช่ว่าปากแข็ง ไม่ยอมพูดหรอกหรือ? นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เจ้ากลัวขึ้นมาแล้ว?” ต้วนอวี้พูด
อย่างเย็นชา
ต้วนอวี้หยุดเว้นจังหวะชั่วครู่จึงพูดขึ้นต่อ “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง… ทุกครั้งที่ถามและไม่มีคำตอบก็จะตัดออก
หนึ่งนิ้ว เดี๋ยวฟั้าสางข้าจะส่งตัวเจ้าให้กับทางการ ข้าจะคอยดูสิ เจ้าจะอดทนได้ถึงเมื่อไรกัน”
นักฆ่าเข้าใจขึ้นมาทันที เด็กน้อยตรงหน้าคนนี้ก็คือปีศาจตัวน้อยดีๆ นี่เอง ถ้าขืนเขายังไม่ยอมพูด มีหวังเจ้าเด็ก
น้อยจะต้องตัดนิ้วมือและนิ้วเท้าของเขาจนไม่เหลือ!
เมื่อตกมาอยู่ในนํ้ามือของคนประเภทนี้ หากอยากตายก็ไม่มีทางทำได้ แม้แต่ตอนที่ทูจื่อจับกริชเข้ามาตัดนิ้ว เขา
อยากจะขยับตัวสักเล็กน้อยก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่นิดเดียว
เพียงแค่นึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่ามีอีกเท่าไร นักฆ่าก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
ถึงตรงนี้นักฆ่าที่คิดดีแล้วจึงละลํ่าละลักรีบพูดขึ้น “ข้าพูด ข้ายอมพูดหมดแล้ว…”
เมื่อต้วนอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็แอบโล่งใจไม่น้อย!
เขามิใช่คนที่ชอบลงโทษผู้อื่นโดยการตัดนิ้ว ทูจื่อก็ยิ่งไม่กล้ามากกว่าเขา แต่จะให้ต้วนอวี้ลงมือเองก็คงไม่เหมาะ
เพราะอากาศที่หนาวเหน็บแบบนี้ เลือดอาจไหลไม่หยุดและร่างกายอาจแข็งตายได้ หากเป็นเช่นนั้นคงได้ไม่คุ้มเสีย!
แต่ว่านักฆ่าปากแข็งเหลือเกิน จึงต้องใช้ไม้แข็งให้เห็นบ้าง เพราะนักฆ่าโหดเหี้ยมแล้ว ต้วนอวี้จะต้องโหดเหี้ยมให้
มากกว่าจึงจะได้ผล
ทว่า ในที่สุดเขาก็ยอมปริปากพูดความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง
ต้วนอวี้ถามเสียงนิ่ง “ยังคงเป็นสามคำถามนั้น ข้อแรก ใครเป็นคนบงการเจ้า ข้อสอง เจ้าอยากได้อะไรจากข้า
หรือเอาข้ามาเพื่อข่มขู่ใคร ข้อสาม เจ้าจะทำอย่างไรกับข้า หากจับข้าได้?”
นักฆ่าถอนหายใจอย่างแผ่วเบาและพูดเสียงตํ่า “ข้าคือ…”
หลังจากพูดเพียงสองคำ เสียงนั้นได้สิ้นไป
อยู่ๆ หางตาของต้วนอวี้ก็เหลือบเห็นชายชุดดำคนหนึ่งแวบหายไปอย่างรวดเร็ว ต้วนอวี้เอะใจรีบเดินเข้าไปดูก็พบ
ที่หน้าอกของนักฆ่ามีมีดเล็กปักเข้ากลางอกจนสิ้นใจไปแล้ว
ทูจื่อเห็นเช่นนั้นจึงถามอย่างไม่เข้าใจขึ้น “คุณชาย… เขาตอบรับว่าจะพูดแล้ว คุณชายจะฆ่าเขาไปเพื่ออะไรอีก?”
ต้วนอวี้จึงตอบอย่างหงุดหงิดใจ “เจ้าเห็นกับตาหรือว่าข้าฆ่า? มีคนอื่นมาฆ่าต่างหาก!”
ทูจื่อได้ฟังถึงกับสะดุ้งโหยง “อะไรนะ? ยังมีคนอื่นอีกหรือขอรับ?”
ต้วนอวี้ส่ายหน้าออกมา เมื่อครู่ทูจื่อยังออกปากชมเขาอย่างนั้นอย่างนี้ มาตอนนี้กลับมาต่อว่าเขา คนแบบนี้เห็นที
พึ่งไม่ได้… ต้วนอวี้จึงพูดนํ้าเสียงไม่ค่อยจะดี “เจ้าวางใจได้ คนที่มาฆ่านั้น จะไม่ไปหาพวกเจ้า เขาต้องการเล่นงานข้าต่าง
หาก”
การสังหารนักฆ่าเพื่อช่วยปกปั้องเจ้านายที่คอยอยู่เบื้องหลังบงการเรื่องทั้งหมดนี้ เห็นนี้จะไม่ใช่คนธรรมดาอย่าง
แน่นอน!
เมื่อทูจื่อได้ฟังว่าเขาจะไม่เป็นไรแล้วจึงค่อยโล่งอกไปที ทว่าเขากลับถามขึ้นอย่างเป็นห่วงเป็นใย “อย่างนั้น
คุณชายละขอรับ?”
