การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 370 เรื่องราวในชาติที่แล้ว
เมื่อต้วนอวี้หรานเดินออกไปจากเรือนต้วนชิงหมิงแล้ว บ่าวรับใช้ที่ติดตามนางมาก็เร่งสาวเท้าตามออกไปอย่าง
รวดเร็ว บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบดุจเดิม
ความเงียบสงบทำให้จิตใจสงบลงได้ ต้วนชิงหมิงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน คิดสิ่งใดอยู่ก็สุดที่
จะ ทว่าด้านนอกที่ไร้แสงตะวันสาดส่อง กลับเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนตกโปรยปรายลงมาไม่หยุด
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นเกือบถึงกลางศีรษะ ดูแล้วจวนใกล้ถึงเที่ยงวัน ท้องนภาที่ปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆ เห็นเพียง
หิมะไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ถ้าไม่มีนาิกาทรายบนโต๊ะที่คอยบอกเวลา ก็อาจไม่รู้ว่าด้วยซํ้าว่าตอนนี้เป็นเวลาใดแล้ว
เตาถ่านที่จุดให้ความร้อนในห้องกำลังเผาไหม้ไปเรื่อยๆ ทำให้ห้องดูอบอุ่นขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อความอบอุ่นกระทบ
กับความเย็นตรงขอบประตู กลายเป็นหยดนํ้าที่เริ่มจับตัวเป็นนํ้าแข็งยาวย้อยลงมาและร่วงหล่นในที่สุด
บ่าวรับใช้ภายในเรือนต่างยุ่งอยู่กับงานที่ได้รับผิดชอบ
ประตูในห้องที่ถูกเปิดเข้าเปิดออกอยู่ตลอด ทำให้ความหนาวเย็นเข้ามาเป็นระยะๆ
เวลานี้สาวใช้ตัวน้อยที่ชื่อเสี่ยวจูได้เดินเข้ามาภายในห้องเพื่อเปลี่ยนถ่านให้ใหม่ ส่วนต้วนชิงหมิงยังคงทอดสายตา
มองไปด้านนอก ทว่าทันทีที่นางได้สติหันกลับมา ก็พบใบหน้าที่แดงกํ่าของเสี่ยวจู และเสื้อผ้าที่มีเศษนํ้าแข็งจับตัวเป็น
ก้อนเกาะอยู่ตามชายกระโปรง ต้วนชิงหมิงอดที่จะขมวดคิ้วด้วยความฉงนมิได้… หลายวันมานี้หิมะที่ตกหนักตลอดได้
รวมเข้ากับหิมะที่ตกมาก่อนหน้านี้จนจับตัวกลายเป็นนํ้าแข็งไปหมด แต่ทางเดินภายในเรือนกลับปัดกวาดจนไม่มีนํ้าแข็ง
ติดตามพื้นให้ลื่นไถลได้เลย
เป็นเวลาถึงสามวันสามคืนมาแล้วที่หิมะยังคงตกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เมืองหลวงแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยหิมะขาว
โพลนไปทั่ว ต้วนชิงหมิงรู้ดีว่าความหนาวเหน็บยังคงมีอยู่ต่อไป และอาจมีหิมะระลอกใหญ่ตกลงมาอีกรอบก่อนการเฉลิม
ฉลองวันตรุษจีน
ทุกๆ ปีเมื่อใกล้เข้าวันตรุษจีนท้องฟั้าจะอึมครึมไร้แสงตะวันสาดส่องแบบนี้อยู่แล้ว บรรยากาศเช่นนี้ทำให้คนมอง
รับรู้ไม่ได้ถึงความหวังที่รอคอย
ต้วนชิงหมิงได้แต่นั่งคิดเรื่องต่างๆ ไปมาจนใจเหม่อลอยไปถึงไหนก็ไม่ทราบได้
จู่ๆ ความทรงจำเมื่อกาลก่อนกลับผุดขึ้นมาในหัว ชาติที่แล้วตอนนางอายุสิบปี หิมะโหมตกกระหนํ่าจนกลายเป็น
ภัยพิบัติจากความหนาวเย็น ผู้คนต่างบ้านแตกสาแหรกขาดกระจายกันไปคนละทิศคนละทางเพราะความหิวโหยและ
หนาวเหน็บ บ้างก็นอนแข็งตายตามท้องถนนหรือนอกเมืองหลวง จนคนเก็บศพไม่อาจเก็บได้ทัน ทว่าสุดท้ายต้องใช้
ทหารในวังหลวงมาช่วยเก็บศพเหล่านั้นอีกแรง
นางยังจำได้ไม่มีวันลืมว่า คนที่รับผิดชอบช่วยเก็บศพเป็นองค์ชายสามเหยียนหลิ่งอวี๋
องค์ชายสามได้นำอาหารและเสื้อผ้าไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในวันสิ้นปี ทั้งยังเขียนรายงานขอให้ฝั่าบาทแจก
จ่ายอาหารช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัย อีกทั้งนิสัยเด็ดขาดและเหี้ยมโหดขององค์ชายสามที่มีมาโดยตลอดได้ไปล่วง
เกินและข้ามหน้าข้ามตาบรรดาขุนนางน้อยใหญ่มาไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสาเหตุให้องค์ชายสามถึงแก่ความตายก่อน
วัยอันควร
ในฐานะองค์ชายที่เหี้ยมโหด เด็ดขาด และตรงไปตรงมา ทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีศัตรูอยู่รอบด้าน ดังนั้นการตาย
ของเขาจึงมิได้เกินความคาดหมายของบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ที่เกลียดองค์ชายสามเข้ากระดูกดำอยู่แล้ว
