การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 383 ต้วนชิงหมิงเปลี่ยนไป
ไม่ว่าชิวหนิงคิดอะไรอยู่ก็ช่วยต้วนอวี้ไม่ได้เพราะสิ่งที่ต้วนอวี้ต้องการมากที่สุดก็คือคนที่ช่วยพูดกดเหยียนหลิ่งอวี๋
ไม่ให้ได้อกได้ใจมากเกินไปต่างหาก
ครั้นเห็นชิวหนิงนํ้าตาไหลอาบหน้ามองมาต้วนอวี้จึงยกมือชี้ไปที่ชิวหนิงพูดเสียงดังว่า “อันที่จริงอวี้เอ๋อร์คิดจะ
ออกไปเล่นกับชิวหนิงแต่ไม่ทันได้ระวังจึงพลัดหลงกัน อวี้เอ๋อร์ไม่รู้จักทางจึง…”
ทันใดนั้นสีหน้าของต้วนชิงหมิงเคร่งเครียดขึ้นมานางมองไปที่ต้วนอวี้ด้วยสายตาไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เดิมทีต้วนชิงหมิงไม่พอใจกับการที่ต้วนอวี้เอาตัวออกไปเสี่ยงแต่มาถึงตรงนี้เขากลับกล้าโกหกหน้าตายจนทำให้ต้
วนชิงหมิงยิ่งโกรธขึ้นไปเป็นเท่าทวี
ต้วนชิงหมิงในเวลานี้นั่งยืดตัวตรงมองไปยังต้วนอวี้เอ่ยปากถามเสียงเรียบ “อวี้เอ๋อร์เช่นนั้นลองบอกพี่สาวมาสิ
หลังจากที่เจ้าพลัดหลงกับชิวหนิงแล้วนั้นเจ้าเดินไปที่วัดร้างนอกเมืองได้อย่างไร?”
เรื่องราวที่ต้วนอวี้ถูกจับตัวไปนั้นทุกคนในเรือนต้วนชิงหมิงต่างทราบกันถ้วนทั่วแต่ทำไมต้วนอวี้กลับไม่ยอมพูด
ความจริงออกมาสิ่งนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงยิ่งสงสัยในตัวน้องชายขึ้นไปอีกว่าจะต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน
ต้วนอวี้กะพริบตาปริบๆพลางหันไปทางเหยียนหลิ่งอวี๋
ถึงตรงนี้เด็กน้อยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีกฝั่ายจะยื่นมือมาช่วยเขาแต่เมื่อต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมามองเท่านั้นเสียง
ของต้วนชิงหมิงก็แทรกขึ้นมาอีกหนึ่งรอบ “อวี้เอ๋อร์เจ้าไม่ได้ยินที่พี่สาวคนนี้ถามไปอย่างนั้นหรือ?”
นํ้าเสียงของต้วนชิงหมิงแม้ฟังดูอ่อนโยนทว่ากลับเจือไปด้วยความไม่พอใจนางกำลังตักเตือนต้วนอวี้อย่าได้คิดจะ
พูดถูๆ ไถๆ ไปเรื่อยเปือยมิฉะนั้นนางจะไม่ให้อภัยเขา
ต้วนอวี้เบิกตาโตจ้องเหยียนหลิ่งอวี๋เขม็งที่เฉยชาไม่สนใจคิดจะช่วยเขา “ก็ได้ อวี้เอ๋อร์บอกพี่สาวก็ได้… เมื่อคืนอวี้
เอ๋อร์ออกไปเล่นจนหลงทางจากนั้นก็เห็นผู้ชายรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังฉุดกระชากลากถูผู้หญิงคน
หนึ่งให้เดินออกจากเมืองไปอวี้เอ๋อร์นึกว่าเป็นเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาจริงๆ ฉะนั้นจึงไล่ตามไปเรื่อยๆจนสุดท้ายพบว่าได้เดิน
ออกไปที่วัดร้างนอกเมืองและอาศัยอยู่กับชายชราคนหนึ่งเป็นเวลาหนึ่งคืน”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับอ้าปากตาค้างไป…เจ้าต้วนอวี้คนนี้ช่างหน้าไม่อายเสียจริงมีที่ไหนกันบอกว่าเขาฉุดรั้งผู้หญิง
คนหนึ่งเอาไว้?
ต้วนอวี้ถือดีอะไรมาทำลายชื่อเสียงของเขาต่อหน้าต้วนชิงหมิง!
เหยียนหลิ่งอวี๋มองต้วนอวี้ตาไม่กะพริบครู่เดียวก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา “ถ้าอย่างนั้น คนที่คล้ายข้านั้นมีหน้าตา
คล้ายมากเท่าไรและพาเจ้าไปที่ไหน?”
คำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋ตั้งใจพูดให้เกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยที่จริงเขาไม่อยากทำแบบนั้น แต่ในเมื่อต้วนอวี้เริ่ม
สร้างปัญหาให้เขาก่อนเช่นนั้นมีหรือที่เขาจะปล่อยให้โดนกระทำเพียงฝั่ายเดียว
“คนคนนั้นวิ่งไปไหนก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่ออกไปนอกเมืองข้าก็วิ่งตามไม่ทันจึงพลัดหลงกัน… ส่วนเรื่องที่หน้าคล้าย
กันมากหรือไม่นั้น…” ต้วนอวี้พูดอย่างไร้เดียงสา
เด็กน้อยทำท่ายกมือขึ้นลูบที่คางแล้วกระหยิ่มยิ้มย่อง “ถ้าอวี้เอ๋อร์จะบอกว่าคนหน้าคล้ายคนนั้นเหมือนกับองค์
ชายสามจนดูแทบไม่ออกเลยองค์ชายสามจะเชื่อหรือไม่นะ?”
ทันใดนั้นหน้าผากที่ราบเรียบของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับมีร่องรอยแห่งความสงสัยปรากฏชัดขึ้นคนที่เหมือนกันจน
แทบแยกไม่ออก? เห็นทีต้วนอวี้กำลังต้องการชี้ว่าคนนั้นก็คือเหยียนหลิ่งอวี๋นั่นเอง
ทว่าตอนนี้ต้วนชิงหมิงเริ่มโมโหขึ้นอย่างมากนางวางถ้วยนํ้าชาในมือลงอย่างแรง “อวี้เอ๋อร์…”
เหยียนหลิ่งอวี๋เห็นนางโมโหเช่นนั้นจึงเข้าไปพูดปลอบด้วยความปรารถนาดี “ไม่แน่ว่า คนนั้นอาจมีหน้าตาคล้าย
ข้าจริงก็เป็นได้”
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋พูดจบลงต้วนชิงหมิงกลับโมโหมากขึ้นไปอีกนางเอาแต่จ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้โดยไม่ละสายตาไป
ที่อื่น
คราวนี้ต้วนอวี้ได้แต่ก้มหน้าก้มตายู่ปากด้วยความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
เด็กน้อยแอบชำเลืองมองเห็นสายตาเหยียนหลิ่งอวี๋มองมาอย่างสมนํ้าหน้าทว่าไม่นานก็พลันนึกถึงเรื่องในอดีต
ตอนอยู่ในโลกปัจจุบันที่จากมา…มีนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่งแอบโดดเรียน ผลคืออาจารย์นำข้อสอบที่มีชื่อของ
นักศึกษาคนนั้นถึงสี่แผ่นขึ้นมาวางบนโต๊ะปรากฏว่าในกระดาษคำตอบกลับไม่เหมือนกันเลย ที่แท้เพื่อนสนิทของเขาทั้งสี่
คนนั้นแต่ละคนต่างเขียนข้อสอบเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแผ่นโดยใส่ของเขาจากนั้นจึงส่งให้กับอาจารย์ สุดท้ายนักศึกษาคนนั้นได้
รับการลงโทษและหลังจากที่โดนลงโทษแล้ว เขาก็เริ่มถอดใจกับความปรารถนาของเพื่อนเพราะความปรารถนาที่มากไป
ในบางครั้งอาจนำมาซึ่งความลำบากให้พวกพ้องได้
บัดนี้ต้วนอวี้ได้เข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งว่าความปรารถนาดีอาจนำความลำบากมาให้
จู่ๆประตูเรือนก็ถูกคนผลักเข้ามาอย่างแรงที่แท้ก็เป็นแม่นมหนิงที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยหิมะรีบวิ่งเข้ามา
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่แม่นมหนิงเข้าประตูมาแล้วลืมทำความเคารพเมื่อนางเห็นต้วนชิงหมิงกำลังโมโหอยู่ จึงได้สติ
ขึ้นมารีบหันทำความเคารพในทันที
ต้วนอวี้เห็นว่าแม่นมหนิงวิ่งพรวดเข้ามาเขาค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย
ต้วนชิงหมิงเห็นใบหน้าที่ซีดเขียวและมือที่หนาวสั่นของแม่นมหนิงสั่งให้เยวี่ยเจียรีบนำนํ้าชาร้อนๆมาถ้วยหนึ่ง
แล้วช่วยประคองแม่นมหนิงขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้
มีหรือที่แม่นมหนิงจะกล้าขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้? นางเลือกที่จะยืนตัวสั่นงกๆ หันไปมองต้วนอวี้ ครู่เดียวนํ้าตาก็พรั่ง
พรูออกมา “ในที่สุด คุณชายใหญ่ก็กลับมาแล้ว!”
ความเป็นห่วงของแม่นมหนิงทำให้ต้วนอวี้รู้สึกซาบซึ้งใจเขาค่อยๆ ลุกยืนขึ้นแล้วหันไปพูดกับแม่นมหนิง “แม่นม
อย่าได้กังวลไปเลยอวี้เอ๋อร์ไม่เป็นอะไรแล้ว!”
