การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 355 คำพูดเหลวไหวของต้วนอวี้
ถ้าต้วนอวี้รู้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋มองเขาเป็นคนประเภทเดียวกับต้วนชิงหมิงไม่รู้ว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ใบหน้าแดงเรื่อและริมฝีปากที่กำลังเผยยิ้มพบว่าต้วนอวี้มีใบหน้าละม้ายกับต้วนชิงหมิงอ
ย่างมาก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำดีและดูแลต้วนอวี้ไม่น้อย
ได้ยินองค์ชายสามยอมรับว่าเขาเป็นคนไม่เอาไหนองครักษ์ชุดดำกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจเนื่องจากปกติแล้วเหยียน
หลิ่งอวี๋จะเหี้ยมโหดและเข้มงวดเป็นอย่างมาก
ความเหี้ยมโหดและเข้มงวดขององค์ชายสามมักปรากฏออกมาให้เห็นในด้านนี้เพียงด้านเดียวส่วนเรื่องอื่นที่ไม่ลํ้า
เส้น เขามักเลือกที่จะไม่สนใจ
ปกติแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ค่อยยิ้มรอยยิ้มของเขามักจะให้ความรู้สึกเย็นชาและแข็งกระด้างจนทำให้ผู้ที่พบเห็น
ต้องขนลุกขนพองไปตามๆกัน
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกทีรอยยิ้มของเขากลับไร้ซึ่งความเย็นชา ทั้งเต็มไปด้วยความอบอุ่น
บรรดาองครักษ์ต่างมองหน้ากันพี่น้องตระกูลต้วนทำให้องค์ชายของพวกเขามีความสุขได้
เหยียนหลิ่งอวี๋กวาดสายตามองไปรอบๆอีกสักพักหนึ่ง จึงโบกมือเป็นสัญลักษณ์ให้องครักษ์กลับได้ส่วนเขาอุ้มต้
วนอวี้ออกไป
จุดมุ่งหมายแรกคือรถม้าแต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกล จึงทำได้เพียงพาต้วนอวี้เดินไปให้ถึงรถม้าก่อน
บรรดาองครักษ์ที่อยู่ในวัดร้างต่างจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของชายชราอย่างไม่ละสายตาราวกับกลัวเขาจะวิ่ง
หายตัวไป หากเป็นเช่นนั้นอาจนำความเดือดร้อนมาให้กับองค์ชายสามก็เป็นได้
ระหว่างที่คนทั้งสองสนทนากันไม่มีใครสนใจสายตาของชายชราที่เปล่งประกายขึ้นมาอย่างผิดปกติชายชราหรี่
ตาลงมองต้วนอวี้ประหนึ่งสามารถอ่านใจของเขาได้
แต่ไม่ทันไรต้วนอวี้ได้จากไปอย่างเสียอารมณ์แล้ว
ชายชรามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงองครักษ์ผลัดเปลี่ยนกันเพื่อเฝั้าด้านนอกไว้ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ยืนมองต้
วนอวี้ด้วยใบหน้าที่ดูผิดหวังคล้ายไม่รู้ว่าจะพูดปลอบใจอย่างไรดี
ความจริงแล้วเขาไม่ได้คาดหวังต้วนอวี้จะเค้นความจริงจากปากชายชราออกมาได้บัดนี้เมื่อเห็นต้วนอวี้อยู่ใน
อาการเศร้าเสียใจเหยียนหลิ่งอวี๋จึงลูบหัวเขาอย่างเบามือและเตรียมจูงมือจากไป
เดิมทีเด็กหนุ่มเตรียมเสื้อคลุมมาเผื่อเพียงตัวเดียวแต่ต้วนอวี้กลับให้ชายชราไปแล้ว ยามนี้เด็กน้อยร่างกายสั่นเทิ้ม
เสื้อผ้าบางๆเหล่านั้นไม่อาจต้านทานความหนาวได้
เหยียนหลิ่งอวี๋ลูบลงมาที่ไหล่ของต้วนอวี้พบว่าไหล่ของเขาเย็นเฉียบไปหมดจึงรีบปลดเสื้อคลุมออกแล้วนำมาห่ม
