การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 350 วิธีการคิดคำนวณของต้วนอวี้
เราทุกคนนั้นอาจมีบางคนหรือบางสิ่งที่ต้องพลัดพรากหรือสูญเสียไป จึงเลือกที่จะไม่อยากเห็น ไม่อยากรับรู้ เพื่อ
จะได้ไม่ต้องเกิดความทุกข์ใจ
เพราะความทุกข์ใจที่ต้องสูญเสียหรือพลัดพรากนั้น มันสร้างความเจ็บปวดและทรมานให้กับคนคนหนึ่งเป็นอย่าง
มาก ราวกับว่าชีวิตนี้จะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไป
ความรู้สึกนี้ช่างซับซ้อนและยากจะอธิบาย
ต้วนอวี้รวบรวมพลังที่เหลือขึ้นมาอีกครั้ง เขาจับไปที่ชายเสื้อของเหยียนหลิ่งอวี๋ ถามเสียงแผ่วเบาว่า “เหยียน
หลิ่งอวี๋ ถ้าข้าตายไป เจ้าจะหลั่งนํ้าตาให้ข้าหรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ก้มหน้าลงมองอีกฝั่ายด้วยสายตาเรียบนิ่ง เม้มปากเล็กน้อยก่อนที่จะเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าคง
หัวเราะออกมาแทน!”
แม้จะเป็นเพียงการพูดล้อเล่น แต่นํ้าเสียงกลับจริงจังเสียจนต้วนอวี้คิดว่าคำพูดล้อเล่นของเขาเป็นความจริง
ถ้าเจ้าตายไปต้องมีคนหัวเราะเยาะเป็นแน่!
แม้เป็นคำพูดเสียดสีที่ค่อนข้างรุนแรง ทว่าสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดออกมานั้น
เป็นเรื่องจริง
ต้วนอวี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ช้าๆ เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ไม่นานเหยียน
หลิ่งอวี๋ก็พูดขึ้น “เพราะเจ้ายังเด็กจึงไม่เข้าใจหรอกว่า ‘ความตาย’ บางครั้งก็เป็นวิธีการปลดเปลื้องพันธนาการรูปแบบ
หนึ่ง แต่สำหรับข้า มันเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่รอบกายเกือบทุกฝีก้าว”
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ใช่คนที่หวาดกลัวต่อความตาย ทั้งยังไม่ใช่คนที่ยอมละทิ้งชีวิตอย่างง่ายดาย บางครั้งการมีชีวิต
อยู่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับอีกมาก ถ้าต้องถึงแก่ความตายก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังมีชีวิต
และลมหายใจอยู่ก็จงใช้ชีวิตให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลานั้นจะได้จากไปได้อย่างสบายใจ
ต้วนอวี้ยิ้มออกมาเจื่อนๆ “เหยี่ยนหลิ่งอวี๋… เจ้าเป็นตัวอย่างที่ดี!”
คำพูดนี้ไม่ได้เป็นคำตอบและไม่ใช่คำถามด้วยเช่นกัน แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เหยียนหลิ่งอวี๋เลิกใช้สายตาที่เต็มไป
ด้วยความกลัวแบบนั้นมองมาที่ต้วนอวี้เสียที
คำพูดของต้วนอวี้ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาในชั่วขณะ
ความซาบซึ้งใจนั้นเป็นเหมือนหมอกควันในยามรุ่งอรุณที่ปกคลุมไปทั่วจนมองสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน แต่ไม่นาน
เมื่อแสงอาทิตย์ปรากฏ กลุ่มหมอกควันก็จะค่อยๆ เลือนหายจางไป
เหยียนหลิ่งอวี๋กอดต้วนอวี้ในอ้อมอกแนบแน่น ในตอนที่กำลังจะเดินจากไป ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นซานไล่จื่
อกับทูจื่อที่ยืนแข็งทื่ออยู่ เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “ต้วนอวี้ พวกเขาเป็นใคร?”
