การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 357 ไม่ได้บอกกล่าวต้วนชิงหมิง?
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคํ่าคืนที่ผ่านมาเมื่อมีองครักษ์คนหนึ่งมารายงานเรื่องเห็นสัญญาณที่ถูกจุดขึ้นไม่รู้ว่าเหยียน
หลิ่งอวี๋กำลังทำสิ่งใดอยู่ในเวลานั้น
รู้สึกผิดเสียใจ หรือดื่มสุราเพื่อคลายกังวลทุกอย่างเป็นเพราะเหยียนหลิ่งอวี๋ละเลยความปลอดภัยของต้วนอวี้จึง
ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเช่นนี้เขาจึงสั่งให้องครักษ์ไปสืบดูว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะในเวลานั้นเขาอยู่ที่เรือนพัก
ส่วนตัวนอกวัง อีกอย่างที่นั่นห่างจากจวนต้วนพอสมควร…ทว่าระหว่างทาง องครักษ์ที่เขาสั่งให้ไปสืบกลับพบองค์ชาย
ใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้าจึงทำให้เสียเวลาไปไม่น้อย กว่าจะกลับมาถึงก็ราวๆ ยามซานเกิง[1] เข้าไปแล้ว
ทว่าข่าวที่องครักษ์ไปสืบมาได้ยิ่งทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกตกใจขึ้นอีกคำรบ เพราะการหายตัวของต้วนอวี้ส่วนคุณ
หนูใหญ่ต้วนชิงหมิงก็กำลังสืบหาการหายตัวของผู้เป็นน้องชาย ทั้งกำลังคนกำลังความคิดในการค้นหาอย่างเต็มที่
เหยียนหลิ่งอวี๋ในตอนนั้นถึงกับนั่งไม่ติดเขาเริ่มประมวลความคิดทั้งหมดตั้งแต่ตอนบ่ายที่องครักษ์คนนั้นบอกว่าต้
วนชิงหมิงเห็นเขาจากนั้นนางก็เดินตามบ่าวรับใช้คนหนึ่งไปหลังจากได้รับรายงานบางอย่างตอนนี้เห็นทีต้วนชิงหมิงคงรู้
ข่าวของต้วนอวี้แล้วทว่าน่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาเอาแต่เสียอกเสียใจที่ต้วนชิงหมิงไม่ได้ให้ความสำคัญจนลืมนึกถึงเรื่องนี้
ไปเสียสนิท
เขารีบนำองครักษ์ตามไปบริเวณที่ต้วนอวี้จุดสัญญาณแต่เมื่อไปถึงกลับพบแต่ความว่างเปล่า ไม่เห็นใครแม้แต่คน
เดียว
เขารู้ดีว่าต้วนอวี้ไม่ใช่เด็กธรรมดาถ้าไม่ใช่เพราะคนพวกนั้นคงใช้วิธีการที่พิเศษในการจับตัวเขาไปหรือไม่คงเป็นต้
วนอวี้ตั้งใจไปเข้าถํ้าเสือด้วยตัวเขาเอง แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลแรกหรือเหตุผลหลังต้วนอวี้ก็ได้ตกเข้าไปอยู่ในแผนการที่
เตรียมมาอย่างดีของอีกฝั่ายไปแล้วจะเอาชีวิตรอดมาได้หรือไม่นั้นก็ยังไม่แน่ใจจึงรีบสั่งให้องครักษ์ต่างแยกย้ายกันออกไป
หาให้ทั่วบริเวณ
โชคดีที่ต้วนอวี้เป็นเด็กฉลาดเขาโยนทิ้งสิ่งของไว้ตามทางเพื่อเป็นสัญลักษณ์เอาไว้จนเหยียนหลิ่งอวี๋ตามมาถึง
กำแพงเมือง แต่กว่าพวกเขาจะหาช่องทางลับนั่นเจอก็ต้องใช้ความคิดอย่างหนัก
ทว่าในที่สุดก็หาต้วนอวี้จนพบ แต่เด็กน้อยตรงหน้ากลับแก้ไขปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นท่าทางที่หนาว
สั่นไปทั้งตัวของต้วนอวี้ เขาก็รีบดึงต้วนอวี้เข้ามาอยู่ในเสื้อคลุมด้วยความรู้สึกเสียใจที่มาไม่ทันการณ์
เนื่องจากการแนะนำของต้วนชิงหมิงทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้รู้จักกับต้วนอวี้นับจากนั้นมาทั้งสองคนต่างผลัดกัน
