การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 377 ต้วนอวี้หรานตกอกตกใจ
สิ่งที่ต้วนอวี้หรานเห็นอยู่เบื้องหน้ายังคงเป็นภาพที่พร่ามัวและเลือนรางไม่ชัดเจน
แม้ว่าจะเห็นภาพเลือนรางไม่ค่อยชัดเจน นางก็ยังลงไม้ลงมือไม่ยั้ง ในภาพคลุมเครือนั้นนางเห็นเยวี่ยหวากับเยวี่ย
ซิ่วกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะ
เดิมทีต้วนอวี้หรานหงุดหงิดที่ถูกต้วนชิงหมิงตบหน้ามา จนไม่รู้ว่าจะไประบายอารมณ์ได้ที่ไหน ทว่าตอนนี้สบ
โอกาสแล้ว จึงต่อว่าและด่าทอบ่าวรับใช้ทั้งสองคนอย่างเต็มที่ ไม่สนใจว่าพวกนางจะเป็นเช่นไร
ตอนนี้อารมณ์หงุดหงิดของต้วนอวี้หรานได้ผ่อนคลายลงไปไม่น้อย แก้มที่บวมอยู่ก็ยุบลงจนไม่ค่อยรู้สึกเจ็บมาก
เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว
ทว่าเพียงคิดถึงภาพที่ต้วนชิงหมิงกระทำเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง อารมณ์ที่เริ่มเย็นลงก็ปะทุขึ้นมาอีกเป็นคำรบที่สอง
นางโวยวายด่าทอไปที่บ่าวรับใช้ทั้งสองคน ทว่าดูแล้วคล้ายกำลังด่าทอต้วนชิงหมิงที่บังอาจมาตบหน้านางเสียมากกว่า
ยิ่งต้วนอวี้หรานด่าทอด้วยความสะใจมากเพียงใด เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปเท่านั้น แต่พวกนางกลับ
ไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้ต้วนอวี้หรานได้เห็น
เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วจำใจยอมคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะแต่โดยดี ไม่แม้จะขยับตัว และไม่กล้าเข้าไปเตือนสติต้วนอวี้
หรานว่า บ่าวรับใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมาในสวนดอกไม้หลังจวนจำนวนมาก อาจนำเรื่องนี้ไปรายงานต้วนเจิ้งก็เป็นได้
ทว่าพวกนางเข้าใจต้วนอวี้หรานมากกว่าผู้ใด ถ้านางด่าทอต้องปล่อยให้ด่าต่อไป ถ้านางทุบตีต้องปล่อยให้ทุบตี
จนหนำใจ ห้ามขัดขืนหรือต่อสู้ มิฉะนั้นจุดจบที่ ‘อเนจอนาถ’ คงรออยู่อีกไม่ไกล
บ่าวรับใช้ในจวนทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นคุณหนูรองกำลังสั่งสอนบ่าวรับใช้ของนางเอง จึงไม่มีใครกล้า
เข้าไปห้ามปราม มีแต่หลบหลีกออกไปให้ห่าง
เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วเป็นคนหน้าบาง แต่เมื่อถูกคุณหนูรองทำแบบนี้เป็นประจำก็ชินชาไปแล้ว พวกนางรู้ดีคุณหนู
รองกำลังอยู่ในความโกรธ หากได้ระบายออกมา แม้พวกนางจะเจ็บกายแต่คนที่เสียหน้าเห็นจะเป็นคุณหนูรองเอง
เวลานี้อำนาจในมือของหลิวหรงไม่เหมือนแต่ก่อน คุณหนูใหญ่มีอำนาจขึ้นแทน คุณชายใหญ่กลายเป็นที่
โปรดปราน ฉะนั้นคำขู่ต่างๆ ของหลิวหรงที่บีบพวกนางเอาไว้จึงไม่มีผลอีกต่อไปแล้ว แต่อย่างไรเสียเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่
