การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 379 จุดเปลี่ยนของต้วนอวี้หราน
ไม่ว่าต้วนอวี้หรานจะวิ่งเร็วเพียงใดก็ไม่สามารถวิ่งหนีเสียงที่ไล่ตามมาได้ เสียงนั้นเป็นเสมือนเงาตามตัวที่ไล่ตาม
มาติดๆ คิดสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
ทว่าไม่ทันไร นางก็สะดุดขาตัวเองล้มกลิ้งลงไปกับพื้นตรงหน้ากองหิมะ ไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาได้
ความหนาวเหน็บจากอากาศภายนอกแล่นเข้าสู่ร่างกาย พร้อมๆ กับที่นางสูดเอาไอเย็นยะเยือกเข้าไป ทำให้จมูก
ของนางแสบไปหมด ได้แต่ร้องไห้เสียงดังออกมา
ต้วนอวี้หรานไม่รู้ด้วยซํ้าว่าตอนนี้นางมาหยุดอยู่ที่ไหน สรรพเสียงรอบข้างต่างเงียบสงบ แม้แต่เสียงแมลงสักตัวก็
ไม่ได้ยิน จึงทำได้เพียงร้องไห้ต่อไปด้วยความหวาดกลัว
ฮือ ฮือ! ข้ายังไม่อยากตาย ข้ายังไม่อยากถูกจับเข้าใจไหม?
ฮือ ฮือ! ข้ากลัวแล้ว ข้าทำผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำชั่วอีกแล้ว… ต้วนอวี้ เจ้าทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้หรือ
ไม่ ปล่อยข้าไปเถอะ!
ฮือๆๆๆ ฮือๆๆๆ
ต้วนอวี้หรานร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความกลัว นอกจากหิมะที่กองพะเนินอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่นาง
มองไปรอบข้างแล้วไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียว… ฮือๆๆๆ
แม้เสียงร้องไห้ของต้วนอวี้หรานจะดังออกไปไม่ไกล ทว่าเสียงนั้นกลับมีคนได้ยินเข้า
ทันใดนั้นคนที่ได้ยินเสียงร้องไห้อย่างชัดเจนของนางจึงเดินตามมา ในขณะที่ต้วนอวี้หรานไม่รู้ตัวด้วยซํ้าว่ามีคน
ได้ยินเข้า
เป็นใครกันที่ไล่ตามนางมา?
หรือว่าเป็นต้วนอวี้ที่ตามมาเยาะเย้ยสภาพที่น่าอนาถของนางกัน?
แต่ดูแล้วไม่น่าจะเป็นต้วนอวี้ เพราะเขาได้ดูถูกดูแคลนนางจนหนำใจแล้วมิใช่หรือ?
เห็นทีจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากบ่าวรับใช้ตัวดีเยวี่ยหวาเป็นแน่!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงตะโกนออกมาด้วยความโกรธอย่างไม่ไว้หน้า “ข้าสั่งให้เจ้าคุกเข่าลงประเดี๋ยวนี้ อย่าได้ลุก
ขึ้นมาเป็นอันขาด!” นางออกคำสั่งโดยไม่หันหน้ากลับไปมองให้แน่ชัดว่าเป็นผู้ใด
ทว่า หาได้มีเสียงใดตอบกลับมาไม่
มีเพียงเสียงสวบสาบของรองเท้าที่ยังคงเดินยํ่าหิมะ ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทำให้นางรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก
“เหอะ! บ่าวบ้า ยังไม่รีบเข้ามาประคองคุณหนูอย่างข้าอีก!” นางก้มหน้าก้มตาด่าทอต่อไปโดยไม่หันกลับไปมอง
เช่นเดิม
หึ! นางบ่าวเยวี่ยหวาปัญญานิ่ม ไร้ประโยชน์สิ้นดี เสียแรงที่อี๋เหนียงบอกไว้ว่าบ่าวรับใช้สองคนนี้ คนหนึ่งภักดี อีก
คนหนึ่งพึ่งได้ เวลานี้ยังไม่รีบเข้ามาประคองคุณหนูอย่างนางที่ล้มอยู่บนพื้นหิมะขึ้นอีก สงสัยกลับไปต้องลงไม้ลงมือให้
หนักกว่านี้แล้ว
เสียงเท้าที่เดินอยู่ยังคงเดินต่อไป ไม่ทันไรก็มาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของนาง
ระหว่างนั้นต้วนอวี้หรานยังคงด่าทอไปด้วย พลางเงยหน้าขึ้นมองไปด้วย นางกลับเห็นรองเท้าสีดำคู่หนึ่งมาหยุด
ตรงหน้า
ใช่แล้ว! เบื้องหน้าของต้วนอวี้หรานในเวลานี้เป็นรองเท้าสีดำจริงๆ
รองเท้าสีดำที่ดูสะอาดสะอ้านตา ไม่มีเศษฝุั่นเกาะจะมีก็เพียงเศษหิมะเพียงเล็กน้อย เมื่อมองอย่างตั้งใจพบว่า
รองเท้าคู่นั้นทำอย่างประณีตและราคาสูงลิบลิ่วอย่างแน่นอน ฉะนั้นคนที่สวมอยู่จะต้องสูงศักดิ์ไม่น้อย
ต้วนอวี้หรานกลับรู้สึกแปลกตากับรองเท้าสีดำคู่นี้ เพราะนางไม่เคยพบเห็นมาก่อน จึงพลันเงยหน้าขึ้นมอง
ต้องการดูให้รู้ได้ว่าตรงเบื้องหน้านางนั้นเป็นใครกันแน่!
