การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 358 จุดจบของต้วนอวี้
เนื่องจากวิญญาณของเขาล่องลอยย้อนเวลาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกลับมาที่ยุคโบราณในร่างต้วนอวี้ดังนั้นหาก
จะบอกว่าเขาเป็น ‘ผี’ ก็คงไม่เกินจริงกระมัง
ต้วนอวี้นิ่งคิดไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมาเหมือนกำลังชมเขาอยู่อันที่จริงต้วนอวี้เป็นคนบ้า
ยอเวลาที่ได้ฟังคนอื่นพูดชมจึงมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋พร้อมกับยกมือขึ้นมาปั้องปากหัวเราะเสียงดังจนท้องแข็งเขามิได้
หัวเราะที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูด แต่หัวเราะหน้าตาของอีกฝั่ายที่ทำสีหน้าละม้ายจนปัญญาไปไม่ถูก
เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งงุนงงที่เห็นต้วนอวี้หัวเราะออกมาเหมือนคนเสียสติพูดตามตรง เขาคิดไม่ออกว่าทำไมต้วนอวี้จึง
ดูไม่เหนื่อยล้า ที่ทั้งไม่ได้นอนไม่ได้กินมาเป็นวันๆ กลับเอาแต่หยอกล้อ สร้างความรำคาญใจอยู่เช่นนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาในเวลานี้คือการนอนหลับมิใช่หรือเปลือกตาทั้งสองดูจะลืมขึ้นมาไม่ไหวแล้ว แต่ทำไมเขา
ยังฝืนไม่หลับกัน
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ที่หน้าตาง่วงเหงาหาวนอนในขณะนี้ เขาจึงหัวเราะขึ้น “เหอะ
เหอะ! เหยียนหลิ่งอวี๋… ข้าควรชมเจ้าว่าเฉลียวฉลาดใช่หรือไม่?เพราะเดิมทีข้าก็เป็นผีอยู่แล้ว จะมีใครที่ไหนมาเชื่อคำพูด
ผีล่ะ!”
เหยียนหลิ่งอวี๋กลอกตามองต้วนอวี้ไปหนึ่งทีแล้วหันหลังกลับไปหลับตาตามเดิมโดยที่ไม่สนใจต้วนอวี้อีก
ระหว่างที่กำลังพูดคุยนั้นรถม้าได้ผ่านเข้าประตูเมืองมาแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเช้าแล้วผู้คนในเมืองต่างออกมาเดิน
ขวักไขว่กันไปมาได้ยินเสียงคนที่ขายอาหารตะโกนโหวกเหวกว่าวันนี้เป็นวันที่ยี่สิบกว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันตรุษจีนแล้ว
ดังนั้นทั้งในเมืองหลวงและนอกเมืองหลวงต่างคึกคักไปทั่วผู้คนต่างออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อของกินและเสื้อผ้าใหม่ให้กับ
เด็กๆ
รถม้าค่อยๆลดความเร็วให้ช้าลง เสียงล้อดัง “เอี๊ยดอ๊าด” ทันทีเมื่อล้อได้เหยียบลงบนหิมะ
ต้วนอวี้ไม่ได้เปิดม่านบนรถม้าขึ้นไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเห็นความคึกคักของผู้คนแต่เพราะร่างกายของเขาเพิ่งอบอุ่น
ขึ้นมาได้ไม่นาน เขาจึงเอาแต่นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัวอีก
ด้วยเหตุนี้เหยียนหลิ่งอวี๋จึงมองด้วยความงงงวยเมื่อครู่ต้วนอวี้ยังเล่นเป็นม้าดีดกะโหลกแต่ตอนนี้กลับเอนพิงพนัก
ด้านหลังนิ่งเงียบไปแล้ว
รถม้าเดินทางจากข้างนอกเมืองก็เดินตรงเข้ามาด้านในโดยไม่เลี้ยวซ้ายขวาเนื่องจากถนนเส้นนี้เป็นเส้นหลักและ
