การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 352 ชายชราจอมพิลึก
ขอเพียงคำนวณระยะทางและความเร็วในการก้าวเดินได้ เรื่องอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก
การที่ต้วนอวี้นอนอยู่บนพื้นโดยมีกระบอกสุราที่ว่างเปล่าวางเป็นหมอน ช่วยขยายเสียงการก้าวเดินของนักฆ่าให้
เขาได้ยินอย่างชัดเจน เพื่อจะได้คำนวณความเร็วในการก้าวของนักฆ่าออกมาได้
เช่นนี้ระยะเวลาจากวัดร้างจนถึงช่องทางลับนอกประตูเมือง การไปกลับหนึ่งรอบใช้เวลานานเท่าใด ต้วนอวี้ก็จะมี
เวลาในการขุดหลุมมากเท่านั้น
เขาไม่ได้กังวลใจเรื่องการขุดหลุมมากนัก เนื่องจากบนตัวเขามีถุงยาที่พกติดตัวมาด้วยหลายถุง หนึ่งในนั้นเป็นยา
ที่ช่วยละลายนํ้าแข็งที่เกาะกัน ดังนั้นเมื่อโรยลงพื้นจึงขุดได้ง่าย ประกอบกับทูจื่อมีกำลังมาก การขุดหลุมเพียงสองหลุม
จึงเป็นเรื่องง่ายเหมือนการปอกกล้วยเข้าปาก
ส่วนเรื่องระยะห่างระหว่างทั้งสองหลุมนั้น ต้วนอวี้ได้ใช้เวลานานพอควรกว่าจะคำนวณออกมาได้
ในคํ่าคืนที่ผ่านที่มา การที่เขาเอาชีวิตรอดมาได้นั้นต้องอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ในยุคโบราณยังไม่มี…
หรือพูดได้ว่าเป็นการคำนวณที่ได้สั่งสมประสบการณ์จากอดีตและถ่ายทอดความรู้ไปจนถึงยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
ดูเหมือนสิ่งนี้ยากต่อความเข้าใจของเหยียนหลิ่งอวี๋ เด็กชายแอบยิ้มเยาะ จากนั้นจึงยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจาก
ชุดคลุมของเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำไม้ทำมือเพื่ออธิบาย “ถ้าใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในการคำนวณ… ให้เอาเวลาไปหารด้วยระยะ
ทางก็จะได้ความเร็วออกมา จากนั้นก็เอาความเร็ว…”
เมื่ออธิบายได้เพียงครึ่งหนึ่ง ต้วนอวี้กลับพบว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ดูไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังอธิบาย ที่จริงแล้วเหยียน
หลิ่งอวี๋ไม่เข้าใจการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของคนยุคปัจจุบัน ยิ่งต้วนอวี้พูดออกมามากเท่าไร เหยียนหลิ่งอวี๋ก็มีแต่งง
กับงงขึ้นเท่านั้น
เขาอดไม่ได้ที่จะตบหน้าผากตัวเองหลายต่อหลายครั้งพลางพึมพำ “แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ สื่อสารลำบากเสียจริง!”
เมื่อเห็นท่าทีที่จนปัญญาของต้วนอวี้ในการอธิบาย เหยียนหลิ่งอวี๋จึงดีดหน้าผากอีกฝั่าย จากนั้นก็จับมือน้อยๆ
นั้นยัดเข้าไปในเสื้อคลุมดังเดิม “เอาล่ะ ไม่ต้องอธิบายแล้ว ที่นี่หนาวเย็น เจ้าอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวกลับไปค่อยอธิบายต่อแล้ว
กัน!”
