การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 349 ต้วนอวี้ตัวแข็งไปหมดแล้ว
ความรู้สึกต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาแบบนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ซานไล่จื่อต้องการยิ่งไปกว่านั้นความหวาดกลัวในจิตใจ
ก็ยังไม่สามารถกำจัดออกไปได้เห็นทีจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้… อย่างนั้นพวกเขาทั้งสองคน
ต้องซวยเป็นแน่ซวยตรงที่ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน
อีกทั้งผลของความซวยอาจนำมาซึ่งชีวิตที่จบลงไม่ก็จองจำอยู่ในคุกไปชั่วชีวิต
ซานไล่จื่อเคยใช้ชีวิตอยู่ในคุกเป็นเวลานาน มิฉะนั้นเขาจะมีโอกาสล่วงรู้ความลับช่องทางนี้ได้อย่างไรแต่ครั้งนี้เขา
กลับเกิดความหวาดกลัวสุดชีวิตที่ต้องกลับเข้าไปถูกจองจำอีกครั้ง
แม้ว่าซานไล่จื่อจะพยายามสุดกำลังเพื่อจะได้ออกมาทว่าในคุกที่มืดมนไร้ซึ่งแสงตะวันทำให้เกิดภาพความกลัวขึ้น
ในใจรวมถึงเสียงของการร้องโหยหวนอย่างทรมานยามเมื่อโดนลงโทษ เสียงกรีดร้องก่อนตายของนักโทษคนอื่นๆทำให้
ช่วงเวลานั้นซานไล่จื่อฝันร้ายตลอดมา
ชีวิตความเป็นอยู่ในคุกของคนที่ใกล้ตายมักเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานซานไล่จื่อเห็นศพที่ผู้คุมเอาผ้าดิบมา
ห่อตัวแล้วลากออกไปทิ้งในหลุมศพจนชินตาไปแล้วในทุกครั้งที่ถึงภาพนั้นต้องตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวจาก
การทรมานเค้นความจริงยังเสียงกรีดร้องของนักโทษที่ตายเหล่านั้น
พูดโดยไม่ต้องคิดเลยว่าคุกเป็นฝันร้ายของซานไล่จื่อโดยแท้
เขาได้ใช้ชีวิตและเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาไปเป็นจำนวนมากจึงเกิดความกลัวถึงเพียงนี้ กลัวว่าหากไม่ระวังตัวจะ
ต้องตกเข้าไปอยู่ในคุกและมีจุดจบเหมือนกับนักโทษคนอื่นๆ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการปรากฏตัวขึ้นมาของเหยียนหลิ่งอวี๋หากต้วนอวี้อ้าปากพูดเพียงประโยคเดียวก็
สามารถส่งเขาเข้าไปสู่คุกที่มืดมิดไร้แสงสว่างได้ทันที
เพราะฉะนั้นทูจื่อที่หน้าตาไม่แยแสอะไรต้วนอวี้ที่หน้าตาไร้ซึ่งความรู้สึกและองค์ชายสามที่ใกล้เข้ามาถึงวัดร้าง
แห่งนี้แล้ว ทั้งสามคนนี้ไม่รู้ใครจะเป็นคนนำความซวยมาให้เขาใครที่อยากจะปกปั้องเขากันแน่?
ซานไล่จื่อคิดไม่ออกจริงๆ
ซานไล่จื่อในเวลานี้จิตใจร้อนรนกลับไปกลับมา คิดไม่ตกว่าผลจะออกมาแบบไหนเขาจึงทำได้เพียงหลั่งนํ้าตาเมื่อ
นึกถึงจุดจบที่อาจจะเป็นไปได้
ทูจื่อกลับมีสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวดูจากท่าทางแล้วเขาคงอยากจะเห็นหน้าตาขององค์ชายสามว่าจะหล่อเหลาและ
โหดเหี้ยมเหมือนที่ได้ยินข่าวลือมาหรือไม่
ทูจื่อมัวแต่คิดอยากเห็นหน้าขององค์ชายสามจนลืมความหวาดกลัวที่มีไปหมดเขาจึงมองออกไปที่ไกลๆ ตามต้วน
อวี้ เพื่อรอคอยการมาของคนเหล่านั้น
ซานไล่จื่อมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยความหวาดกลัวจากนั้นมองต่อไปที่ทูจื่อที่มีท่าทางสบายใจ… ได้แต่คิดตามคำพูดที่
ทูจื่อกล่าวไว้เมื่อครู่ว่าให้ลืมเรื่องการจับตัวและพูดแต่สิ่งดีๆ ที่ได้ช่วยเหลือต้วนอวี้แทน
สิ่งที่ทูจื่อยังไม่รู้คือซานไล่จื่ออยากตบเขาให้สลบไปในตอนนี้เลยเขากลัวว่าทูจื่อจะพูดจาไม่เข้าหูอีกฝั่ายหากเป็น
เช่นนั้นพวกเขาทั้งสองคนต้องซวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่!
เมื่อต้วนอวี้นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาด้านซานไล่จื่อกับทูจื่อก็นิ่งเงียบเช่นกัน
ทั้งซานไล่จื่อกับทูจื่ออยู่ข้างกายต้วนอวี้ตั้งแต่กลางคืนจนถึงรุ่งอรุณของอีกวันความหนาวเหน็บได้แทรกซึมเข้าไป
ในร่างของสองคนจนหนาวสั่น ในขณะที่ต้วนอวี้ยังคงปรกติมีเพียงสีหน้าที่ดูครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
ความหนาวเหน็บก่อนที่รุ่งอรุณจะมาถึงสามารถทำให้คนแข็งตายได้
หนาว!
หนาวเหลือเกิน หนาวเหน็บเหลือเกิน!