คนคนนั้นยืนย้อนแสงอยู่ทำให้ต้วนอวี้หรานมองเห็นไม่ชัดเจน เห็นเพียงเศษหิมะที่เกาะตามชายเสื้อและรองเท้า
เท่านั้น
“ถูกคนอื่นเล่นงานกลับ ทำได้แต่ร้องไห้ขี้มูกโปั่ง… ต้วนอวี้หราน เจ้านี่มันคนไร้ค่าเสียจริง”
ต้วนอวี้หรานได้ยินเพียงเสียงพูดดูถูกอย่างเย็นชา คำด่าทอนั้นเป็นเสมือนดาบที่เสียบเข้ามากลางอกของนาง
ทำให้นางแทบกระอักเลือดอยู่ภายในจนพูดออกมาไม่ออก
นางพยายามลืมตาให้โต ใบหน้าที่ผัดแปั้งได้เลอะไปทั่วทั้งใบหน้า ผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิงดูคล้ายกับหมาพเนจร
ตัวหนึ่งเท่านั้น
ใบหน้าที่ยังคงมีคราบนํ้าตาไหลพราก พูดอย่างน่าสงสารขึ้นว่า “ข้าแค่วางแผนสู้พี่น้องคู่นั้นไม่ได้ก็เท่านั้น ใครใช้
ให้พวกนั้นมีสองคน ส่วนข้ามีเพียงหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างนี้เล่า?”
ต้วนชิงหมิงปลิ้นปล้อน ต้วนอวี้เจ้าเล่ห์ สองคนนั้นมีจุดร่วมเดียวกันคือจิตใจโหดร้ายอำมหิต ถ้าทุกๆ สามวันพี่
น้องคู่นั้นไม่เห็นต้วนอวี้หรานมีเรื่องซวยเกิดขึ้น พวกเขาคงอยู่อย่างไม่มีความสุข
ใครใช้ให้ต้วนอวี้หรานเป็นแค่หัวเดียวกระเทียมลีบ ถ้ามีใครมาช่วยนางจัดการพี่น้องคู่นั้นด้วยละก็ เรื่องนี้คงไม่มี
จุดจบแบบนี้
ต้วนอวี้หรานคิดไปนํ้าตาก็ไหลอาบแก้มทั้งสองข้างไปด้วย
จากนั้นชายคนนั้นที่ยืนย้อนแสงอยู่กลับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เจ้าคิดผิดแล้ว”
เด็กสาวชะงักไปกับสิ่งที่ได้ยิน
ชายคนนั้นกลับพูดอย่างเย็นชาไร้ความสงสาร “เจ้าแพ้ไม่ใช่เพราะมีเพียงคนเดียว แต่แพ้เพราะเจ้าช่างโง่เขลา
เหลือเกิน โง่ที่ทำอะไรหุนหันพลันแล่นจนทำอย่างทุกอย่างพังราบเป็นหน้ากลอง”
ต้วนอวี้หรานได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา… ชายแปลกหน้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดถึงได้เข้าอกเข้าใจนางถึงเพียงนี้?
