การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 374 พี่น้องตระกูลต้วน
ในชาติที่แล้ว ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะเกิดในตระกูลขุนนาง ทว่านางกลับไม่ได้สนใจเรื่องราวภายนอก นางไม่ทราบว่า
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จบอย่างไร แต่ต้วนชิงหมิงยังคงจำได้แม่นยำว่า เรื่องที่โจรหญิงคนนั้นได้ทำกลับสร้างความตกตะลึงไป
ทั่วเมืองหลวง
นางคำนวณเวลาดูแล้ว หลังจากที่โจรหญิงคนนั้นขโมยของลํ้าค่าไปได้เพียงเดือนสาม ก็เกิดภัยจากหิมะที่โหม
กระหนํ่า นางจึงเอาของลํ้าค่าชิ้นนั้นไปขาย แล้วเอาเงินมาแบ่งปันให้กับคนที่ประสบภัยหนาว
ต้วนชิงหมิงยังคงครุ่นคิด หากนางมีบ่าวรับใช้ที่ได้วรยุทธ์อยู่ข้างกายจะต้องช่วยคุ้มครองความปลอดภัยให้นางได้
ไม่มากก็น้อย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงตัดสินใจไปดักรอโจรหญิงคนนั้นก่อนที่เหตุการณ์ในชาติที่แล้วจะเกิดขึ้น เพื่อจะได้รู้ที่มาที่ไป
ของนาง
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับบ่าวรับใช้ที่เหลืออีกสองคน เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเหม่อลอยอยู่ พวกนางจึงรีบแยกย้ายไปทำงานที่
ต้องรับผิดชอบกัน จนกระทั่งผ่านไปพักใหญ่ๆ ต้วนชิงหมิงจึงหันหน้ากลับมาและพูดเสียงเรียบว่า “พวกเจ้าทั้งสามคน
นับแต่นี้ต่อไป หากไม่ดูแลตัวเองให้ดีก็จงย้ายไปอยู่เรือนอื่นเสีย”
เพราะในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงต้องเห็นคนข้างกายของนางค่อยๆ จากไปทีละคน มันช่างเจ็บปวดทุกข์ทรมาน
ทว่าในชาตินี้สาวใช้ทั้งสามคนตรงหน้า เป็นคนที่นางต้องการปกปั้อง แต่ถ้าพวกนางไม่รู้จักรักษาตัวให้รอด ต่อให้มีต้วน
ชิงหมิงอีกสักสิบคนก็ไม่อาจปกปั้องพวกนางได้ตลอด
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าค่ะ”
ทว่าสิ่งที่ต้วนชิงหมิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน
เหยียนหลิ่งอวี๋หมายจะออกไปด้วยตัวเขาเองในตอนกลางคืน ทว่าลั่วสุ่ยได้กลับมาจากการออกไปสืบเรื่องจนได้
ความชัดเจนขึ้นมาว่า
เมื่อวานนี้ต้วนชิงหมิงออกไปพบองค์หญิงจิ่นซิ่ว ทว่าระหว่างทางได้บังเอิญพบกับหลิวยวนเข้า ซึ่งตอนนั้นหลิว
ยวนกำลังเสียใจกับการจากไปของเด็กรับใช้ตัวน้อยอยู่ เมื่อเขาได้พบหน้าต้วนชิงหมิงก็พูดคุยกันเรื่องต่างๆ นานา จน
บังเอิญได้พบกับชุนถาว สาวใช้ของตู้ชิงหรวนระหว่างทาง ทั้งสามคนจึงนั่งรถม้าหมายจะไปเยี่ยมตู้ชิงหรวนด้วยกัน
ไม่มีใครคาดคิดว่าระหว่างทางไปต้องผ่านซอยเล็กๆ จู่ๆ ได้มีชายชุดดำปรากฏตัวขึ้นและล้อมรถม้าของทั้งสามคน
ไว้หมายจะสังหารให้ตายทั้งหมด
ในกลุ่มนี้ต้วนชิงหมิงเป็นเพียงสาวน้อยผู้บอบบาง หลิวยวนที่ไม่ได้มีวรยุทธ์ วันนั้นโชคดีเหลือเกินที่ยังมีชุนถาวที่
พอจะมีฝีมือเก่งกาจคอยจัดการจนชายชุดดำเหล่านั้นถอยร่นไป
เดิมทีนั้นลั่วสุ่ยนึกว่าชายชุดดำเหล่านั้นตั้งใจมาเล่นงานหลิวยวนหรือไม่ก็ชุนถาว แต่หลังจากสะกดรอยตามชาย
ชุดดำเหล่านั้นไป ลั่วสุ่ยจึงพบว่าคนพวกนั้นตั้งใจมาเล่นงานต้วนชิงหมิงโดยเฉพาะ
หลังจากถูกลอบทำร้ายจนขวัญเสีย ชุนถาวจึงอาสาไปส่งต้วนชิงหมิงกลับจวนต้วน
“เจ้าบอกว่าชุนถาวไปส่งทั้งสองคนกลับจวนอย่างนั้นหรือ?” จู่ๆ เหยียนหลิ่งอวี๋ก็โพล่งถามขึ้นทันที
ลั่วสุ่ยพยักหน้ารับ “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากจวนต้วนอยู่ไม่ห่างจากที่ที่ชุนถาวอาศัยอยู่ นางกับหลิวยวนจึง