การสั่นเทิ้มไม่ได้มาจากผิวหนังที่สัมผัสอากาศหนาวเท่านั้นกลับเป็นความหนาวเหน็บที่ทะลุทะลวงเข้าไปสู่กระดูก
จนไม่อาจต้านทานได้!
ความหนาวนี้เป็นเสมือนคลื่นนํ้าที่ซัดเข้าฝังและค่อยๆคืบคลานเข้ามาหาพวกเขาทีละนิด!
เริ่มแรก มือของพวกเขาจะเริ่มขยับไม่ได้
ต่อมา ความร้อนในร่างกายก็จะค่อยๆ ลดลง
ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปในทรวงอกของพวกเขาทีละนิดในที่สุดการหายใจของพวกเขาก็เริ่มติดขัดขึ้นมา
แล้ว
เหยียนหลิ่งอวี๋เร่งฝีเท้ามาอย่างรวดเร็วและรีบร้อนเสียจนได้ยินเสียงเสื้อผ้าสะบัดพัดปลิวอย่างแรงความหนาวเย็น
ไม่อาจหยุดยั้งเขาได้ ทั้งที่เสื้อผ้าของเขาในยามนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว
ต้วนอวี้มองเหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังรีบร้อนเดินทางมาอยู่เงียบๆ
สิ่งที่ต้วนอวี้แปลกใจก็คือเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ขี่ม้ามาด้วย แต่ชั่วพริบตาเดียวกลับมาปรากฏตัวตรงหน้าต้วนอวี้
สายตาจ้องมองคนที่หายไปตลอดทั้งคืน
ภายใต้รุ่งอรุณของวันใหม่ ต้วนอวี้ร่างกายสั่นเทิ้มบนร่างกายเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะปกคลุม
“ต้วนอวี้ เจ้าเป็นอะไรไป?”
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋เต็มไปด้วยความร้อนใจลนลาน กังวลและโทษตัวเองเขารีบเข้าไปจับตัวต้วนอวี้ที่เย็น
เฉียบไปทั้งตัวเข้ามาไว้ในอ้อมอก ตะโกนสุดเสียง “ต้วนอวี้ เจ้าเป็นอะไร?”
ควันสีขาวปรากฏเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยปาก เสียงของเด็กหนุ่มดังก้องไปทั่วบริเวณ
ทว่าไร้คำตอบรับจากอีกฝั่าย
ผ่านความเหน็บหนาวมาตลอดคืน ต้วนอวี้ร่างกายหนาวสั่นจนเกือบแข็งตายเวลานี้เมื่อเขาได้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋
จึงคิดอยากจะพูดอะไรสักหน่อย เพียงแต่เมื่ออ้าปากความหนาวเย็นก็พลันทะลักเข้าไปทางช่องปากไหลลงสู่ปอด จึง
ทำให้เขาไม่มีแรงจะเอื้อนเอ่ยคำใดลมหายใจเริ่มแผ่วเบาและเชื่องช้าลงมาก
ต้วนอวี้เขาอยู่ในอ้อมกอดของเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความรู้สึกวางใจจากนั้นเขาได้รวบรวมกำลังฝืนยิ้มออกมาและ
พูดเสียงเบา “เหยียนหลิ่งอวี๋!”
เหยียนหลิ่งอวี๋กะพริบตาปริบๆ เอ่ยเตือนเสียงเบา “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว!”
เขาเดินพลังลมปราณในร่างกายถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายของต้วนอวี้ทำให้เด็กชายร่างกายอบอุ่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ตอนที่ต้วนอวี้ออกจากเรือนไม่ได้สวมชุดคลุมตัวหนากลับสวมเพียงชุดผ้าฝั้ายปกติที่ใส่อยู่ประจำ ต้วนอวี้มี
สุขภาพไม่ค่อยดีเป็นทุนเดิมเมื่อต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บ ความหิวโหยและล้มลุกคลุกคลานมาตลอดทั้งคืนเห็นที
คราวนี้เขาต้องปั่วยหนักแน่!
เหยียนหลิ่งอวี๋ใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจมองไปอย่างเสียดายและโมโห!ไม่ใช่โมโหต้วนชิงหมิงหรือใครอื่น
แต่กลับเป็นเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขา
ก่อนหน้านี้เหยียนหลิ่งอวี๋เคยมีสัญญากับต้วนอวี้…ต้วนอวี้เคยให้คำแนะนำเหยียนหลิ่งอวี๋เกี่ยวกับอาวุธในการสู้
รบ การปั้องกันศัตรูซึ่งเขานำเรื่องนี้ไปเขียนรายงานถวายฝั่าบาทเพื่อช่วยผลักดันให้ต้วนอวี้ได้เป็นขุนนางในราชสำนัก
ฉะนั้นนอกจากต้วนชิงหมิงจะมีพื้นที่อยู่ในหัวใจของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้วต้วนอวี้เองก็ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ
ในชีวิตของเขาด้วยเช่นกัน
การได้รู้จักใครสักคนเป็นเรื่องมหัศจรรย์เพราะเมื่อใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในชีวิต เริ่มแรกอาจจะยังไม่สนิท เพียง
แค่ค่อยๆทำความรู้จักจนกลายมาสนิทสนมและยากจะจากกัน… น่าเสียดายตรงที่เราจะรู้สึกไม่อยากยอมรับเมื่อใครคน
นั้นคิดจะเดินออกจากชีวิตของเราไป
บัดนี้เหยียนหลิ่งอวี๋มีความรู้สึกแบบนี้ต่อต้วนอวี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงสับสนวุ่นวายใจเมื่อเห็นต้วนอวี้มีท่าทางคล้าย
กำลังจะหนาวตาย