การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 371 ชิวหนิงตำหนิตัวเอง
แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะไม่ได้ต่อว่าชิวหนิงออกมาแม้แต่ประโยคเดียว ทว่าชิวหนิงกลับนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นตั้งแต่เมื่อ
คืนยันเช้าตรู่ของวันนี้ นางรู้ดีว่าความผิดของนางนั้นยากจะแก้ไขและมิอาจให้อภัยได้
บางครั้งการไม่ต่อว่าออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าให้อภัย! และในบางครั้งการไม่ต่อว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไม่
สนใจ! ชีวิตของคนเราหาใช่ทุกเรื่องที่ทำผิดแล้วจะสามารถชดใช้ให้กลับคืนมา และได้รับการให้อภัยทุกครั้งไป
อีกทั้งได้สีหน้าของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดูแล้วเป็นห่วงเป็นใยต้วนอวี้ไม่ต่างจากต้วนชิงหมิงแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้นางเสียใจ
กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนมิอาจให้อภัยตัวเองได้
ต้วนชิงหมิงเห็นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับชิวหนิงเดินกลับเข้ามาในห้องจากหางตา ทว่าเพียงชั่วแวบเดียวก็เบนสายตากลับ
ไปสนใจสิ่งเดิมอีกครั้ง แววตานั้นยังคงเหม่อลอยเหมือนกำลังครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ อยู่
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองตามสายตาของต้วนชิงหมิงไป ก็เห็นนํ้าที่จับตัวเป็นนํ้าแข็งกำลังย้อยลงมาจากขอบหน้าต่าง นาง
ทราบดี ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะมีเรื่องทุกข์ใจ ดีใจ โมโห หรือครุ่นคิดบางอย่าง นางมักจะนั่งเหม่อลอยแบบนี้เป็นประจำ
เวลานี้จึงยากคาดเดาได้ว่าต้วนชิงหมิงกำลังเป็นห่วงหรือว่ากำลังโมโหอยู่กันแน่
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คาดเดาไม่ออกจริงๆ นางได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนคลี่ยิ้มเดินเข้าไปหาต้วนชิงหมิง เพื่อ
เปลี่ยนนํ้าชาถ้วยใหม่ “คุณหนูกำลังเหม่อลอยคิดกระไรอยู่เจ้าคะ? พวกบ่าวเดินเข้ามาตั้งนานแล้ว คุณหนูมองไม่เห็น
พวกบ่าวเลยหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดจบก็เดินเข้าไปจับมือของผู้เป็นนาย สีหน้าตกใจปรากฏชัดบนใบหน้าทันที มือของนางเย็นเฉียบ
ไปหมดแล้ว เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบนำผ้าห่มมาคลุมตัวพร้อมกับนำโส่วหลู[1]มาใส่มือให้ต้วนชิงหมิง พูดอย่างเป็นห่วง “มือของ
คุณหนูเย็นไปหมดแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงยื่นมือข้างหนึ่งออกมาหยิบถ้วยนํ้าชาร้อนๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ขึ้นมาจิบ ครั้นกลิ่นหอมอ่อนๆและนํ้า
ร้อนๆ ไหลเข้าไปในลำคอ ในที่สุดต้วนชิงหมิงจึงถอนหายใจแล้วพูดออกมา “อากาศในยามนี้ช่างหนาวเหน็บเหลือ
เกิน…”
คำพูดที่ต้วนชิงหมิงเอ่ยออกมาเหมือนพูดโดยไม่ได้ตั้งใจ ทว่าพูดออกมาได้เพียงครึ่งหนึ่ง ก็หัวเราะเบาๆ ออกมา
“อากาศข้างนอกหนาวเหน็บเหลือเกิน ขนาดคนที่อยู่ในห้องยังรู้สึกหนาวขนาดนี้ อวี้เอ๋อร์ที่อยู่ข้างนอกจะหนาวขนาด
ไหนกัน”
นางหยุดเว้นจังหวะถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหน้าไปมา “แต่ไหนแต่ไรมาอวี้เอ๋อร์กลัวความหนาว ดูสิว่าผ่าน
เรื่องราวในครั้งนี้มาแล้ว เขายังจะกล้าวิ่งบนหิมะอีกไหม”
แม้ปากจะบ่นต้วนอวี้ แต่ในใจของนางกลับเป็นห่วงน้องชายคนนี้มากที่สุด…
พอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินก็อมยิ้มไม่ตอบรับคำพูดของต้วนชิงหมิง นางเพียงกดเสียงตํ่าและพูดเบาๆ ขึ้นว่า “คุณหนู
จนปั่านนี้คุณชายใหญ่ยังไม่กลับมาเลย คุณหนูกลับกล้าตบหน้าคุณหนูรองไป หากคุณหนูรองเอาเรื่องนี้ไปฟั้องละก็ นาย
ท่านคงต้องเป็นห่วงเป็นใยคุณหนูรองอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ วางถ้วยนํ้าชาในมือลงกับโต๊ะและหัวเราะเยาะขึ้นมา “น้องรองมิใช่คนโง่เขลาขนาดนั้น นางรู้
ว่าครั้งนี้เรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนไม่ควรพูด”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ทราบว่าต้วนชิงหมิงต้องการสื่ออะไร นางจึงเงียบลง… ตอนนี้หน้าต้วนอวี้หรานก็ตบไปแล้ว เรื่องการ
หายตัวไปของต้วนอวี้ที่ไม่เคยเกิดก็เกิดขึ้นแล้ว หากเอามาเล่าใหม่ก็คงไม่มีประโยชน์อันใด ฉะนั้นเรื่องเร่งด่วนที่สุดใน
เวลานี้คือหวังว่าต้วนอวี้จะกลับมาโดยเร็ว
เพราะจวนต้วนมีกฎที่คุณชายและคุณหนูต้องไปทำความเคารพต้วนเจิ้งทุกวัน ปกติต้วนชิงหมิงจะพาต้วนอวี้ไป
ด้วยเสมอ แต่เช้าวันนี้ต้วนชิงหมิงยังคงอยู่ในห้องไม่ได้ออกไป… ไม่รู้ว่าต้วนเจิ้งจะรู้สึกผิดสังเกตหรือไม่?