วกลับเลือกอดทนก้มหน้ารับกรรมต่อไป
ต้วนอวี้หรานยังคงยืนต่อว่าต่อขานเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วอย่างมันปาก พวกนางโผเข้ากอดกันเพื่อให้ความอบอุ่นซึ่ง
กันและกัน จากความหวาดกลัวได้กลายเป็นความชินชา จนขาทั้งสองไร้ซึ่งความรู้สึกในที่สุด
บัดนี้ขาทั้งสองข้างของเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วไม่เพียงแต่ชา ยังไร้ซึ่งความรู้สึกไปหมดแล้ว
เพียงชั่วพริบตาเดียว ตรงหน้าของบ่าวทั้งสองคนกลับมีเงาเด็กโตและเงาเด็กเล็กเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เงาเด็กเล็กนั้นสวมชุดคลุมสีนํ้าเงิน ที่เอวคาดผ้าและมีหยกประจำตัวห้อยอยู่กวัดแกว่งไปมา
ใบหน้าที่จิ้มลิ้มสะอาดสะอ้าน ริมฝีปากจีบโค้งเป็นรูปกระจับ เขามีดวงตาดำขลับและขาวแบ่งแยกอย่างชัดเจน
เพียงเผยยิ้มออกมาก็สามารถทำให้โลกละลายได้ ทว่าหากทำหน้านิ่งกลับดูเลือดเย็นไปเลย แม้อายุยังน้อยแต่มีท่าทาง
ความเป็นผู้ใหญ่สูงมาก
ยิ่งมองคิ้วที่โก่งโค้งของเขารับกับสันจมูกที่โด่งอย่างสวยงาม พร้อมรอยยิ้มพราวเสน่ห์… แม้อายุเพียงหกเจ็ดปี
ทว่ากลับมีท่าทางที่ดูสูงศักดิ์และเรียบร้อยกว่าวัยที่ควรจะเป็น
ส่วนเด็กโตมีอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ผมสีดำและใส่ชุดคลุมตัวยาวสีดำ ชายเสื้อสะบัดพลิ้วไหวไปมาตามลมหนาวที่
พัดผ่าน ผิวพรรณที่ขาวผ่องเป็นยองใย ทว่าเมื่อกระทบแสงแดดกลับสะท้อนแสงจนดูงดงามไม่น้อย
รูปลักษณ์ภายนอกของเด็กโตเปรียบเหมือนเทพบุตรลงมาจุติบนโลก ด้านนอกมีชุดคลุมสีดำที่ทำจากขนกวาง
ปลิวพลิ้วไหวไปตามลมให้ความรู้สึกภูมิฐานและสูงศักดิ์ยิ่งนัก
บรรดาบ่าวรับใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างตกตะลึงในความหล่อเหลาของชายทั้งสองคนจนเดินไปไหนไม่ถูก เมื่อ
พวกเขาทั้งสองคนเดินผ่าน ไป บ่าวรับใช้ต่างมองตามลืมทำความเคารพไปหมดสิ้น ความหล่อเหลาที่ดึงดูดพวกนางจน
ติดตราตรึงใจ ยิ่งดูก็ยิ่งหลงใหลจนไม่รู้จะใช้คำไหนมาพรรณนาความหล่อเหลานี้ออกมาได้
ไม่ต้องเอ่ยก็พอเดาได้ว่าเป็น เหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้นั่นเอง
เดิมทีต้วนอวี้มั่นใจในหน้าตาที่หล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ข้างกาย ในใจของเขาก็ไม่
ค่อยจะมีความสุขสักเท่าใด เขาบ่นพึมพำในใจว่าจะมีหน้าตาหล่อเหลาไปทำไม ไม่รู้หรืออย่างไรว่ามันเป็นอันตรายต่อผู้
พบเห็น
ต้วนอวี้บ่นพึมพำอยู่ในใจพลางแอบมองค้อนเหยียนหลิ่งอวี๋ไปหนึ่งที แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ที่คิดเรื่องอื่นอยู่ เมื่อเห็น
สายตาต้วนอวี้ที่มองมา จึงอดถามอย่างสงสัยไม่ได้ “เจ้าจ้องข้าทำไมกัน? หรือว่าข้าทำอะไรผิดไป?”