ตัวให้แทน
ทว่าเสื้อคลุมที่ตัวใหญ่กว่าเขาถึงหนึ่งเท่าตัวจึงทำให้ดูหลวมและยาวลากพื้นไปหน่อยสำหรับเด็กที่อายุเพียงหก
เจ็ดขวบ
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้เดินจากไปหัวหน้าองครักษ์ชุดดำก็ยกมือส่งสัญญาณจากนั้นองครักษ์ที่เหลือต่าง
หายวับไปจากวัดร้าง เหลือเพียงชายชราเพียงลำพัง
โดยรอบวัดร้างกลับมาเงียบสงัดดังเดิม
ชุดคลุมที่ต้วนอวี้ยื่นให้ไว้โดนชายชราโยนกองไว้กับพื้นจากเดินออกมาพิจารณาหลุมที่ต้วนอวี้สั่งให้ทูจื่อขุดอยู่
นานสองนาน ก่อนจะยิ้มน้อยๆออกมา… เจ้าเด็กคนนี้ฉลาดยิ่งนัก ถ้าได้รับคำชี้แนะจากเขาอีกหน่อยคงเป็นอัจฉริยะได้ไม่
ยาก
ฮ่าๆ!อัจฉริยะไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเกิดขึ้นจากการเรียนรู้และสั่งสม นอกจากชายชราที่มั่นใจว่าเขาเป็น
อัจฉริยะได้เต็มปากคงไม่มีใครกล้าพูดโอ้อวดตนได้มากกว่านี้อีกแล้วกระมัง
ชายชรายกมือขึ้นลูบเคราพลางมองไปทางที่ต้วนอวี้เดินจากไปหลังจากนั้นก็ถอนหายใจยาวออกมา… จะทำ
อย่างไรดี?เขารู้สึกถูกชะตากับเจ้าเด็กน้อยคนนี้ขึ้นมาแล้ว
ทางด้านต้วนอวี้เดินมาระยะหนึ่งก่อนจะเจอรถม้าเขาเดินขึ้นไปพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว เวลานี้กำลังหยิบถ้วย
นํ้าชาร้อนๆขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า
อากาศบนรถม้าอบอุ่นอย่างมากจึงทำให้ต้วนอวี้รู้สึกถึงร่างกายที่ค่อยๆ อบอุ่นขึ้นมา
สายตามองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รู้ว่าอีกฝั่ายกำลังคิดเรื่องใดอยู่ในใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งอยู่ฝังตรงข้ามเขาเตรียมเบาะอุ่นๆ ขนมต่างๆ นำมาวางให้ตรงหน้า
จากนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋จึงพูดเสียงเบา “กินเสีย กินของพวกนี้รองท้องไปก่อน กลับถึงจวนต้วนเจ้าค่อยทานข้าว”
ต้วนอวี้ยังคงจิบนํ้าชาอยู่ไม่รีบร้อนกินขนมที่อยู่ตรงหน้า เนื่องจากความหนาวเหน็บและขาดนํ้าเป็นเวลานานเขา
จึงเลือกจิบนํ้าก่อนเพื่อให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติ จากนั้นค่อยลงมือทานขนม…ถ้ากินขนมเข้าไปด้วยความรีบร้อนอาจ
ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและลำไส้อย่างไรเสียเขาก็หิวโหยมาตลอดทั้งคืนแล้วจะกินให้ช้ากว่านี้หน่อยก็คงไม่เป็นอะไร
กระมัง?
ต้วนอวี้จิบนํ้าชาอยู่อย่างนั้นไปถึงสามกาแล้วจึงค่อยเริ่มหยิบขนมเข้าปากเมื่อเขากินหมดหนึ่งชิ้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็
หยิบชิ้นต่อไปส่งให้เรื่อยๆเด็กชายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ถามด้วยความแปลกใจ “เป็นขนมกุ้ยฮวาที่ทำจากนํ้าบนภูเขาอย่าง
นั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เอาแต่อมยิ้ม “เจ้าชอบของกินที่สุดไม่ใช่หรอกหรือ?”