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จ้องมองไปข้างนอก เพื่อรอคอยการกลับมาของต้วนอวี้อยู่แทบทุกนาที
บทสนทนาของทั้งสองคนทำให้ชิวหนิงที่ได้ฟังรู้สึกซาบซึ้งจนนํ้าตาไหล นางได้แต่เม้มปากและกำมือแน่น
เห็นได้ชัดว่าต้วนชิงหมิงยังคงเป็นห่วงเป็นใยต้วนอวี้จนถึงเวลานี้
ถ้าต้วนอวี้ทนความหนาวเหน็บไม่ไหวจนถึงแก่ความตาย เกรงว่าต่อให้มีชิวหนิงอีกสักสิบชีวิต ก็ไม่อาจแลกชีวิต
ของต้วนอวี้ได้…
`
นางรู้สึกเสียใจขึ้นมาเป็นอย่างมาก จับชายกระโปรงยกขึ้นแล้วเดินไปตรงหน้าของต้วนชิงหมิง นั่งคุกเข่าลงเสียง
ดัง “ตุบ” นางหมอบราบโขกศีรษะกับพื้นไม่หยุด ร้องห่มร้องไห้พูดด้วยความรู้สึกผิด “คุณหนูลงโทษบ่าวเถอะเจ้าค่ะ…
เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความคิดของบ่าวเพียงผู้เดียว ถ้าบ่าวไม่ไปสร้างปัญหาไว้กับคุณหนูรองคงไม่เกิดเรื่องขึ้นเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงได้แต่เผยอยิ้มมุมปากเล็กน้อย อันที่จริงนางอยากลงโทษชิวหนิงแต่ไม่ใช่ตอนนี้ รอให้ทุกอย่างผ่านไป
เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยลงโทษก็ยังมิสาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้วนชิงหมิงไม่เอ่ยปากพูดจาอะไรเลย และปล่อยให้ชิว
หนิงคุกเข่าอย่างนั้นทั้งคืนโดยไม่ได้สนใจ
ชิวหนิงนั้นเป็นบ่าวรับใช้ที่มีไหวพริบใช้ได้ ที่รู้ว่าเวลานี้ควรพูดอะไร ไม่ควรพูดอะไรหรือควรทำอะไร แต่ว่าต้วนชิง
หมิงไม่มีทางลืมเรื่องต้วนอวี้ลงไปได้ ไม่ว่าชิวหนิงจะตั้งใจหรือไม่นั้น การหายตัวไปของต้วนอวี้ก็เกิดชิวหนิงเป็นต้นเหตุ
จนปั่านนี้ต้วนอวี้ยังไม่กลับมาที่จวนต้วนเสียที ในใจต้วนชิงหมิงก็ยิ่งร้อนรนไปหมด ไม่มีกะจิตกะใจมาคิดเรื่องลง
โทษชิวหนิง นางปรายตามองชิวหนิงด้วยสายตานิ่งเรียบและเอ่ยอย่างรำคาญ “ชิวหนิง… เรื่องของข้ากับคุณหนูรองนั้น
เป็นเรื่องระหว่างเจ้านาย เจ้าไม่ต้องเข้ามารู้สึกผิดด้วยหรอก… ส่วนเรื่องอวี้เอ๋อร์นั้น ต่อให้ไม่ใช่เจ้าก็ยังต้องมีคนอื่นมาทำ
แทน ถ้าเจ้ายังรู้สึกผิดกับเรื่องพวกนี้อยู่ ข้าว่าเจ้าคงว่างงานเกินไปแล้วใช่หรือไม่?”