เล่นงานไปมายิ่งนานวันต้วนอวี้ก็ยิ่งทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีต้องประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ตั้งแต่เรื่องการปั้องกันในเมืองหลวงเรื่องการฝึกซ้อมขององครักษ์ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอาวุธนับว่าต้
วนอวี้ได้ให้คำแนะนำมาไม่น้อยจึงทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋ยอมรับต้วนอวี้เป็นสหาย
ปกติเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนไม่สุงสิงกับใครจึงไม่มีสหายแม้แต่คนเดียว
การเกิดในวังหลวงนั้นเรื่องการใช้ชีวิตอยู่คนเดียวให้ได้เป็นหนึ่งในบทเรียนที่ต้องผ่านให้ได้ไม่มีคำว่าพี่น้องเพราะ
คนที่วางแผนทำร้ายกันนั้นก็คือคนสนิทที่ไว้ใจมากที่สุดนั่นเอง
ดังนั้นในใจของเหยียนหลิ่งอวี๋จึงไม่มีคำว่าญาติและคนสนิทมีเพียงตัวเขาเองเท่านั้น
บางครั้งเขามักคิดว่าตัวเขานั้นคงต้องอยู่เพียงลำพังโดยไร้ซึ่งความหวังในชีวิตแล้วทว่าการปรากฏตัวของต้วนชิงห
มิง ทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปจนหมด
คนต่อมาก็เห็นจะเป็นต้วนอวี้ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตอนที่พบกับต้วนชิงหมิง
หลายต่อหลายครั้งเหยียนหลิ่งอวี๋คิดว่าเด็กน้อยอายุเพียงหกเจ็ดขวบคนนี้ไม่เหมือนเด็กทั่วไปเลยแม้แต่น้อยแต่
กลับดูเหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายเสียมากกว่าทั้งประสบการณ์และความรู้ลึกซึ้ง ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋
อ่านใจแทบไม่ออก
ทว่าเกือบทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ความคิดของต้วนอวี้เด็กน้อยก็มักสร้างเรื่องที่ประหลาดใจขึ้นใหม่เสมอ
จนบางครั้งรู้สึกว่าพี่น้องต้วนคู่นี้ได้สร้างเรื่องให้เขามีความสุขอย่างบอกไม่ถูกและแต่งแต้มสีสันให้กับชีวิตของเขา
ไม่น้อย
ภาพเหตุการณ์ที่ต้วนอวี้มาขอร้องให้เขาช่วยถึงที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนั้นเขากลับไม่ได้ให้ความสำคัญ ทว่าตอนนี้
เขากลับรู้สึกผิดลึกๆ ขึ้นมาแล้ว
พอคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
ต้วนอวี้มองสิ่งที่ประดับอยู่บนรถม้าด้วยความรู้สึกไม่มีอะไรทำรถม้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำจากไม้ต้นสาลี่ชั้นดีมี
เบาะรองนั่งที่นุ่มสบายจนไม่รู้สึกถึงความแข็งของไม้แม้แต่น้อย
อีกอย่างภายในรถม้ายังปั้องกันเสียงรบกวนต่างๆได้เป็นอย่างดี ต้วนอวี้แนบหูฟังเสียงด้านนอกจากตรงหน้าต่าง
บานเล็กหากปิดหน้าต่างลงก็สามารถนอนบนรถม้าได้อย่างสบาย
ทั้งล้อรถม้าตัวม้าที่ใช้ลาก รวมถึงคนขับ ล้วนแล้วแต่คัดสรรมาเป็นอย่างดีดังนั้นตลอดเส้นทางที่ผ่านมาต้วนอวี้จึง
ไม่รู้สึกการสั่นคลอนโยกเยกไปมาภายในรถม้าแม้แต่น้อย
ไม่นานดวงตาของเด็กน้อยพลันเริ่มแดงขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเขายังไม่ได้งีบพักผ่อนแม้แต่น้อย ทั้งหิวโหย
และอ่อนล้าแต่เขายังหลับไม่ได้จนกว่าจะได้พบต้วนชิงหมิง
องครักษ์ที่ติดตามมาเหล่านั้นต่างแยกย้ายกันไปแล้วมีจำนวนหนึ่งเดินทางมาที่เมืองหลวงก่อนแล้วอีกจำนวนหนึ่ง
ได้แอบซุ่มติดตามถวายความปลอดภัยให้เหยียนหลิ่งอวี๋อยู่โดยรอบดังนั้นบนรถม้าจึงมีเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้สอง