อาสาไปส่งต้วนชิงหมิงกลับจวนต้วนก่อน แล้วจึงไปส่งหลิวยวนต่อพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋หัวเราะพรวดขึ้นมาเมื่อได้ยินเรื่องนี้
หากเป็นตามที่ลั่วสุ่ยเล่ามานั้น เมื่อวานนี้นอกจากมีหลิวยวนไปส่งต้วนชิงหมิงกลับจวนต้วนแล้ว ยังมีชุนถาวอยู่ใน
รถม้าด้วยอย่างนั้นสินะ น่าขันสิ้นดีที่เขาเห็นเพียงหลิวยวนก็เสียอาการขึ้นมาทันที โดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในรถม้ามีชุนถา
วอยู่ด้วย ที่แท้เขาก็เข้าใจเรื่องนี้ผิดไปจากความเป็นจริง
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดได้ดังนั้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา……เหอะ เหอะ! ถ้าเมื่อวานนี้เขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คงช่วย
จัดการคนพวกนั้นให้กระเจิง โดยไม่ทำให้ต้วนชิงหมิงต้องตกใจแม้แต่น้อยนิด……ถึงเวลานั้นต้วนชิงหมิงคงดูออกว่าใคร
เก่งกาจ ใครอ่อนแอ
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุขขององค์ชายสาม ลั่วสุ่ยช่างสังเกตจึงรู้อยู่แก่ใจขึ้นมาว่า องค์ชายสามจะ
ต้องดีใจกับเรื่องคุณหนูใหญ่ต้วนชิงหมิงเป็นแน่!
เป็นที่รู้กันขององครักษ์ว่า องค์ชายสามมักจะไม่แสดงอาการต่างๆ ออกมาทางสีหน้า แต่บัดนี้หาเป็นเช่นวันวาน
ไม่ ยิ่งเมื่อพูดถึงคุณหนูใหญ่ต้วนชิงหมิงขึ้นมาคราใด องค์ชายสามเป็นต้องยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เห็นทีองค์ชายสามที่เย็นชาและน่าเกรงขามของบรรดาองครักษ์เริ่มจะมีชีวิตจิตใจเหมือนคนทั่วไปขึ้นมาบ้างแล้ว
ลั่วสุ่ยแอบยิ้มตามดีใจอยู่ข้างใน เมื่อเห็นองค์ชายสามมีความสุขเช่นนี้ ทว่าจู่ๆ ภาพเหตุการณ์ที่องค์ชายสาม
บังคับให้เขากินยาขมด้วยความขมขื่นอยู่เป็นเวลานานสองนานกว่าจะหมด เมื่อครั้งแอบไปสืบเรื่องยาที่ต้วนชิงหมิงนำไป
สอบถามกับหมอที่จ้วงจื่อ จากใบหน้าที่อมยิ้มตามองค์ชายสามของลั่วสุ่ย พลันหุบยิ้มลงทันที
พอนึกถึงรสชาติขมคอของยาขึ้นมาทีไร ลั่วสุ่ยมักจะทำหน้าเหยเกออกมาทุกครั้ง……องค์ชายสามก็ช่างใจร้าย
เหลือเกิน องครักษ์คนไหนไม่ชอบอะไร องค์ชายสามมักบีบบังคับให้ทำอยู่เสมอ สุดท้ายลั่วสุ่ยต้องกลํ้ากลืนฝืนทนกินยา
นั้นอยู่ถึงสี่ถึงห้าวัน
เขาต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้เสียแล้ว จึงกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ให้เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เห็น บัดนี้เขาต้องหา
ทางหลบจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อน มิเช่นนั้นอาจมีโชคร้ายหล่นมาทับเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เหยียนหลิ่งอวี๋ดูออกว่าลั่วสุ่ยกำลังพยายามจะขอตัวลากลับไปอย่างรวดเร็ว เขาจึงเบือนปากและแสยะยิ้มออกมา
“คนพวกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
คนพวกนั้นหมายถึงชายชุดดำที่ลอบเล่นงานต้วนชิงหมิง ไม่รู้ว่าพี่น้องตระกูลต้วนสองคนนี้ไปล่วงเกินใครมา ถึงมี
ความแค้นต่อกันมากถึงเพียงนี้ ถึงได้โดนเล่นงานพร้อมกันภายในวันเดียว โชคดีที่ชุนถาวยังปกปั้องต้วนชิงหมิงไว้ได้จึงไม่
เป็นอะไร ส่วนต้วนอวี้กลับจงใจให้ถูกจับตัวไป หมายจะสาวคนบงการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ออกมาให้ได้ด้วยตัวเขาเอง
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋นำเรื่องในครั้งนี้ไปเชื่อมโยงกับเรื่องครั้งที่แล้ว เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเตรียมบางอย่างให้กับ
ต้วนชิงหมิง!
