การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 381 ความรู้สึกของคำว่าครอบครัว
ต้วนอวี้เหลือบไปเห็นสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ที่มองมาก็ยู่ปากขึ้น “ทุกคนล้วนมีพ่อมีแม่กันทั้งนั้น พวกนางก็แค่
โชคชะตาไม่ดีไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่รํ่ารวยและเลือกติดตามเจ้านายผิดก็เท่านั้น”
อีกฝั่ายได้แต่เม้มปากไม่พูดอะไรทว่าเขากลับคิดถึงสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมาเรื่องชาติกำเนิดนั้นเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้
แต่ถึงแม้จะเลือกเกิดไม่ได้แต่เราก็สามารถเลือกเป็นคนตามที่ใจปรารถนาได้มิใช่หรือ
เมื่อเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งเงียบลงต้วนอวี้ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่เดินตรงไปที่เรือนต้วนชิงหมิง
ไม่รู้ว่าเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันที่ต้วนอวี้ไม่ได้กลับมาที่จวนต้วนชิงหมิงจะร้อนใจมากเพียงใด ถ้าเขาไม่
รีบกลับไปปรากฏตัวตรงหน้าผู้เป็นพี่สาวนางอาจฉีกเขาออกเป็นเสี่ยงๆ ก็เป็นได้
เมื่อเยวี่ยเจียที่ยืนเฝั้าอยู่หน้าประตูเรือนได้เห็นเหยียนหลิ่งอวี๋กับต้วนอวี้เดินมาแต่ไกลนางจึงรีบวิ่งเข้ามาและผลัก
ประตูพรวดเข้าไปพร้อมกับชี้นิ้วออกไปด้านนอกพูดเสียงดังลั่น “มาแล้ว มาแล้วคุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
อวี้เอ๋อร์กลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงดีใจจนถ้วยนํ้าชาในมือหลุดเลอะกระโปรงและตกแตก ทว่านางกลับไม่ได้สนใจกำลังจะรีบวิ่งออกไปที่
หน้าประตูเรือน
ทันใดนั้นเยวี่ยเจียที่อยู่ด้านข้างได้ถลาเข้าไปช่วยประคองต้วนชิงหมิงแล้วพูดขึ้น “คุณหนูอย่าเพิ่งออกไปเจ้าค่ะ
คุณหนูดูสิกระโปรงเปียกไปหมดแล้ว…ประเดี๋ยวองค์ชายสามเดินเข้ามาจะหัวเราะเยาะเอาได้นะเจ้าคะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋มาด้วยอย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงผงะเล็กน้อยจนต้องเดินกลับไปนั่งที่เดิมพร้อมสั่งให้เยวี่ยเจียไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับนํ้าชาที่หกเลอะ
กระโปรงโชคยังดีที่นํ้าชาไม่ได้ร้อน ประกอบกับเสื้อผ้าที่ใส่หลายชั้นนํ้าจึงไม่ได้ซึมมาโดนชุดด้านในสุด
ระหว่างที่เยวี่ยเจียรีบก้มเก็บเศษถ้วยนํ้าชาที่ตกแตกอยู่นั้นชิวหนิงที่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าประตูจึงพูดขึ้น “ใน
ที่สุดคุณชายใหญ่ก็กลับมาแล้ว!”
ถ้าคุณชายใหญ่ไม่กลับมาละก็เห็นทีบ่าวคงไม่มีชีวิตรอดไปได้!
ต้วนอวี้ตอบชิวหนิงที่นํ้าตาไหลพรากเต็มหน้า “เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองหรอก ข้าจะไปขออภัยจากพี่สาวเอง!”
เมื่อต้วนชิงหมิงเห็นต้วนอวี้กลับมาอย่างปลอดภัยบ่อนํ้าตาของนางก็พังทลายลง “อวี้เอ๋อร์กลับมาแล้ว กลับมา
แล้วจริงๆ ด้วย!”
ทางด้านชิวหนิงที่ยืนต้อนรับต้วนอวี้เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดนางจึงคุกเข่าดังตุบ ไปกับพื้นและคำนับในทันที
พร้อมกับพูดอย่างดีอกดีใจ “ขอบคุณคุณชายใหญ่ ขอบคุณคุณชายใหญ่มากเจ้าค่ะ!”