คนเท่านั้น
เหยียนหลิ่งอวี๋เคยชินกับชีวิตที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแล้วแต่ต้วนอวี้กลับไม่คุ้นชินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ตอนที่อยู่วัดร้างได้ยินที่ชายชราคนนั้นพูดออกมาจิตใจของต้วนอวี้มาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่สงบ เขาอยากหาใครสักคนพูด
ระบายออกมา
เขาอยากหาคนพูดระบายความในใจความรู้สึก หรือไม่ก็พูดเรื่องในอดีตและการวางแผนในอนาคตแต่ว่าข้างกาย
ของต้วนอวี้กลับไม่มีใครให้พูดสิ่งเหล่านี้ออกมาได้เลยต่อให้เป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ก็คงไม่เชื่อคำพูดของเขาอยู่ดี
เมื่อนึกถึงตอนที่เหยียนหลิ่งอวี๋ดึงเขาเข้ามากอดต้วนอวี้กลับรู้สึกได้ว่าเขาได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเหยียนหลิ่งอวี๋
แล้วยิ่งไปกว่านั้นต้วนอวี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธความห่วงใยนั้น
ครั้นเด็กหนุ่มเค้นถามความจริงจากต้วนอวี้เขาก็ตั้งใจพูดให้เรื่องปะติดปะต่อกันได้ยาก ทว่าตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋
กลับนิ่งสงบไม่เอื้อนเอ่ยถามเขาแล้ว จึงเริ่มรู้สึกไม่สนุกเอาเสียเลยเพราะว่าการล่อเหยื่ออย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ให้นํ้าลาย
ไหลและตกใจอย่างคาดไม่ถึงเป็นสิ่งที่สนุกเหลือเกิน
ต้วนอวี้คิดได้ดังนั้นจึงมองในรถม้าจนทั่วทว่าสายตามาสะดุดลงที่ตัวของเหยียนหลิ่งอวี๋อีกครั้งหนึ่ง
เด็กน้อยโน้มตัวไปข้างหน้าและยื่นมือไปตบแขนของอีกฝั่ายเบาๆหลังจากนั้นได้กะพริบตาปริบๆ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“เฮ้อ!เหยียนหลิ่งอวี๋เหตุใดท่านจึงไม่พูดไม่จาแล้วล่ะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าของต้วนอวี้เข้ามาประชิดห่างเพียงฝั่ามือเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเบะปากและคิด
ในใจ เจ้าต้วนอวี้พลังเหลือล้นเสียจริงใช้แรงมาตลอดทั้งคืนยังไม่ง่วงเหงาหาวนอน กลับยังมีแรงเหลือเฟือถึงเพียงนี้!
เด็กน้อยกลอกตาคู่นั้นกลับไปกลับมาเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเดาได้ว่าเจ้าเด็กคนนี้ต้องมีแผนใจอะไรในใจเป็นแน่
โดยปกติแล้วถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋เห็นเช่นนี้ต้องอดใจไม่ไหวที่จะพูดแกล้งออกไปแต่บัดนี้เขาเห็นได้ชัดว่าต้วนอวี้ยังคง
ฝืนลืมตาที่แดงกํ่าไม่ให้หลับลงไปจึงไม่อยากจะแกล้งอีกฝั่าย
เขายืดตัวขึ้นนั่งตรงพลางเหลือบตาขึ้น มองค้อนไปยังต้วนอวี้ครั้งหนึ่ง “ทำไมกัน?ถ้าข้าไม่นอน ทำอย่างกับเจ้าจะ
หาเรื่องมาเล่าไปเรื่อยๆอย่างนั้นแหละ?”
ต้วนอวี้ก้มหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง..ใช่แล้วคำพูดของเขาเมื่อครู่ หากคนนอกที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อาจคิดว่า
เป็นการแต่งเรื่องมาเล่าเรื่อยเปือยเป็นแน่
นึกไม่ถึงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมาเพียงคำเดียวจะตรงใจเขาถึงเพียงนี้!
……
[1] ยามซานเกิง การนับยามในสมัยโบราณ เวลาประมาณ 23.00 – 01.00 น