คำพูดของต้วนชิงหมิงแม้จะเปล่งเสียงออกมาไม่ดัง แต่ทำให้ชิวหนิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว เพราะนางรู้ว่าต้วนชิงหมิ
งกำลังโกรธขึ้นแล้ว
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอย่าโกรธอีกเลยเจ้าค่ะ” ชิวหนิงละลํ่าละลักตอบ
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงได้วางถ้วยนํ้าชาลงโดยไม่พูดอะไร เอาแต่มองไปที่ชิวหนิง
ทางด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เข้าใจสิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อ นางจึงรีบเข้าไปลากตัวชิวหนิงลุกขึ้นมาอย่างแรงโดยที่
ไม่ทันได้ตั้งตัวจนชิวหนิงล้มลงไปกับพื้น เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูชิวหนิง “ชิวหนิง คุณหนูต่อว่าเจ้านั้น
เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ใครใช้ให้เจ้าไม่ไปรายงานเรื่องนี้ให้คุณหนูทราบก่อน… ดูตอนนี้คุณชายใหญ่ยังไม่กลับมา คุณหนู
จะมีกะจิตกะใจทำอะไรได้อีก ขืนเจ้าพูดอะไรเพ้อเจ้อไปอีก คุณหนูต้องผิดหวังในตัวเจ้าอย่างมาก…”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดออกมาเพียงครึ่งเดียว ชิวหนิงก็เข้าใจความหมายทั้งหมดที่นางต้องการสื่อออกมาแล้ว
ต้วนชิงหมิงนั้นเป็นเจ้านายที่ไม่ยอมให้บ่าวรับใช้ในเรือนถูกใครรังแก ฉะนั้นในวันนี้บ่าวรับใช้ที่โดนถีบไม่ว่าจะเป็น
ใคร ต้วนชิงหมิงจะต้องใช้โอกาสนี้สั่งสอนต้วนอวี้หรานอยู่ดี อีกอย่างต้วนชิงหมิงเป็นคนที่พิจารณาเหตุการณ์จากความ
เป็นจริง นางไม่ชอบเอาเรื่องราวของเมื่อวานหรือวันเก่าๆ มาผสมโรงกับเรื่องราวในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ชิวหนิงได้ทำผิดใน
กฎเหล็กที่นางตั้งไว้ คือการเอาเรื่องของเมื่อวานมาผสมโรงกับเรื่องในวันนี้ นางจึงมีความผิดในข้อนี้
อีกทั้งเรื่องที่ต้วนอวี้หรานต้องการเล่นงานต้วนอวี้ ต่อให้ไม่ใช่ชิวหนิงทำย่อมมีคนอื่นมาทำแทนอยู่ดี ถึงเวลานั้นถ้า
คนอื่นที่ถูกส่งมามีจิตใจอำมหิต ต้วนอวี้อาจถึงแก่ความตายก็เป็นได้…
เด็กสาวนำเหตุการณ์ต่างๆ มาวิเคราะห์จนในใจรู้สึกลังเลสับสนไปหมด นางอยากต่อว่าชิวหนิงแต่รู้ว่าเรื่อง
ทั้งหมดนั้น จะโทษชิวหนิงฝั่ายเดียวก็ไม่ถูก
ส่วนชิวหนิงยิ่งรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะชีวิตของคนในครอบครัวของนางล้วนตกอยู่ในกำมือของคนพวกนั้น หาก
คุณชายใหญ่ไม่กลับมา ชิวหนิงก็เตรียมใจหมายจะตายตามไปด้วย
นางลุกขึ้นอย่างสงบนิ่งแต่ยังคงก้มหน้ายืนอยู่ข้างเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่พูดจา เวลาเดียวกับที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองออกไป
ข้างนอกพร้อมกับบ่นพึมพำพอจับใจความได้ “แม่นมหนิงออกไปนานเหลือเกิน…”
ต้วนชิงหมิงปรายตามองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “แม่นมหนิงออกไปข้างนอกทำกระไรหรือ?”
“แม่นมหนิงพาบ่าวรับใช้ออกไปรับคุณชายใหญ่กลับมาเจ้าค่ะ” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบยิ้มๆ
เมื่อได้ยินที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดเช่นนั้น แววตาของต้วนชิงหมิงกลับเปล่งประกายแห่งความมีชีวิตชีวาขึ้นมา นอกจาก
ฮูหยินติงโหรวและต้วนชิงหมิงแล้ว คงมีเพียงแค่แม่นมหนิงที่ซื่อสัตย์และจริงใจกับต้วนอวี้มากที่สุด
ส่วนบ่าวรับใช้ข้างกายต้วนชิงหมิงก็ปรนนิบัติต้วนอวี้ได้ไม่เลว… ทว่าแค่ระดับไม่เลวเท่านั้น
[1] โส่วหลู หรือเตาอุ่นมือ มักใช้ให้ความอบอุ่นในมือในหน้าหนาวสมัยโบราณ ขนาดมีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าผลส้ม
ไม่ก็ประมาณแตง มักทำเป็นแบบมีหูหิ้วหรือเป็นทรงธรรมดามีฝาปิด สามารถพกติดตัว สามารถใช้ซุกใส่แขนเสื้อ