ต้วนชิงหมิงยังคงมีอีกเรื่องที่จดจำได้ไม่มีวันลืมเลือน เนื่องด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจของนางเองที่เอาแต่หมกตัวอยู่
ภายในเรือนไม่กล้าออกไปไหน ข่าวสารต่างๆ ที่นางรับรู้ล้วนมาจากการบอกเล่าของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทั้งสิ้น ทว่าหลังจาก
ผ่านวันตรุษจีนในปีถัดไป เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ได้ตายจากไป ต้วนชิงหมิงจึงเปรียบเสมือนคนหูหนวกตาบอดที่ไม่ได้รับรู้เรื่อง
ราวจากภายนอกอีกเลย
ทว่าบัดนี้ นางยังคงทอดสายตาไปยังนอกหน้าต่าง เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติที่แล้วผุดขึ้นมาในหัวไม่
หยุดหย่อน นางจำได้ว่าหลังจากผ่านวันตรุษจีนไปได้เพียงวันเดียว พายุหิมะก็ได้โหมกระหนํ่าอย่างหนัก ความหนาว
เหน็บกอปรกับความหิวโหยที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านต่างทนชีวิตแบบนั้นไม่ไหวอีกต่อไป บ้างก็ตายในบ้าน บ้างก็
หนีเอาชีวิตรอดจนไปหนาวตายในถํ้าก็มี…
แม้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เสนอวิธีให้เผาศพเหล่านี้ แต่ฝั่าบาทในเวลานั้นกลับไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋เสนอ
มา… ต้วนชิงหมิงพยายามรื้อฟืนความจำขึ้นมากลับนึกขึ้นได้อีกนิดหน่อย… หลังจากที่ฉลองวันตรุษจีนมาแล้ว ฝั่าบาท
ทรงประชวรหนัก ฉะนั้นบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ไม่ให้การสนับสนุนการใช้ไฟเผาศพ เพราะจะนำความอัปมงคลมาสู่เมือง
หลวง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อาจจัดการกับศพจำนวนมากมายนั้นได้
ต้วนชิงหมิงในตอนนั้นก็แค่รับรู้มาจากบ่าวรับใช้ในเรือนที่เล่าปากต่อปากมาอีกที นางคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง
อะไรกับนางจึงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่บัดนี้นางกลับคิดขึ้นมาได้แล้วว่าข้อเสนอของเหยียนหลิ่งอวี๋มีประโยชน์อย่างมาก
เพราะการตายของคนจำนวนมากมีศพกองพะเนินเต็มไปหมด หากไม่จัดการให้ทันท่วงทีอาจนำมาซึ่งโรคระบาดได้ใน
ภายหลัง
หลังจากผ่านหิมะอันหนาวเหน็บของฤดูหนาวผ่านพ้นไปเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ทุกอย่างที่เหยียนหลิ่งอวี๋คาดการณ์ไว้
กลับเป็นไปตามนั้น เมืองหลวงเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้นและเริ่มกระจายไปทั่ว ในเวลานั้นผู้คนต่างตื่นตระหนกและ
หวาดกลัว แม้กระทั่งต้วนชิงหมิงที่อยู่ในแต่เรือนไม่ออกไปไหนก็เริ่มหวาดหวั่นขึ้นมา
เรื่องราวหลังจากนั้นต้วนชิงหมิงกลับนึกไม่ออกอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่นางยังคงจดจำได้ไม่ลืมเลือนก็คือ เหยียนหลิ่ง
อวี๋ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาโรคระบาดในครั้งนี้ จนสุดท้ายเขาได้ติดโรคระบาด ทว่าไม่ได้รุนแรงถึงแก่ความตาย
ในทันที แต่สุขภาพค่อยๆ เสื่อมถอยลงมาเรื่อยๆ จนจากโลกนี้ไปในที่สุด
เมื่อต้วนชิงหมิงนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา สีหน้าพลันเศร้าสร้อยลงไปอีกคำรบ เหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้ทำตัวให้นางจง
เกลียดจงชังมาตลอด แต่หลังจากได้รู้จักมาสักระยะหนึ่ง จึงรู้ว่าเขาไม่เคยคิดทำเรื่องที่ไม่ดีต่อนางเลยแม้สักครั้ง
เช่นนั้น หากเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในชาตินี้ เห็นทีต้วนชิงหมิงควรยื่นมือเข้าไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋อีกแรง
แต่ว่าหลังจากที่นางกลับชาติมาเกิด ทั้งผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมเสียทุกเรื่อง จน
บางครั้งต้วนชิงหมิงก็ยังสงสัยว่าเรื่องราวในชาติที่แล้วของนาง เป็นเพียงแค่ความฝันหรือเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงกัน
แน่?