เป็นทางที่ไปถึงวังหลวงโดยตรงจึงมีผู้คนขวักไขว่ เสียงรถม้าคึกคักพอผ่านร้านค้าที่มากมายบนถนนเส้นนี้ไปก็จะพบทาง
สามแยกซึ่งเป็นเส้นทางที่พาไปศูนย์กลางของเมืองหลวงทั้งสามที่ได้แก่ วังหลวง จวนต้วน และจวนนอกของเหยียนหลิ่ง
อวี๋
เมื่อรถม้ามาถึงทางแยกองครักษ์ที่ทำหน้าที่ขับรถม้า จึงเอ่ยปากถามขึ้น “องค์ชายจะไปส่งคุณชายใหญ่ต้วนกลับ
ก่อนหรือว่ากลับจวนนอกพ่ะย่ะค่ะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋มองไปที่ต้วนอวี้เมื่อเห็นอีกฝั่ายไม่ท่าทีตอบกลับ เขาจึงเอามือไปสะกิดต้วนอวี้
อันที่จริงเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยากไปปลุกต้วนอวี้ที่นอนหลับฝันหวานอยู่ให้ตื่นขึ้นมาแต่ปัญหาในตอนนี้คือถึงเวลาที่
เขาต้องตัดสินใจแล้ว…หากส่งต้วนอวี้กลับไปยามนี้เห็นทีอาจไม่เหมาะสมแต่ถ้าต้วนอวี้ไม่กลับไปจวนต้วนละก็ กลัวว่าต้
วนชิงหมิงจะอยู่ไม่เป็นสุขฉะนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋มีความจำเป็นต้องตัดสินใจแทนต้วนอวี้แล้ว
เด็กน้อยถูกเหยียนหลิ่งอวี๋สะกิดเมื่อครู่พลันรู้สึกตัวตื่นจากหวานฝันขึ้นมา ยกมือขึ้นขยี้หูขยี้ตาและเอ่ยถามอย่าง
งงงวย “เหยียนหลิ่งอวี๋เกิดอะไรขึ้น? ข้าถึงจวนแล้วหรือ?”
อีกฝั่ายส่ายหน้าปฏิเสธและพูดอย่างขี้เกียจ “ใกล้ถึงแล้ว เจ้ามีแผนอยากไปที่ไหนบ้างหรือไม่?”
ต้วนอวี้มองค้อนเหยียนหลิ่งอวี๋ที่พูดอย่างไม่ฉลาดออกมา “ข้าต้องกลับจวนต้วนของข้าเป็นอันดับแรก!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังแล้วก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใดจึงสั่งให้ไปส่งต้วนอวี้กลับจวนต้วนก่อน
จากนั้นรถม้าจึงเคลื่อนตัวไปต้วนอวี้จึงจ้องมองมาและถามเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ใช่แล้วเหยียน
หลิ่งอวี๋ ข้าลืมถามไปเลยว่าท่านได้บอกพี่ชิงหมิงหรือไม่ว่าข้าอยู่กับท่านตลอด?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังพลันสะดุ้งโหยงขึ้นมา
ใช่แล้วทำไมเขาถึงลืมให้คนไปบอกกล่าวเรื่องนี้ให้กับต้วนชิงหมิง
“อ๋อ เออ เรื่องนี้ละก็……” เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นแววตาที่ผิดหวังมากของต้วนอวี้ปรากฏออกมาเขายกมือขึ้นลูบหัว
และพูดอธิบายด้วยความรีบร้อนในการไปกลับรวมกับต้วนอวี้ที่ตกอกตกใจกับสิ่งที่เกิด จึงทำให้เขาลืมแจ้งต้วนชิงหมิงไป
หรือพูดได้ว่าเขาไม่ได้ลืมไปหรอกเพียงแต่ว่าในใจเขายังขัดเคืองต้วนชิงหมิงอยู่จึงไม่อยากพูดถึงชื่อนาง
ต้วนอวี้เห็นท่าทางของเหยียนหลิ่งอวี๋พลันรู้ได้ทันที
ด้วยความใจร้อนต้วนอวี้จึงดึงเสื้อของเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาพูดเสียงดังลั่น “ที่แท้ท่านไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่สาวข้า
หรือว่าท่านต้องการให้ข้าตายไป!”