ทว่านํ้าตาของนางก็ยังไหลพรากออกมาไม่หยุดจนไม่ได้สนใจที่จะดื่มนํ้าชาร้อนๆ แม่นมหนิงยื่นมือออกไปลูบมือ
ของต้วนอวี้ไปมาราวกับว่านางไม่ได้เจอเขามาหลายปีอย่างไรอย่างนั้น
เด็กน้อยเอาแต่อมยิ้มและยอมให้แม่นมหนิงลูบมือของเขาไปมาส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่หรี่ตามองดูอยู่อย่าง
เงียบๆ
บรรยากาศในเรือนเวลานี้ดูออกจะแปลกๆไป จะพูดว่าเงียบก็ไม่เงียบ จะว่าเอะอะเสียงดังก็ไม่ถึงขนาดนั้นแต่ว่า
ในใจของทุกคนต่างเศร้าสร้อยจนอธิบายไม่ถูก
ต้วนชิงหมิงเยวี่ยเจีย ชิวหนิงและบ่าวรับใช้อีกหลายคนต่างไม่เคยเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นั่งเงียบนานเช่นนี้มาก่อน
ทว่าพวกนางก็ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกแต่อย่างใด… ทว่าแม่นมหนิงกลับไม่คิดเช่นนั้นเมื่อนางเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋นั่งอยู่ในเรือน
สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันทีราวกับว่าการมาของเด็กหนุ่มนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
อันที่จริงเหยียนหลิ่งอวี๋มีธุระอื่นที่ต้องสะสางอีกมากแต่ที่เขาเลือกนั่งอยู่ที่นี่ก็เพื่อรอคนคนหนึ่งที่จะนำเรื่องการ
ถูกจับตัวของต้วนอวี้มารายงานก็เท่านั้นเอง
แต่บัดนี้เวลาหนึ่งชั่วยามได้ผ่านไปแล้วก็ยังไม่เห็นว่าคนคนนั้นจะมาเหยียนหลิ่งอวี๋ขยับตัวลุกยืนขึ้นกวาดสายตา
มองออกไปที่หน้าประตูเรือนช้าๆ
สายตาของต้วนอวี้มองตามเหยียนหลิ่งอวี๋พลางขยับลุกขึ้นเดินเข้าไปจับชายเสื้อของเขาถามขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋
เรื่องนั้นไปถึงไหนแล้ว?”
ทันทีที่แม่นมหนิงได้ยินต้วนอวี้เรียกชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ขึ้นมาโดยตรงก็ตกใจจนหัวใจแทบวายตาย นางรีบหมุนตัว
ไปยอบกายทำความเคารพด้วยเกรงว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะเอาความผิดจากต้วนอวี้ที่เสียมารยาท
แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใดเขายื่นมือออกไปลูบหัวของต้วนอวี้และพูดยิ้มๆ “วางใจ
ได้ลั่วสุ่ยกลับมาแล้ว!”
ต้วนชิงหมิงทราบดีว่าลั่วสุ่ยเป็นองครักษ์ข้างกายที่มีความสามารถมากที่สุดจู่ๆ เหยียนหลิ่งอวี๋พูดถึงลั่วสุ่ยขึ้นมา
จะต้องมีเรื่องอะไรอย่างแน่นอน
เป็นไปตามที่นางคาดคิดไว้ไม่ผิดเหยียนหลิ่งอวี๋หันหน้ามามองนางและเอ่ยขึ้น “บัดนี้ต้วนอวี้ได้กลับมาที่เรือนแล้ว
ข้ายังมีธุระที่ต้องสะสางต่อ จำต้องขอตัวก่อน!”
ต้วนชิงหมิงรีบเอ่ยปากขอบคุณอีกครั้งแต่อีกฝั่ายกลับพูดลาต้วนอวี้เพียงคนเดียว โดยไม่หันหน้ากลับมารับคำ
ขอบคุณของนาง
นางได้แต่ยืนอํ้าอึ้งมองเหยียนหลิ่งอวี๋จากด้านหลังหันมาสั่งให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ออกไปส่งเหยียนหลิ่งอวี๋กับนาง ครั้น
เดินกลับมาเห็นสีหน้าแปลกๆของต้วนอวี้ เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “อวี้เอ๋อร์เจ้าเป็นอะไรไป?”
ถ้าต้วนชิงหมิงมองไม่ผิดละก็สายตาของต้วนอวี้เหมือนมีความอาฆาตบางอย่างปรากฏขึ้นมา
ซึ่งสายตานั้นไม่ควรมีในเด็กน้อยที่มีอายุเพียงแค่นี้มันเป็นสายตาแห่งความอาฆาตมาดร้ายจนต้วนชิงหมิงถึงกับ
ตกใจไม่น้อย