ถึงตอนนี้การพูดคุยของทั้งสองเริ่มเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมากขึ้น พวกเขาไม่ต้องกังวลหรือคิดไตร่ตรอง พูดคุย
กันสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อน
สายตาของต้วนอวี้มองสองคนนั้นที่มีหิมะเกาะเต็มตัวอย่างนิ่งเงียบ จากนั้นจู่ๆ เขาก็หัวเราะเยาะขึ้นมา “สองคน
นี้ถูกใช้มาเป็นตัวล่อ”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้าแสดงการรับรู้
เห็นทีสองคนนี้ต้องรับหน้าที่จับตัวต้วนอวี้มาที่นี่แน่นอน แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงกลายมายืนข้างเดียวกับต้วนอวี้
ได้
เมื่อเห็นหนึ่งในสองคนมีรอยบาดแผลที่ใบหน้าและรอบตัวเต็มไปหมด เหยียนหลิ่งอวี๋จึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถาม
ยิ้มๆ ว่า “ฝีมือเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถามขึ้นเสียงเรียบ เนื่องจากเขารู้ดีว่าต้วนอวี้ที่ยืนนิ่งสามารถเล่นงานสองคนนี้ให้อ่วมได้สบายๆ แต่
ต้วนอวี้กลับไม่เลือกวิธีใช้กำลังเข้ามาจัดการ เพราะนั่นดูเป็นวิธีที่ไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
ต้วนอวี้เบะปากจากนั้นจึงพูดอย่างเย็นชา “ฝันไปเถอะ! ถ้าจะให้ข้าลงมือกับพวกนั้น!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงเลิกคิ้วมองเขา
จากนั้นต้วนอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสริมขึ้นว่า “แขนที่หลุดของเขาเป็นเพียงการแสดงที่ข้าจัดเตรียม
ไว้!”
เหยียนหลิ่งอวี๋แทบจะไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ต้วนอวี้ยอมอธิบายเหตุผลให้เขาฟังงั้นหรือ
ต้วนอวี้ที่ยืนมองอยู่ด้านข้างเอ่ยเสียงแข็ง “อีกประเดี๋ยวให้คนมาช่วยเจ้าสองคนนี้ อย่าปล่อยให้แข็งตายล่ะ ข้ายัง
ต้องเก็บพวกเขาไว้ใช้ประโยชน์อีก!”
“ได้!” เหยียนหลิ่งอวี๋หันหน้ากลับมา
เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไวจึงไม่มีใครตามมาทัน ในตอนนี้ที่หน้าวัดร้างจึงมีเพียง
พวกเขาสี่คนเท่านั้น… บางทีอาจมีคนตามมาทัน ทว่ากำลังช่วยปกปั้องทั้งสี่คนจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึง
เลือกไม่ปรากฏตัวออกมารบกวน
เหยียนหลิ่งอวี๋หันกลับไปมองด้านหลัง พบกับร่างของบุรุษที่ถูกเปลือยกาย อีกทั้งนิ้วมือได้หายไปนิ้วหนึ่ง บน
หน้าอกมีมีดเล่มเล็กปักอยู่ลึก เห็นได้ว่าเป็นการลงมือที่หมายเอาชีวิตในครั้งเดียว
ไม่ไกลกันนั้นมีเสื้อผ้าที่ถูกโยนทิ้งไว้ พร้อมกับหลุมสองหลุมที่มีรูปร่างประหลาด เขาจึงกลั้นหัวเราะออกมาไม่ไหว
“ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเจ้า?”