เมื่อได้ยินที่เหยียนหลิ่งอวี๋เอ่ยถามออกมา ต้วนอวี้จึงแหงนหน้ามองท้องฟั้าในทันทีและตอบกลับอย่างไม่ค่อยสบ
อารมณ์ “ข้าก็เเค่มองท่านก็เท่านั้น อีกประเดี๋ยวเมื่อพบหน้าพี่สาวข้าต้องทำตัวดีๆ ล่ะ มิอย่างนั้นจะหาว่าไม่เตือน”
พอต้วนอวี้เอ่ยปากพูด เหยียนหลิ่งอวี๋จึงค่อยรู้สึกโล่งอกไปที
เขาอุตส่าห์ถ่วงเวลาไว้นานพอควรกว่าจะพาต้วนอวี้มาส่งที่จวน ไม่รู้ปั่านนี้ต้วนชิงหมิงจะปฏิบัติตัวกับเขาอย่างไร
เด็กน้อยหันหน้าไปถลึงตาโตใส่บ่าวรับใช้พวกนั้นที่มองเหยียนหลิ่งอวี๋จนนํ้าลายไหล แล้วเดินต่อไปข้างหน้า…
เหอะ! คุณชายใหญ่อย่างข้าก็มีรูปงามที่ทำให้บรรดาบ่าวรับใช้ตกหลุมจนโงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน
แม้ในใจต้วนอวี้จะเต็มไปด้วยความโกรธ แต่เมื่อเลี้ยวผ่านตรงหัวมุมของเรือน ก็พบต้วนอวี้หรานที่กำลังด่าทอ
บ่าวรับใช้อย่างหนักอยู่
ต้วนอวี้มักเห็นต้วนอวี้หรานแต่งตัวหรูหราเป็นประจำ แต่เวลานี้นางกลับมีผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหมด แก้ม
ซ้ายมีรอยบวมแดงปูดขึ้นมาเหมือนไปถูกคนตบมา นางยืนเท้าเอวด่าทอบ่าวรับใช้ทั้งสองคน คำพูดคำจาของนางไม่ต่าง
อะไรกับแม่ค้าปากตลาดเอาเสียเลย
ต้วนอวี้ยืนมองต้วนอวี้หรานด้วยความลุ้นยกมือขึ้นถูจมูกไปมาอย่างไม่รู้ตัว ครู่เดียวก็หัวเราะเสียงดังออกมา “โอ้
พี่รองใครกันที่ทำให้พี่รองหัวเสียได้มากมายถึงเพียงนี้ อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้อย่าให้พวกนางคุกเข่าตรงพื้นที่เต็มไป
ด้วยหิมะเลย แค่ลงโทษสถานเบาก็เพียงพอแล้วกระมัง”
ต้วนอวี้สาวเท้าเข้าไปยืนตรงหน้าต้วนอวี้หรานด้วยความรวดเร็วคล่องแคล่ว
สายตาที่พร่ามัวของต้วนอวี้หรานนั้น มองอะไรก็เป็นกลุ่มเงาดำๆ ไปหมดแล้ว
แม้ว่าต้วนอวี้หรานจะมองไม่ชัดเจน แต่ว่าหูของนางกลับไวยิ่งนัก จนสามารถฟังและแยกแยะเสียงที่ได้ยินออกว่า
ใครเป็นคนกล่าว ตรงหน้าของนางในเวลานี้ มีนํ้าเสียงที่พูดเสียดสีประชดประชันขึ้นมา นางจึงรู้ได้ทันทีว่าเป็นใครไปไม่
ได้นอกจากต้วนอวี้