เนื่องจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของต้วนอวี้ได้ช่วยล้างข้อสงสัยในตัวชิวหนิงได้หมดสิ้น
ระหว่างนั้นต้วนอวี้เดินเข้าไปหาต้วนชิงหมิงพร้อมกับกางแขนทั้งสองโผเข้าไปกอด “พี่ชิงหมิง อวี้เอ๋อร์กลับมา
แล้ว อวี้เอ๋อร์คิดถึงพี่ชิงหมิงเหลือเกิน!”
นํ้าตาของต้วนชิงหมิงที่ฝืนเอาไว้กลับพรั่งพรูออกมาอีกคำรบหนึ่งนางพูดสะอึกสะอื้น “ยังดีที่อวี้เอ๋อร์ยังจำพี่สาว
คนนี้ได้รู้หรือไม่ว่าพี่สาวคนนี้ห่วงเจ้ามาเพียงใด?”
ต้วนอวี้หัวเราะ “แหะ แหะ” ออกมา พร้อมกับกอดต้วนชิงหมิงแน่นขึ้นไปอีก “อวี้เอ๋อร์ให้พี่ชิงหมิงทำโทษตาม
สบายจนกว่าจะหายโกรธเลยดีหรือไม่?”
พอต้วนชิงหมิงได้ยินก็ยิ่งกอดต้วนอวี้แนบแน่นขึ้นไปอีกถึงตรงนี้นางปล่อยให้นํ้าตาไหลออกมาโดยไม่ทันได้สังเกต
ว่านํ้าตาได้ไหลไปโดนใบหน้าต้วนอวี้จนหมด “อวี้เอ๋อร์…เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่สาวคนนี้เป็นห่วงเจ้าใจแทบขาด!”
บ่าวรับใช้ในห้องต่างนํ้าตาซึมตามออกมาเมื่อเห็นพี่สาวน้องชายคู่นี้สวมกอดกันด้วยความโหยหา
ช่วงเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันที่ผ่านมาคนอื่นอาจไม่รู้ว่าต้วนชิงหมิงผ่านมาได้อย่างไรแต่บ่าวรับใช้ในเรือน
ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่เพียงแต่ต้องรบรากับต้วนอวี้หรานยังต้องพยายามสงบสติไม่ให้คนอื่นรู้ว่าต้วนอวี้หายตัวไปแม้
กระทั่งต้วนเจิ้งกลับมาที่เรือน นางยังไม่กล้านำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวด้วยเกรงว่าถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปอาจกลายเป็นเรื่อง
ใหญ่เกินควบคุมได้
เพราะฉะนั้นจิตใจของต้วนชิงหมิงจึงกระวนกระวายและบีบคั้นมาจนถึงตอนนี้ แต่เมื่อต้วนอวี้กลับมาแล้วความ
รู้สึกเหล่านั้นกลับพลันมลายหายวับไปในพริบตา
จนเวลาผ่านไปนานต้วนชิงหมิงจึงคลายอ้อมกอดที่แนบแน่นออก พลางยกมือขึ้นปาดนํ้าตาที่ไหลอาบแก้มของ
นางอย่างลวกๆและพูดอย่างเขินอายขึ้นว่า “เจ้านี่นะ! ถ้าไม่กลับมาละก็พี่สาวคนนี้คงต้องอกแตกตายเป็นแน่!”
ต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองต้วนชิงหมิงเห็นขอบตาดำคลํ้าปรากฏชัดขึ้นทั้งสองข้างดวงตางามของพี่สาวจนเขารู้สึกผิด
ขึ้นมาในใจพูดเสียงอ่อย “ทั้งหมดเป็นความผิดของอวี้เอ๋อร์เองที่ทำให้พี่สาวต้องเป็นห่วงถึงเพียงนี้…”
ต้วนชิงหมิงจับมือต้วนอวี้ไปนั่งบนเก้าอี้แล้วถามเสียงเบาขึ้น “อวี้เอ๋อร์บอกพี่สาวมาสิ เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น
บ้าง?”