ถึงแม้ต้วนชิงหมิงจะฉลาดเฉลียวและมีสติปัญญามากเพียงใด ทว่านางก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่บอบบางคนหนึ่ง
เท่านั้น ครั้นจะให้เขาคอยตามติดอยู่ทั้งวันก็คงเป็นไปไม่ได้ เห็นทีคงต้องมีคนข้างกายที่ไว้ใจได้คอยปกปั้องนางเสียแล้ว
ทางด้านลั่วสุ่ยที่เพิ่งเดินออกไปได้เพียงสองก้าว กลับต้องชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขารีบ
หันมาและตอบยิ้มๆ “เรียนองค์ชาย คนพวกนั้นเป็นคนจากจวนหลิวที่คุณชายรองหลิวซูส่งมาพ่ะย่ะค่ะ เปั้าหมายเพื่อจับ
ตัวคุณหนูใหญ่จวนต้วน ส่วนเรื่องอื่นคนพวกนั้นไม่ยอมพูดมาออกมาพ่ะย่ะค่ะ!”
เจ้าหมายถึงคุณชายหลิวซูที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้คนนั้นใช่หรือไม่? ทำไมเรื่องนี้ถึงโยงไปถึงเขาได้? หลิวซูนั่นก็แค่คนที่
เมามายสุรานารีจนไม่ได้การไม่ได้งาน เหตุใดถึงได้ลงมือกับตระกูลต้วนได้?
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยและถามอย่างอดมิได้ขึ้นมา “หลิวซูกับอี๋เหนียงคนนั้นมีความเกี่ยวข้องอะไร
กัน?”
“เรียนองค์ชาย หลิวซูเป็นเพียงคนออกหน้าเท่านั้น อันที่จริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลิวเฟั่ยพ่ะย่ะค่ะ”
หลิวเฟั่ย?
เวลานี้เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง “ลั่วสุ่ย เจ้าไปเรียนมาจากไหนให้รายงานข้าเพียงครึ่งเดียว……
อย่าบอกนะว่าหลิวเฟั่ยผู้นั้นอยากได้ตำแหน่งในกองทัพ จึงไปร่วมมือกับอี๋เหนียง เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับต้วนเจิ้งใช่หรือไม่”
เขาหยุดเว้นจังหวะครุ่นคิดชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นอีกประโยค “แต่ตอนนี้ต้วนเจิ้งกลับมาเมืองหลวงเพื่อมารับราชการอยู่ในราช
สำนักแล้ว ต่อให้หลิวเฟั่ยผู้นั้นตามเลียแข้งเลียขาต้วนเจิ้งเช้าจรดเย็น แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า?”
ลั่วสุ่ยส่ายหน้าด้วยคิดไม่ถึงว่าองค์ชายสามจะเชื่อมโยงเรื่องราวได้มากขนาดนี้ คนพวกนี้จะต้องไม่ได้หวังดีกับคุณ
หนูใหญ่กับคุณชายใหญ่จวนต้วนอย่างแน่นอน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเวลานี้ ลั่วสุ่ยได้รับคำสั่งจากเหยียนหลิ่งอวี๋ให้รีบไป
สืบเรื่องราวทั้งหมดมาให้ได้ แต่มาจนถึงเวลานี้เขากลับพบเบาะแสเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ทางด้านเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงครุ่นคิดความเชื่อมโยงของเรื่องราวระหว่างหลิวเฟั่ยกับต้วนเจิ้งอยู่
เมื่อสองปีก่อนหลิวเฟั่ยเป็นเพียงขุนนางระดับสามและถูกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้สลักสำคัญในกรมกลาโหม
บัดนี้เขาคงไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันที่เป็นอยู่ จึงอยากทำอะไรบางอย่างโดยใช้ต้วนเจิ้งเป็นบันไดในการก้าวขึ้นไป
ทว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ถึงกระนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ได้มอบหมายให้ลั่วสุ่ยกับชิวสุ่ยไป
สืบหาคำตอบมาให้จงได้ ส่วนตัวเขาเองนั้นจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของต้วนชิงหมิง
“หึ! ต้วนชิงหมิงเจ้าคงไม่รู้สิท่า ว่าไปสร้างปัญหามามากมายเพียงใดแล้ว”
ต้วนชิงหมิงไม่มีทางรู้ว่านางไปสร้างปัญหามาเท่าไร เพราะเรื่องเล็กๆ นางเป็นคนที่จัดการเองทั้งหมด ส่วนเรื่อง
ใหญ่กลับมีเหยียนหลิ่งอวี๋มาช่วยจัดการให้เรียบร้อยโดยที่นางไม่รู้ตัว
ลั่วสุ่ยกำลังจะเอ่ยปากพูดออกมา ทว่าภายนอกห้องนั้นกลับมีเสียงต้วนอวี้ดังขึ้นมา “เหยียนหลิ่งอวี๋ เจ้าอยู่
ที่ไหน? ข้าจะกลับจวนต้วนแล้ว เจ้าไปส่งข้าหน่อย……”