เขาไม่อยากพูดกับทูจื่อให้มากความ จึงเดินไปหยิบกริชในมือทูจื่อกลับมา จับเช็ดไปที่ตัวของนักฆ่าให้สะอาดแล้ว
เก็บกลับที่เดิม เพื่อเตรียมตัวจากไป
ในตอนนี้เองจู่ๆ ได้ยินเสียงเสื้อผ้าสะบัดลู่ลมมาแต่ไกล พร้อมกับเสียงที่ลนลาน “เร็ว เร็วเข้า…”
เสียงนั้นต้องเป็นเสียงเหยียนหลิ่งอวี๋แน่ๆ
เจ้าเหยียนหลิ่งอวี๋นั้นตอนนี้เพิ่งจะมาถึงที่นี่ รู้หรือไม่ต้วนอวี้ต้องเสียแรงไปเท่าไรแล้ว!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนอวี้ก็ได้แต่ส่ายหน้า นี่มันช่างเหมือนกับละครนํ้าเน่าที่เคยดูเมื่อครั้งก่อนย้อนเวลามา ที่
ตำรวจมาจับผู้ร้าย ในตอนที่ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว
แต่ว่าถึงมาช้ามากแต่ก็ดีกว่าไม่มาเป็นไหนๆ ฉะนั้นเมื่อต้วนอวี้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋มาแต่ไกล เขาจึงตะโกนด้วย
ความดีใจอย่างสุดเสียง “เหยียนหลิ่งอวี๋… ข้าอยู่ที่นี่!”
ทางด้านซานไล่จื่อกับทูจื่อ เมื่อเห็นต้วนอวี้เรียกชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาตรงๆ แทนที่จะเรียกองค์ชาย ทั้งสองคน
ถึงกับสะดุ้งโหยงขึ้นมาจนเกือบปัสสาวะรดกางเกง
เนื่องจากทั้งสองคนเกิดในเมืองหลวง เติบโตอยู่ในเมืองหลวง แม้จะมีชีวิตไปวันๆ ในเมืองหลวง แต่ชื่อ ‘เหยียน
หลิ่งอวี๋’ พวกเขาย่อมรู้จักดี
ซานไล่จื่อไม่กล้าเอ่ยปากพูด แต่ทูจื่อกลับเอ่ยปากพูดด้วยความตกใจ “คุณ… คุณชายรู้จักองค์ชายสาม…”
ดูจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ต้วนอวี้ไม่เพียงรู้จัก อีกทั้งยังกล้าเรียกชื่อตรงๆ อีก! คิดดูแล้วกันว่าสองท่านนี้จะ
สนิทสนมกันเพียงใด
เป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง องค์ชายสามเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่คนที่ใครจะกล้ามีเรื่องด้วย บัดนี้ทั้งสองคนไปทำให้คน
สนิทของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่พอใจ เห็นทีความซวยคงใกล้มาเยือนเสียแล้ว!
หลังจากที่ได้ยินที่ทูจื่อถามขึ้น ซานไล่จื่อก็เริ่มลนลานตาเลิ่กลั่กมองไปที่ต้วนอวี้ ราวกับว่าขอร้องให้ต้วนอวี้อภัย
ให้เขาด้วย
ต้วนอวี้มองค้อนไปที่สองคนนั้น ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาสติฟันเฟือนไปแล้วหรือ? ไม่ได้ยินที่เขาร้องเรียกเหยียน
หลิ่งอวี๋หรือ?
ซานไล่จื่อกับทูจื่อตกใจจนหัวใจแทบจะวาย
แม้ว่านักฆ่าอยากสังหารต้วนอวี้ แต่ว่าคนที่จับตัวต้วนอวี้มาก่อนนั้นเป็นพวกเขา ดังนั้นหากสืบสาวราวเรื่องพวก
เขาสองคนอาจนับได้ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด… ไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้ว่าคนที่น่าหวาดกลัวมากที่สุดคือ องค์ชายสามเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ เห็นทีพวกเขาคงจะไม่มีชีวิตรอดต่อไปอีกแล้ว
ถ้าต้วนอวี้เอาเรื่องไปพูดกับเหยียนหลิ่งอวี๋ละก็ ชีวิตของพวกเขาสองคนต้องจบสิ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อซานไล่จื่อกับทูจื่อคิดไปต่างๆ นานาก็เริ่มตัวสั่นขึ้นมา ทว่า ครั้งนี้คนที่เอ่ยปากพูดขึ้นมากลับเป็นซานไล่จื่อ
“คุณชาย… เรื่องที่เกิดขึ้นในคํ่าคืนนี้ คุณชายให้องค์ชายสามไว้ชีวิตพวกเราสองคนด้วยเถอะขอรับ!”
ที่จริงแล้วสิ่งที่ซานไล่จื่ออยากพูดออกมาก็คือ การจับตัวนักฆ่าได้นั้น เขากับทูจื่อถือว่ามีส่วนช่วยอยู่ไม่น้อย ดัง
นั้นหวังว่าต้วนอวี้จะนึกถึงความดีนี้ ไม่เอาผิดและไว้ชีวิตพวกเขาทั้งสองด้วย!