ต้วนอวี้ที่ถูกขัดไม่ให้อธิบายดูเหมือนจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร ขณะเดียวกัน เขาก็ได้เห็นรุ่งอรุณของวันใหม่
แสงตะวันเริ่มสาดส่องไปโดยทั่วจนสามารถเห็นบรรยากาศรอบๆ ได้ชัดเจน
เมื่อกวาดสายตาไปโดยรอบก็เห็นนักฆ่าที่ถูกตัดนิ้วถูกคนแบกออกไป ส่วนซานไล่จื่อกับทูจื่อก็ไม่พบตัวแล้ว ตอน
นี้ที่หน้าวัดร้างจึงเหลือเพียงต้วนอวี้ที่อยู่ในอ้อมอกของเหยียนหลิ่งอวี๋ โดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารบกวน
เมื่อเห็นต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ยืนนิ่งและไม่ได้สนทนากันแล้ว หัวหน้าองครักษ์ชุดดำก็เข้ามาประสานมือ
ทำความเคารพและรายงาน “องค์ชาย บริเวณโดยรอบได้ตรวจตราเรียบร้อยแล้ว พวกกระหม่อมแน่ใจว่านักฆ่าผู้นี้ถูกนัก
ฆ่ากลุ่มเดียวกันลอบสังหารจนตายพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับทราบและพูดเสียงเรียบว่า “พวกเจ้าไปดูให้ทั่ว กลับมาต้องรายงานข้าให้ได้ว่าคนผู้นั้น
เป็นใคร”
หัวหน้าองครักษ์ชุดดำพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นก็พูดตะกุกตะกัก “เรียนองค์ชาย เมื่อครู่กระหม่อมตรวจดูรอบ
วัดร้างจนทั่ว พบชายชราคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในวัดร้างแห่งนี้ กระหม่อมจึงดักดูอยู่นาน ถึงตอนนี้ชายชราคนนั้นก็
ยังไม่ตื่นพ่ะย่ะค่ะ!”
“ชายชรามีลักษณะอย่างไร?” แววตาของเหยียนหลิ่งอวี๋คล้ายมีเลศนัย
หัวหน้าองครักษ์ชุดดำรายงาน “สูงประมาณเจ็ดศอก ใบหน้าซูบผอม ผิวค่อนข้างดำคลํ้า อายุประมาณห้าสิบ
เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อพ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างที่ชายชุดดำกำลังรายงานอยู่ เขาก็หยุดชะงักไป จากนั้นจึงพูดเสริมขึ้นว่า “ชายชราคนนั้นน่าจะเป็น
ขอทานหาอาหาร ด้านหน้าของเขามีชามเก่าอยู่ใบหนึ่งวางไว้พ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรออกมา ต้วนอวี้ที่อยู่ในอ้อมอกก็เลิกตาโตขึ้นมาและถามไปทางหัวหน้า
องครักษ์ชุดดำอย่างแปลกใจ “เจ้าว่าอะไรนะ? ที่วัดร้างแห่งนี้มีชายชราที่เจ้าว่าอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?”
หัวหน้าองครักษ์ชุดดำไม่ได้ตอบอะไร กลับหันหน้าไปมองเหยียนหลิ่งอวี๋
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงหันไปพูดกับต้วนอวี้ที่อยู่ในอ้อมอก “เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว ก็แค่ขอทานที่ขอข้าวประทังชีวิตไป
วันๆ เท่านั้น!”
คำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นเหมือนคำพูดหลอกเด็ก แต่น่าเสียดายที่คุณชายใหญ่ต้วนไม่ใช่เด็กน้อยที่เขาจะ
หลอกได้สำเร็จ
เด็กชายกระโดดลงมาจากอ้อมกอดของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาอยากดูให้เห็นกับตาว่าคนที่อยู่ในวัดร้างแห่งนี้ตลอดทั้ง
คืนมีหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมซานไล่จื่อถูกทรมานจึงอยู่เฉย? ทำไมเห็นนักฆ่าถูกพวกเขาเล่นงานจึงอยู่เฉย? แม้กระทั่ง
นักฆ่าถูกเงาดำลอบสังหารจึงยังอยู่เฉยได้?
เมื่อเห็นต้วนอวี้กำลังจะเดินเข้าไปในวัดร้าง เหยียนหลิ่งอวี๋พลันคว้าแขนเขาเอาไว้พลางส่ายหน้า “ต้วนอวี้ เจ้าฟัง
ข้านะ… คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืนนี้ อย่าได้ไปรบกวนเขาเลย!”
คำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋คล้ายมีบางอย่างแอบแฝง
เหยียนหลิ่งอวี๋คนนี้ก็ช่างเก็บอารมณ์ เมื่อคืนคนที่ลอบสังหารนักฆ่าคงมีแต่ชายชราที่เห็นเหตุการณ์และเป็น
พยานได้เพียงคนเดียว หรือว่าเหยียนหลิ่งอวี๋คิดจะละทิ้งโอกาสนี้ไป?
คดีเรื่องการฆาตกรรมนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋อาจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ แต่สำหรับต้วนอวี้ เขาทำเช่นนั้นไม่ได้ คนที่
อีกฝั่ายต้องการเล่นงานจนตายคือเขา การปล่อยให้ศัตรูลอยนวลจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ต้วนอวี้ไม่มีทางให้คนทำผิดอยู่
เหนือกฎหมายบ้านเมืองได้
ดังนั้นเขาตัดสินใจแล้ว เขาต้องไปถามชายชราขอทานว่าเมื่อคืนเห็นอะไรบ้าง
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบเอาผ้าคลุมเข้ามาคลุมตัวต้วนอวี้เพื่อให้อบอุ่นดังเดิม แต่ว่าเสื้อคลุมนั้นค่อนข้างยาว ต้วนอวี้จึง
ฉวยโอกาสที่เหยียนหลิ่งอวี๋คุยกับหัวหน้าองครักษ์ชุดดำ วิ่งเข้าไปในวัดร้าง
ภายในวัดร้างข้าวของกระจัดกระจาย
แสงแดดแห่งรุ่งอรุณสาดแสงเข้ามาจากหน้าต่างไม่มาก จึงทำให้ต้วนอวี้มองเห็นสภาพห้องด้านในไม่ค่อยชัด และ
ยังไม่เห็นชายชราที่หัวหน้าองครักษ์ชุดดำกล่าวถึง
เมื่อเห็นต้วนอวี้กำลังจะวิ่งเข้าไปในวัดร้าง เหยียนหลิ่งอวี๋ที่สามารถจับตัวเขาได้กลับปล่อยให้เขาวิ่งเข้าไปตามที่
ปรารถนา
เขามองเด็กชายวิ่งเข้าไปในวัดร้าง แวบเดียวก็หันมาส่งสายตาให้กับหัวหน้าองครักษ์ชุดดำที่อยู่ด้านข้าง
หัวหน้าองครักษ์ชุดดำนั้นจึงพรวดเข้าไปในวัดร้างอย่างรวดเร็ว จากนั้นมองหาต้วนอวี้และเข้าไปปั้องกัน
ต้วนอวี้เห็นชายชราคนนั้นแล้ว
สิ่งที่หัวหน้าองครักษ์ชุดดำที่ชื่อจิ้งสุ่ยเล่ามาทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความจริงทุกอย่าง เนื่องจากชายชราไม่ได้ผอมซูบ แต่
เป็นคนที่ไว้ผมและหนวดเครายาวรกรุงรัง ใบหน้าเหมือนไม่ได้ทำความสะอาดมานานจึงทำให้เห็นสีผิวได้ไม่ชัดเจน
เสื้อผ้านั้นขาดรุ่งริ่งและชามอาหารก็เก่าจนดูแทบไม่ได้นั้นเป็นเรื่องจริง
เมื่อเห็นสภาพของชายชรา ต้วนอวี้ถึงกับตกใจจนอ้าปากค้าง
เขาเดินเข้าไปดูชายชราอย่างพินิจ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ชายชราที่หลับใหลอยู่ดีๆ กลับดันชามมาตรงหน้าต้วนอวี้
ต้วนอวี้ได้เห็นเช่นนั้นก็เข้าใจว่าเขาต้องการขออาหาร แต่ในตัวเขาตอนนี้ไม่มีอะไรที่สามารถกินได้ติดตัวมาเลย
เขาจึงหันหน้าและยื่นมือออกไป หัวหน้าองครักษ์ชุดดำจึงยื่นขนมปิงที่เก็บไว้ในเสื้อด้านในออกมาส่งให้
ต้วนอวี้ได้รับมาแล้วจึงก้มโค้งไปตรงหน้าของชายชรา หย่อนขนมปิงลงไปในชามอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงดัน
ชามกลับไปให้ชายชรา