ทางด้านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เมื่อเห็นชิวหนิงยังคงคุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงหน้าประตูนางจึงรีบลากชิวหนิงมาอยู่ข้างกายแล้ว
พูดตำหนิว่า “ชิวหนิงเจ้ามัวทำอะไรอยู่ไม่เห็นหรือว่ากำลังขวางทางองค์ชายสามอย่างนี้องค์ชายจะกล้าเดินเข้ามาข้างใน
ได้อย่างไร!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ยืนมองคนในห้องกำลังเป็นห่วงเป็นห่วงเป็นใยกันเขาจึงไม่อยากเดินเข้าไปขัดจังหวะ
ฐานะที่สูงศักดิ์ประกอบกับเป็นองค์ชายของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้มีคนที่คิดจะติดตามรับใช้เขามีมากกว่าต้วนชิงห
มิงเป็นไหนๆ
ในความคิดของเหยียนหลิ่งอวี๋นั้นจวนก็เป็นแค่ที่อาศัย คนรับใช้ก็เป็นแค่คนที่คอยรับคำสั่งเท่านั้นเขาเคยชินกับ
การอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีใครในห้องสี่เหลี่ยมที่ว่างเปล่า
แต่ในวันนี้เขากลับยืนมองต้วนชิงหมิงและบ่าวรับใช้อยู่ด้านนอกเรือนเขาเห็นพี่สาวและน้องชายต่างร้องไห้
สวมกอดเข้าหากันภาพตรงหน้าทำให้เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคำว่าครอบครัวและพี่น้อง!
คำว่า‘ครอบครัว’ นั้น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่แห่งหนตำบลใดก็จะยังระลึกถึงกันเสมอ ส่วน‘พี่น้อง’ นั้นนอกจากจะมีสาย
เลือดร่วมกันแล้ว ยังมีความรักที่ยากจะแยกออกจากกันได้
บัดนี้เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจแล้วว่าอะไรที่เรียกว่า‘ครอบครัว’
ครอบครัวไม่ใช่มีเพียงบ้านหนึ่งหลังและเงินกองโตแต่ครอบครัวคือคนที่คอยห่วงใยและปรารถนาดีต่อกันเสมอ
เหมือนกับต้วนอวี้ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนขอเพียงมีต้วนชิงหมิงอยู่ด้วยที่นั่นก็ถือว่าเป็นครอบครัวแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ชักจะเริ่มอิจฉาต้วนอวี้ขึ้นมาแล้ว…ต้วนอวี้มีพี่สาวที่เป็นห่วงเป็นใยและรักเขา
จากใจจริง
ครั้นเมื่อต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้าของเหยียนหลิ่งอวี๋มีความเศร้าสร้อยปรากฏออกมา
ตั้งแต่เมื่อวานนี้จนถึงวันนี้นอกจากนํ้าชาแล้วก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องของต้วนชิงหมิงแม้แต่อย่างเดียวเวลานี้ร่างกาย
ของนางเหนื่อยล้าจนหน้าซีดขาวไปหมดแล้ว
พอต้วนชิงหมิงเห็นหน้าที่เศร้าสร้อยของเหยียนหลิ่งอวี๋จึงหัวเราะออกมา “องค์ชายสามยืนอยู่ตรงนั้นทำกระไร
เหตุใดไม่เดินเข้ามาข้างใน?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นสภาพของต้วนชิงหมิงก็รู้สึกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
พูดได้ว่าตั้งแต่ที่รู้จักต้วนชิงหมิงมาถ้านางไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด ก็จะหน้านิ่งเฉยราวกับว่านางไม่แยแสทุกสิ่งที่อยู่
รอบข้าง
ยิ่งไปกว่านั้นต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์เป็นอย่างมากดังนั้นไม่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเจอนาง
เมื่อไรก็จะแต่งตัวหรูหราอยู่เสมอต่อให้ไม่ชอบใส่เครื่องประดับ เสื้อผ้าของนางก็จะปักอย่างหรูหราสวยงามไร้ที่ติ…แตก
ต่างกับตอนนี้ที่นางสวมเพียงชุดกระโปรงสีขาวบางเบา บนศีรษะไม่ได้เสียบปินใบหน้าไม่ได้ผัดแปั้ง แต่ถึงกระนั้นต้วนชิง
หมิงที่ธรรมดาและเป็นธรรมชาติแบบนี้กลับดึงดูดสายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ให้ละไปที่ไหนได้เลย