ข้อสงสัยของนางยังมีหลายจุดหลายเรื่องที่มีเค้าโครงเดิมอยู่ เพราะฉะนั้นนางตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าเรื่องในชาติที่
แล้วหรือเรื่องในชาตินี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงทั้งสิ้น
แล้วเรื่องของเหยียนหลิ่งอวี๋ล่ะ?
เรื่องของเขาจะมีจุดจบเหมือนในชาติที่แล้วหรือไม่? หรือหิมะที่โหมตกกระหนํ่าจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้? หรือว่าเหยี
ยนหลิ่งอวี๋จะไม่ต้องมาทุกข์ทรมานกับโรคระบาดเหมือนในชาติแล้ว?
ถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา นางรู้สึกว่าชีวิตของคนเรานั้นช่างไม่แน่นอนเอาเสียเลย
เมื่อนึกถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้ต้วนชิงหมิงนึกถึงต้วนอวี้ขึ้นมาในทันที
ชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงไม่ได้ปฏิบัติต่อต้วนอวี้ดีเท่าที่ควร จนเขาต้องจบชีวิตอย่างอนาถอยู่ในหอนางโลม
ส่วนแล้วในชาตินี้เล่า?
นางมักคิดเสมอว่าต้วนอวี้เป็นเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา แต่หลายต่อหลายครั้งเขากลับทำให้นางต้องประหลาดใจ
ยกตัวอย่างครั้งนี้ที่ต้วนอวี้จงใจให้คนพวกนั้นจับตัวไป ทว่าเขายังฉลาดทิ้งของให้ชิวหนิงเอามาส่งให้ต้วนชิงหมิง
ต่อ บัดนี้ต้วนชิงหมิงเป็นห่วงความปลอดภัยของต้วนอวี้ที่ตัดสินใจทำอะไรโดยพลการ
จนถึงตอนนี้ เด็กสาวก็ยังคงนั่งนิ่งมองออกไปที่หน้าต่างที่มีหิมะจับตัวเป็นนํ้าแข็ง หลุดลงมากระทบพื้นด้านนอก
นางเอาแต่เหม่อลอยมองดูด้านนอกอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับชิวหนิงได้จับมือกันเดินกลับเข้ามาในห้อง ทันได้เห็นท่าทางเหม่อลอยของต้วนชิงหมิง ดูแล้วให้
ความรู้สึกเหมือนเป็นรูปปันหญิงสาวที่มีชีวิตจิตใจ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับชิวหนิงต่างมองไปที่ต้วนชิงหมิง พบว่าใบหน้าที่ขาวผ่องเป็นยองใยนั้น กลับไม่มีแสงแห่งชีวิตชีวา
ปรากฏออกมาจากแววตาแม้แต่น้อย ต่อให้แสงตะวันสาดส่องมากระทบใบหน้าก็ยังคงไม่พบอยู่ดี
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของต้วนชิงหมิง ในใจของชิวหนิงพลันเต้น ‘ตุบ ตุบ’ ขึ้นมาไม่เป็นจังหวะ
นางรู้อยู่แก่ใจ ต้วนชิงหมิงต้องเป็นห่วงต้วนอวี้อย่างแน่นอน ชิวหนิงยอมรับความผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะ
นางไม่ดีเอง ต้วนชิงหมิงจึงมิอาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา จนต้องตกอยู่ในสภาพที่ไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้… นางรู้ดี
การทำให้เจ้านายต้องทุกข์ใจ มีโทษคือการโบยจนถึงแก่ความตาย