ต้วนอวี้เข้าใจในสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ถาม แต่เขาเลือกที่จะไม่ตอบกลับ
เหยียนหลิ่งอวี๋เริ่มจากดึงผ้าสีดำที่คาดหน้าของนักฆ่าออก ใบหน้าที่ซีดขาวซึ่งต่างจากคนทั่วไป เห็นทีนักฆ่าคนนี้
ทำงานในเวลากลางคืนมานานหลายปีจนแทบไม่ได้เจอแสงตะวันเหมือนคนทั่วไป
เมื่อเห็นใบหน้าของนักฆ่าแล้ว สีหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาจับตัวนักฆ่าพลิกไปพลิก
มา เป็นอย่างที่คิด… ในตัวของนักฆ่านอกจากตะบันไฟกับของจำเป็นแล้ว ในร่างกายของเขาไม่มีของหรือสิ่งที่ใช้สืบสาว
ราวเรื่องได้เลย
เขาใช้เวลากับร่างของนักฆ่าไม่นาน ก่อนจะลุกขึ้นยืนและจ้องมองไปที่ซานไล่จื่อกับทูจื่อจนจดจำใบหน้าของทั้งคู่
ได้ จากนั้นจึงเตรียมอุ้มต้วนอวี้ขึ้นเพื่อจะเดินจากไป
พื้นที่รกร้างในรุ่งอรุณที่หนาวเหน็บ เมื่อต้วนอวี้เข้าไปในอ้อมอกที่อบอุ่นของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว เขาแทบจะไม่
อยากจะผละตัวออกมา
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด เขาอุ้มต้วนอวี้เข้ามาอยู่ในเสื้อคลุม ก่อนจะหันไปมองที่หลุมทั้งสองอีก
ครั้ง ทว่าครั้งนี้เขามองอย่างพินิจพิเคราะห์ ระหว่างนั้นใบหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
ทั้งสองหลุมเล็กๆ นี้ได้มีการอำพรางได้เหมือนปกติทั่วไป ประกอบกับพื้นดินที่หนาวเย็นทำให้หิมะที่ตกลงมาจับ
ตัวเป็นนํ้าแข็ง ถ้ามองดูดีๆ จะพบว่าหลุมนี้มีคนตั้งใจขุดขึ้นมา แต่ดูแล้วรูปร่างหลุมช่างน่าขันสิ้นดี
ทั้งสองหลุมนี้ดูผิวเผินอาจไม่มีความสำคัญมากนัก ดูจากสภาพแล้วคงขุดด้วยความรีบร้อน หากคนทั่วไปมาเห็น
อาจจะหัวเราะเยาะ แต่สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว เขามองออกว่าสองหลุมนี้สามารถพรากชีวิตของคนที่มีวรยุทธ์สูงได้
อีกอย่างทั้งสองหลุมมีกลิ่นสุราตลบอบอวลอยู่เต็มไปหมด หลุมแรกเป็นทรงกลมไม่ลึกจึงดูแทบไม่ออกว่าได้ขุด
หลุมอำพรางเอาไว้
เหยี่ยนหลิ่งอวี๋ยื่นหน้าออกไปดู จึงได้เห็นหลุมมีขนาดเล็กและลึกเพียงหัวเข่าเท่านั้น เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึก
แปลกใจก็คือ แม้หลุมจะเล็กแต่มีขนาดกว้าง ถ้ามีคนตกลงไปจึงไม่ง่ายนักที่จะปีนขึ้นมา
ในหลุมแรกนั้น นอกจากจะมีดินที่จับตัวแข็งกับหิมะแล้วก็ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น แต่เหยี่ยนหลิ่งอวี๋กลับได้กลิ่นเหม็น
บางอย่างลอยผสมออกมาจากกลิ่นสุรา กลิ่นเหม็นนั้นแม้จะไม่รุนแรง แต่เมื่อสูดดมเข้าไปก็ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเป็น
อย่างมาก
เขาขมวดคิ้วขึ้น จากนั้นรีบขยับตัวออกมาทันที
เมื่อต้วนอวี้เห็นท่าทางที่ฉับไวของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาจึงยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นหัวเราะเอาไว้
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้โกรธ ได้แต่ยกมือขึ้นมาเคาะหน้าผากของต้วนอวี้ “เจ้าเด็กดื้อ!”
ต้วนอวี้ยู่ปากแล้วหันกลับไปค้อนเหยียนหลิ่งอวี๋หนึ่งทีโดยไม่พูดอะไร
เด็กหนุ่มก้าวขึ้นไปด้านหน้าอีกสองสามก้าว จึงได้เห็นหลุมสองที่ขุดให้มีลักษณะเป็นแนวยาวและมีความลึกพอๆ
กับหลุมแรก หลุมที่สองกับหลุมแรกนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน