การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 388 ความซวยจากแมวดำ
ไม่เสียแรงที่ต้วนเจิ้งผ่านประสบการณ์ความเป็นความตายมาหลายรอบในสนามรบเขาไม่ถามขัดขึ้นมาเอาแต่ฟังที่
ต้วนอวี้เล่าอย่างตั้งใจมีบ้างบางช่วงบางตอนที่เอ่ยปากถามไปถึงสถานที่ที่ต้วนอวี้พูดอย่างไม่ชัดเจนขึ้นมาทว่าสถานที่
เหล่านั้นเป็นคำถามที่ต้วนอวี้ยากจะอธิบายออกมา อันที่จริงเขาเลือกเล่าความจริงเจ็ดส่วนแต่งขึ้นอีกสามส่วน จึงต้อง
เปลี่ยนเป็นเล่าความจริงเก้าส่วนแทนเพราะท่านพ่อที่เป็นแม่ทัพมีความสามารถแยกแยะที่เป็นเลิศ
อันที่จริงเรื่องเหล่านี้นอกจากที่ชิวหนิงเล่าให้ต้วนอวี้ฟังว่าต้วนอวี้หรานคิดจะทำเรื่องอะไรแล้วเรื่องการส่ง
สัญญาณให้เหยียนหลิ่งอวี๋หรือทางเดินลับนั้นเขาไม่ได้เล่าออกไปโดยแสร้งทำเป็นตกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนจำอะไรไม่
ได้ต้วนเจิ้งจึงเพียงทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ไม่ได้สืบสาวราวเรื่องลงไปลึก
ส่วนคนที่ทำหน้าที่จับตัวต้วนอวี้ไปนั้นเขาไม่มีทางปล่อยให้ลอยนวลอย่างแน่นอน ตั้งแต่ทีบุตรชายเล่าจบลงต้วน
เจิ้งก็มีแผนในใจเรียบร้อยแล้วการที่เข้าออกภายในจวนต้วนได้อย่างสะดวกเพื่อจับตัวต้วนอวี้ได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่
น้อย อย่างน้อยที่สุดคนในจวนจะต้องรู้เห็นเป็นใจอีกทั้งต้องคุ้นเคยกับต้วนอวี้เป็นอย่างดี ถ้านำเหตุการณ์ต่างๆมารวม
เข้าด้วยกันเขาก็เข้าใจในทันทีทว่ากลับเลือกเก็บรายละเอียดของเรื่องที่เกิดไว้ในใจเพียงคนเดียวไม่บอกต้วนชิงหมิงกับต้
วนอวี้ที่เป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก
หลังจากถามไถ่เรื่องที่เกิดขึ้นมาเรียบร้อยแล้วเขายังได้ถามต้วนชิงหมิงว่าทราบเรื่องที่เกิดตั้งแต่เมื่อไรเพราะเขาดู
ออกว่าพี่น้องคู่นี้คงนัดแนะกันตอบโดยไม่เล่าความจริงออกมาทั้งหมดส่วนเรื่องที่เหลือนั้นต้วนเจิ้งกำลังนั่งครุ่นคิดอยู่
เงียบๆ เพียงคนเดียว
เขายังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่เดิมส่วนต้วนชิงหมิงเลือกที่จะหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาพูดคุยกับผู้เป็นบิดาไม่หยุด
ต้วนอวี้กะเวลาให้พอเหมาะพอเจาะกับสถานการณ์จึงลุกขึ้นยืนแล้วหันไปพูดกับต้วนเจิ้ง “ที่จริงแล้วอวี้เอ๋อร์ยังมี
เรื่องหนึ่งที่ต้องขอให้ท่านพ่อยกโทษให้ขอรับ”
ครั้งนี้ต้วนเจิ้งถึงกับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับคิดในใจว่าต้วนอวี้ไม่ได้ทำความผิดอะไร เหตุใดต้องมาขอให้
ยกโทษให้ด้วยเขาพยักหน้า “มีเรื่องอะไรก็พูดมาได้เลย”
ต้วนอวี้พูดอย่างละอายใจ “เรื่องตอนเช้าในวันนี้ที่จางอี๋เหนียงตกใจกับแมวดำจนล้มไปกับพื้นนั้นอวี้เอ๋อร์รู้มา
ก่อนแล้วและต้องการบอกท่านพ่อว่าในเรือนของอวี้เอ๋อร์นั้นมีแมวสีดำตัวหนึ่งที่ฉวนจื่อเลี้ยงเอาไว้ แต่หลังจากที่เขาออก
ไปจากเรือนจู้จือจึงรับหน้าที่เลี้ยงแมวดำตัวนั้นแทน โดยคิดไม่ถึงว่ามันจะทำให้จางอี๋เหนียงตกใจกลัวจนล้มลงกับพื้น…”
ต้วนอวี้พูดอย่างระมัดระวังด้วยความหวาดกลัวพลางแอบชำเลืองมองสีหน้าและสายตาของผู้เป็นบิดา
“เรื่องนี้จะโทษอวี้เอ๋อร์ก็ไม่ถูกแต่ในเมื่อแมวสร้างปัญหาขึ้นมาก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงไว้ในจวนอีกแล้ว!” เขาพูดขึ้น
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของบุตรชาย
ต้วนอวี้พยักหน้ารับและพูดอย่างเชื่อฟัง “ท่านพ่อพูดได้ถูกต้องขอรับทั้งหมดเป็นความผิดของอวี้เอ๋อร์ที่คิดอะไร
ไม่รอบคอบ จึงมองข้ามจุดนี้ไป…ตอนที่จางอี๋เหนียงหกล้มอยู่นั้น คุณหนูรองก็เดินผ่านมาพอดี อวี้เอ๋อร์เลยอยากให้คุณ
หนูรองช่วยมารับรองว่าเป็นแมวดำที่ทำให้จางอี๋เหนียงตกใจจนล้มลงหรือไม่ถ้าใช่ก็ต้องเอาออกจากจวน แต่ถ้าไม่ใช่ละ
ก็…”
จู่ๆใบหน้าของต้วนอวี้ก็แดงกํ่าขึ้นมาด้วยความสงสาร “อวี้เอ๋อร์คิดว่าแมวดำตัวน้อยก็เป็นหนึ่งชีวิตเหมือนกันถ้า
มันไม่ได้ทำให้จางอี๋เหนียงตกใจ ก็ใช้ให้คนอุ้มมันออกไปปล่อยก็เพียงพอแล้วขอรับ”
ต้วนเจิ้งรู้สึกประทับใจกับความคิดของต้วนอวี้อย่างมาก
โบราณพูดสั่งสอนมานานกว่าพันปีแล้วว่าคนเราแรกเกิดนั้นล้วนมีจิตใจที่บริสุทธิ์บัดนี้ต้วนอวี้อายุเพียงหกเจ็ดปี
เท่านั้นกลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจเจ้าแมวดำตัวน้อยนั้นเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี แม้แต่สัตว์ตัวน้อยก็ยังมี
ความรักให้
แมวในโลกนี้มีมากมายหลากสีและจำนวนที่ไม่รู้มีมากมายเท่าไรเดิมทีต้วนเจิ้งไม่อยากไล่สืบสาวเรื่องนี้ต่อหน้าต้
วนอวี้แต่เมื่อเขาหยิบยกประเด็นขึ้นมาอย่างระมัดระวังและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่มาจากความจริงใจเขาจึงอดไม่
ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจ
ทว่าในแววตาของต้วนอวี้สะท้อนให้เห็นความแปลกใจความหวาดกลัว และความห่างเหินออกมา ในชั่วพริบตา
เดียวต้วนเจิ้งก็ถูกสายตาต้วนอวี้จ้องมองมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
“อย่างนั้นก็ได้ ไปเอาแมวดำตัวน้อยมาให้คุณหนูรองยืนยันก็แล้วกัน” ต้วนอวี้เอาแต่จ้องมองแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น
จนต้วนเจิ้งอดพยักหน้ารับไม่ได้
พอต้วนอวี้ได้ยินก็ยิ้มหน้าบานออกมาและวิ่งเข้าไปกระโดดกอดต้วนเจิ้งไว้แน่นก่อนจะพูดเสียงดังออกมา “อวี้เอ๋
อร์รู้ดีว่าท่านพ่อดีที่สุดเลยท่านพ่อรักอวี้เอ๋อร์มากที่สุด”
สายตาที่ดีใจของต้วนอวี้ทำเอาต้วนเจิ้งตกใจจนสะดุ้งโหยงไปทั้งตัว
ทางด้านต้วนชิงหมิงก็ตกใจกับสิ่งที่เห็นไม่น้อยเหมือนกันเมื่อเห็นต้วนอวี้กระโดดเข้าไปกอดต้วนเจิ้งไว้แน่น นาง
กล่าวตำหนิออกไป “อวี้เอ๋อร์กระโดดขึ้นไปทำอะไร รีบลงมาเร็วเข้า!”
ทันทีที่ต้วนอวี้ได้ยินจึงรีบปล่อยมือจนก้นได้ตกลงมากระแทกกับพื้นโชคดีที่ฝนตกไม่แรง และใส่เสื้อผ้าหลายชั้น
เลยไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก
ต้วนอวี้ค่อยๆลุกขึ้นมาแล้วพูดอย่างน้อยใจออกมา “พี่สาวจะพูดเสียงเบากว่านี้ไม่ได้หรือ?หรือว่าไม่รู้การพูดเสียง
ดังแบบนี้อาจทำให้คนตกใจตายได้เลย!”
ต้วนชิงหมิงลุกเดินมาตรงหน้าต้วนอวี้พร้อมกับดึงตัวเขามาเพื่อปัดสิ่งสกปรกที่ติดตามเสื้อผ้าออก เอ่ยถามขึ้น
“เจ็บหรือไม่” เมื่อเห็นต้วนอวี้ส่ายหน้าต้วนชิงหมิงจึงตำหนิไปว่า “เจ้านี่นะไม่รู้จักมารยาทดูสิทำเอาท่านพ่อตกใจจน
สะดุ้งโหยงไปหมดแล้ว!”
ต้วนอวี้ฉงนใจจนพูดไม่ถูกการแสดงความรักความสนิทสนมของพ่อลูกมิได้ทำเช่นนี้หรอกหรือ? ทำไมการกระโดด
ขึ้นไปกอดทำไม่ได้? ไม่ได้การแล้วเขาต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูก
“ขอบคุณพี่สาวที่เตือน อวี้เอ๋อร์ผิดไปแล้ว!” เด็กชายพูดเสียงเบา
ต้วนชิงหมิงเข้าไปเขกหัวเบาๆก่อนจะพูดออกมา “ในเมื่อรู้ว่าทำไม่ถูกต้องยังไม่รีบขอโทษท่านพ่ออีกหรือ?”
เด็กน้อยยู่ปากเดินออกไปยืนตรงหน้าต้วนเจิ้งด้วยท่าทางที่เหมือนทำความผิดมาอย่างนั้น “ท่านพ่อ…”
ยังไม่ทันที่ต้วนอวี้จะได้พูดจบต้วนเจิ้งก็อุ้มเขาขึ้นมาคาดไว้ที่เอว
ต้วนเจิ้งเดินเข้าไปอุ้มต้วนอวี้และตบที่ก้นไปเบาๆ “เจ็บหรือไม่?”
ต้วนอวี้ยู่ปากพลางคิดในใจเสียงดังกึกก้องหรือว่าท่านพ่อจะมาลองดูบ้างเล่า?
เขารู้ว่าสิ่งที่คิดในใจพูดออกมาไม่ได้เด็ดขาดได้แต่ส่ายหน้าตอบต้วนเจิ้ง “ขอบคุณท่านพ่ออวี้เอ๋อร์ไม่เจ็บแม้แต่
น้อยเลยขอรับ”
ต้วนเจิ้งหัวเราะลั่นออกมา “ใครใช้ให้อวี้เอ๋อร์กอดไม่แน่นเล่า? ประเดี๋ยวกอดแน่นประเดี๋ยวปล่อยมือ ถ้าไม่ร่วง
ลงพื้นสิน่าแปลก!”
คำพูดของต้วนเจิ้งในครั้งนี้ทำเอาต้วนชิงหมิงงงเป็นไก่ตาแตก
เป็นที่รู้ว่าปกติแล้วต้วนเจิ้งเคร่งครัดในกฎระเบียบเป็นอย่างมากแม้นางจะได้รับความเอ็นดูจากต้วนเจิ้งอยู่บ้างแต่
ไม่ค่อยได้มีโอกาสกอดต้วนเจิ้งมากนัก ผิดกับตอนนี้ต้วนเจิ้งไม่เพียงอุ้มต้วนอวี้เอาไว้ เขายังพูดปลอบต้วนอวี้อีก
ต้วนอวี้ที่มีจิตใจผู้ใหญ่อยู่ในร่างเด็กนั้นเข้าใจสิ่งที่ต้วนเจิ้งพูดขึ้นมาในทันทีจากสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
กลับมีรอยยิ้มออกมา เขาพูดไปยิ้มไป “ขอบคุณท่านพ่อ อวี้เอ๋อร์ทราบแล้วครั้งหน้าจะต้องกอดให้แนบแน่นกว่านี้
ขอรับ!”
เมื่อเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนยิ้มอย่างมีความสุขต้วนเจิ้งอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา กระซิบกระซาบข้างหูเด็ก
น้อย “อวี้เอ๋อร์ ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นอีกนะ”