คำพูดที่เขาพูดออกมาแท้จริงแล้วต้องการสิ่งใดกันแน่ หรือต้องการหัวเราะเยาะนางเหมือนต้วนอวี้ หรือว่าจะใช้
โอกาสนี้ดูแคลนนางกันแน่
ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าพูดต่อไป “ต้วนอวี้หราน เจ้ามันโง่เขลา ทำไมถึงไปมีเรื่องกับคนที่เจ้าสู้ไม่ได้อีก… ข้า
ขอให้เจ้ารีบวางมือเสีย แม้เจ้าจะดันทุรังต่อไปก็มิอาจทำอะไรพี่น้องคู่นั้นได้ ถึงตอนนั้นบุตรสาวลูกอนุอย่างเจ้าก็จะเป็น
ได้เพียงเครื่องระบายความเบื่อหน่ายให้กับคนอื่นแทน”
คำพูดเย็นชาเหล่านี้ทำให้ต้วนอวี้หรานรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา แต่นางกลับจับชายเสื้อของชายคนนั้นเพื่อฝืนยืนขึ้น
มาและพูดอย่างร้อนใจ “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมีวิธีอย่างแน่นอน เช่นนั้นโปรดช่วยข้าที ขอเพียงเจ้าช่วยจะให้ข้าทำอะไรก็ยอม
ทั้งนั้น!”
ชายคนนั้นพลันหัวเราะขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ “เจ้าพูดจริงหรือ ที่ว่าให้ทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น?”
ถ้าข้าต้องการชีวิตของเจ้าล่ะ เจ้าจะยอมให้ข้าได้อย่างนั้นหรือ?
ชายคนนั้นกลับส่ายหน้า คนเรานั้นเวลาสิ้นไร้ไม้ตอก ย่อมคว้าทุกโอกาสที่มีประโยชน์แก่ตนเอง แต่ว่าต้วนอวี้หรา
นอยากคว้าทุกอย่างเอาไว้หมด จนครั้งนี้นางต้องเสียแรงทั้งหมดไปเปล่าประโยชน์ โดยไม่ได้อะไรกลับมาแม้แต่อย่าง
เดียว
นางจับชายเสื้อของเขาไว้แนบแน่น เมื่อได้ยินเสียงชายคนนั้นหัวเราะเยาะออกมา พลางเงยหน้ามองด้วยความ
หวังว่าเขาจะเป็นคนที่มาช่วยให้นางรอดพ้นจากการกลั่นแกล้งของต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ได้
ใช่แล้ว เป็นชายคนนั้นที่จะมาช่วยนาง ต้องเป็นคนอย่างที่คิดไว้แน่ๆ
แต่ว่าชายคนนั้นกลับดึงชายเสื้อให้หลุดจากมือต้วนอวี้หรานและพูดว่า “ไสหัวไปซะ!”
แล้วเขาก็เดินจากไป ไม่สนใจต้วนอวี้หรานที่ล้มลงไปกับพื้นเป็นคำรบที่สอง
ต้วนอวี้หรานหน้าทิ่มไถลไปกับพื้นหิมะ แต่ทว่าก็ยังฝืนคุกเข่าขึ้นมาร้องตะโกนเสียงดัง “ข้ายอมแล้ว ต่อให้แลก
มาด้วยชีวิตข้าก็ยอม แต่ตอนนี้เจ้าต้องช่วยข้าเล่นงานต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ก่อน…”
ชายคนนั้นยืนนิ่งและหันหน้ากลับมาพูดเสียงเรียบว่า “เจ้าแน่ใจกับสิ่งที่พูดใช่หรือไม่? ต่อให้แลกด้วยชีวิตก็ไม่
เสียดายหรือ?”
นางพยักหน้ารับด้วยความมั่นอกมั่นใจ “ใช่แล้ว ขอเพียงเจ้าช่วยข้าเล่นงานต้วนชิงหมิง…”
ขอเพียงต้วนชิงหมิงพบกับความพินาศ นางยอมแลกได้ทุกอย่าง!
……
ผ่านมานานหลายปีแล้ว ต้วนอวี้หรานยังคงจำภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ลืมเลือน
ในวันนั้นอากาศหนาวเหน็บ นางคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะที่รอบข้างมีเพียงสายลมหนาวและหิมะขาวโพลน แต่ในใจ
ของนางกลับเหมือนมีไฟมาสุมทรวง เผาจนนางไม่รับรู้ถึงความหนาวเหน็บแม้แต่น้อย