ครั้งนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ทำร้ายต้วนอวี้รุนแรงเหลือเกิน
เป็นที่รู้กันว่าต้วนชิงหมิงทะนุถนอมต้วนอวี้อย่างมากหากเขาอยากได้อะไร นางจะไปหามาให้ทุกอย่างอีกด้าน
หนึ่งต้วนชิงหมิงไม่ได้รักต้วนอวี้แบบพ่อแม่รังแกฉันแต่กลับเข้มงวดกวดขันเป็นอย่างมาก เชื่อได้ว่าหากต้วนอวี้ทำผิดโดย
ไม่ระวังนางพร้อมเสมอที่จะลงโทษโดยไม่อ่อนข้อให้
ต้วนอวี้สีหน้าเศร้าสร้อยขึ้นมาเมื่อนึกถึงใบหน้าของต้วนชิงหมิงหากกลับไปถึงจวนต้วน เขาต้องโดนต้วนชิงหมิง
ทำโทษที่ไม่กลับจวนทั้งคืนเป็นแน่
ต้วนอวี้รู้ว่าต้วนชิงหมิงเฉลียวฉลาดไม่น้อยไปกว่าตัวเขาเรื่องการหายตัวไปของต้วนอวี้ เชื่อว่านางต้องรู้เรื่องก่อน
หน้านี้แล้วแต่ไม่รู้ว่านางจะร้อนใจจนเป็นอย่างไรบ้าง
อีกอย่างถ้าต้วนชิงหมิงรู้เรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไปช่วยเขาเข้าแล้วไม่แจ้งเรื่องนี้ให้นางทราบ เห็นทีเหยียนหลิ่งอวี๋
ต้องเจอปัญหาแน่นอน
สรุปแล้วครั้งนี้ไม่เพียงแต่ต้วนอวี้จะต้องโดนเล่นงานแล้ว แม้แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ไม่มีทางรอด
ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องโดนต้วนชิงหมิงเล่นงานเขาก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยอะไรได้ เด็กน้อยครุ่นคิดพลางยกมือขึ้น
ลูบคางไปมาเหตุใดจะทำให้ต้วนชิงหมิงอารมณ์เย็นลงได้?
เอาเข้าจริงถ้าต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้กลับมาถึงจวนแล้ว คงดีใจจนลืมเรื่องราวพวกนี้ไปหมดแต่ถ้าปล่อยให้นาง
คิดขึ้นได้เอง มีหวังต้วนอวี้ไม่มีทางอยู่เป็นสุขแน่
ขอเพียงนึกถึงท่าทางของต้วนชิงหมิงหน้าของต้วนอวี้จะซีดขาวขึ้นมาทันที… เฮ้อ! แต่ไหนแต่ไรเหยียนหลิ่งอวี๋
ทำงานรอบคอบมาตลอดแต่ทำไมเรื่องนี้เขากลับลืมไปได้?
เฮ้อ! เหยียนหลิ่งอวี๋คนนี้สร้างความวุ่นวายให้กับเขาจริงๆ
ต้วนอวี้จึงถามด้วยความเศร้าขึ้นมา “แล้วตอนนี้จะเอาอย่างไรดี? หรือพวกเราร่วมมือกันหลอกพี่สาวดี?”
เมื่อได้ต้วนอวี้เตือนสติ เหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังปวดหัวอยู่นั้นจึงส่ายหน้าและพูดตอบว่า “ไม่ ไม่ได้หรอก พี่สาวของ
เจ้าไม่ใช่คนที่จะโดนหลอกได้ง่าย”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนไหวพริบดีและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวการหลอกนางคงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่างหากพวกเขาถูกต้
วนชิงหมิงจับได้ขึ้นมาเห็นทีคงซวยไปตลอด
ต้วนอวี้ทำหน้าเจื่อนมองไปที่หน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋ “เช่นนั้น……ท่านว่ามาสิ พวกเราต้องทำอย่างไร?”
ทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกันมานานกว่าครึ่งค่อนคืนแต่นี่อะไรกันกลับลืมบอกเรื่องเร่งด่วนกับต้วนชิงหมิงไปอย่างนี้จะ
ให้เขาไปอธิบายอย่างไรดี?
เมื่อได้ยินในสิ่งที่ต้วนอวี้ถามขึ้นเหยียนหลิ่งอวี๋จึงเอาแต่มือลูบไปมาที่จมูก แล้วฝืนยิ้มพูดออกมา “เจ้าถามข้า แล้ว
ข้าจะไปถามใครเล่า?”