“ใครบอกกันว่าข้าชอบกินมากที่สุด?” ต้วนอวี้ยู่ปาก
เหยียนหลิ่งอวี๋ยิ้มไม่ต่อล้อต่อเถียงใดๆ
ต้วนอวี้หยิบขนมเข้าปากไปสองชิ้นก็รู้สึกอิ่มไปครึ่งท้องแล้วเขาจึงได้แต่ปล่อยขนมชิ้นที่สามในมือลงเขาจ้องมอง
ไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋และถามเสียงเรียบขึ้นมา “พูดออกมาเถอะเจ้าอยากถามอะไรกันแน่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋แววตาเป็นประกายเขาทราบดีว่าสองพี่น้องตระกูลต้วนล้วนเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ถ้าอยากเค้นเรื่อง
ต่างๆออกมาจากปากพวกเขา ต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าจะไม่ถูกอีกฝั่ายเล่นงานเอาคืน
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วมีบางเรื่องและบางสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงสงสัยเป็นที่รู้กันโดยทั่วกันว่าองค์ชายสามเป็นคน
ช่างสงสัยและจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อสืบสาวราวเรื่องให้รู้ความจริงทั้งหมดให้ได้
ต้วนอวี้หัวเราะนํ้าเสียงแฝงความชั่วร้ายออกมา…เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่าคิดนะว่าข้าจะไม่ล่วงรู้ความคิดในใจของเจ้า
เขายังคงให้เกียรติและไว้หน้า จึงไม่เปิดโปงบางเรื่องออกมา… เหอะ เหอะ!สิ่งที่ต้วนอวี้ได้รํ่าเรียนมาจากศตวรรษที่ยี่สิบ
เอ็ดเป็นการตกผลึกความรู้จากประวัติศาสตร์เป็นพันๆปี คนในยุคโบราณนี้มิอาจเทียบความรู้และทฤษฎีที่แม่นยำได้
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ตัวเข้าแล้วว่าถูกต้วนอวี้มองออก
ในเมื่อมองออกแล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาเสแสร้งอีกต่อไป
เขาเอ่ยปากถามเสียงเรียบ “ข้ามีเรื่องที่สงสัยในตัวเจ้ามากมายเหลือเกินเจ้าเล่าให้ข้าฟังทีละเรื่องได้หรือไม่?”
อะไรคือศาสตร์ตัวเลขอะไรคือการคิดคำนวณในใจ อะไรที่เรียกว่าการกะระยะและอัตราความเร็ว…พูดได้ว่าเหยี
ยนหลิ่งอวี๋ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อนเขาใคร่รู้เป็นอย่างมาก
ต้วนอวี้มองอีกฝั่ายเล็กน้อยก่อนพูดอย่างเด็ดขาด “ไม่บอก”
ทันใดนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกเหมือนตัวเขากำลังพ่ายแพ้ให้กับต้วนอวี้
ก็ได้ถ้าบอกไม่ได้ละก็ ข้าขอถามเรื่องอื่นแล้วกัน?
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่เพียงครู่จึงเอ่ยถามขึ้น “เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามาสิว่า เรื่องพวกนี้พี่สาวของเจ้าเป็นคนสอน?”
ต้วนอวี้กลอกตาเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้กำลังล้วงคำตอบจากปากของเขาหรือ? ถ้าบอกว่าพี่สาวเป็นคนสอน เห็นที
คงจะต้องถูกเค้นถามต่อว่ารํ่าเรียนมาจากไหน?ครั้งนี้อีกฝั่ายคงนึกสงสัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ต้วนอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่! ไม่ใช่! พี่สาวไม่รู้เรื่องเหล่านี้!”
เพราะว่าพี่สาวไม่ได้ย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณเหมือนเขานางจะรู้ได้อย่างไรเล่า!
เหยียนหลิ่งอวี๋มองต้วนอวี้โดยไม่พูดไม่จาเอาแต่จ้องมองเพื่อรอว่าต้วนอวี้จะพูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นว่าหลอกเหยื่ออย่างเหยียนหลิ่งอวี๋จนนํ้าลายไหลเยิ้มพอสมควรแล้วเขาจึงหยิบขนมปิงก้อนกลมขึ้นมากัด
ไปหนึ่งคำ “พวกเจ้ามีใครรู้หรือไม่ว่าข้าเกลียดการกินขนมที่มีรสหวานมากที่สุด”