การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 389 ต้วนอวี้ผู้มีพรสวรรค์
อันที่จริงต้วนเจิ้งเสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังเด็กจนเขาเติบใหญ่และเข้าไปเป็นทหารนับแต่นั้นเขาจึงไม่เคยได้รับ
ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของบิดามารดา ภายหลังจากที่แต่งงานก็มีฮูหยินติงโหรวเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ ในจวนต้วนทว่า
ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีเวลามากพอในการดูแลลูกๆและไม่รู้ว่าการเป็นพ่อคนนั้นต้องทำเช่นไรดังนั้นการกระทำเมื่อครู่ที่ต้วนอ
วี้กระโดดเข้ามากอด จึงทำให้เขาตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแต่เมื่อใคร่ครวญให้ดีการที่บุตรชายเข้ามากอดเช่นนี้ก็ไม่ได้ถือว่า
เป็นเรื่องที่ผิดอะไร
ต้วนอวี้รู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสายตากังวลของต้วนเจิ้งเป็นเพราะส่วนลึกในใจของต้วนเจิ้งคิดว่าเขาเป็น
พ่อที่ประสบความล้มเหลว
แต่ช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงชั่วพริบตาเดียวที่บุตรชายสวมกอดเขากลับทำให้รู้สึกได้ถึงความสุขใจขึ้นมาเป็น
อย่างยิ่ง
ต้วนอวี้พยักหน้ารับคำที่ต้วนเจิ้งพูดออกมาเขาเริ่มจะสงสารเด็กที่เกิดมาในยุคโบราณขึ้นมาแล้ว การได้กอดท่าน
พ่อถือเป็นความผิดหากเข้าไปกอดท่านแม่มีหวังคงโดนโบยอย่างนั้นสิท่า เห็นทีความเคารพต้องมาก่อนการแสดงออก
ทางความรัก
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ต้วนอวี้อดไม่ได้ที่จะแอบถอนหายใจออกมาเขาคิดว่าตัวเขาเองโชคดีที่ย้อนเวลากลับมาแล้วไม่มี
ท่านแม่มิอย่างนั้นคงต้องกังวลใจเรื่องการกอดอีกเป็นแน่
ต้วนเจิ้งเอาแต่กอดต้วนอวี้ไม่พูดอะไรเพราะอยู่ต่อหน้าคนในจวนค่อนข้างมาก เขาจึงลองถามเพื่อทดสอบความรู้
ที่ต้วนอวี้มีแต่นึกไม่ถึงว่าต้วนอวี้สามารถตอบออกมาได้อย่างสบายยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถอธิบายได้อย่างละเอียดอีก
ด้วยจนต้วนเจิ้งอดประหลาดใจขึ้นมาไม่ได้
เมื่อเห็นต้วนเจิ้งมีท่าทีที่ประหลาดใจต้วนชิงหมิงได้อมยิ้มพูดขึ้น “ท่านพ่อคงไม่รู้ว่าอวี้เอ๋อร์นั้นความจำเป็นเลิศ
จนคุณชายหลิวออกปากชมอยู่หลายครา น่าเสียดายที่อวี้เอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจเท่าที่ควรมัวแต่เรียนไปเล่นไปจากนี้หากท่านพ่อ
มีเวลาโปรดช่วยดูแลเรื่องการเรียนของอวี้เอ๋อร์ด้วยนะเจ้าคะ”
ต้วนเจิ้งได้ยินที่ต้วนชิงหมิงพูดดีใจ “เรื่องนี้จริงหรือไม่?”
เด็กน้อยยกมือขึ้นเกาหัวตอบเสียงอ้อมแอ้ม “อันที่จริงพี่สาวก็พูดเกินไปขอรับ อวี้เอ๋อร์ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่พี่สาว
พูดออกมาหรอกขอรับ”
พูดคนต่างเล่ากันว่าเด็กที่ย้อนเวลากลับมานั้นมักได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษเห็นทีเรื่องนี้จะเป็นจริง เพราะตั้งแต่
ที่ต้วนอวี้ย้อนเวลากลับมายุคโบราณความสามารถในการจดจำก็ได้ติดตามมาด้วย
พูดก็พูดเถอะตำราโบราณพวกนั้นเขาไม่ได้ชอบอ่านมันแม้แต่น้อย เพียงแต่หลิวยวนมักเร่งให้เขาท่องอยู่เสมอเขา
จึงจดจำสิ่งที่ท่องได้อย่างขึ้นใจ
คนในยุคโบราณนั้นมีความสุขจากการอ่านตำราต้วนอวี้ก็เช่นกันเขาเริ่มซึมซับการอ่านมากขึ้นและได้พบว่าความรู้
ในสมัยโบราณนั้นก็มีความยอดเยี่ยมอยู่ไม่น้อยจึงเริ่มตั้งอกตั้งใจอ่านตำราและหนังสือเรื่อยมา
ทว่าเขากลับให้เวลาในการอ่านตำราหาความรู้ของเขานั้นน้อยกว่าการฝึกวรยุทธ์เป็นไหนๆ
แม้จะใช้เวลาน้อยกว่าแต่ความจดจำที่แม่นยำของเขาก็ยังเป็นเลิศอยู่ดีทั้งต้วนชิงหมิงและหลิวยวนต่างรู้ดี แม้
กระทั่งเหยียนหลิ่งอวี๋ก็เห็นด้วยเช่นกันทว่าไม่ได้เอ่ยปากพูดออกมาเท่านั้นเองบัดนี้ต้วนชิงหมิงจึงถือโอกาสพูดขึ้นเพื่อดึง
ความสัมพันธ์ของต้วนเจิ้งกับต้วนอวี้ให้แนบแน่นขึ้นไปอีก
สุดท้ายสิ่งที่ต้วนชิงหมิงตั้งใจบอกเรื่องเหล่านี้ให้กับต้วนเจิ้งเพราะนางต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับต้วนอวี้
และทันทีที่เห็นต้วนเจิ้งอุ้มต้วนอวี้ขึ้นมากอดโดยไม่รีรอจึงรู้ว่าสิ่งที่เล่าออกไปนั้นไม่เสียเปล่า
เนื่องจากฮูหยินติงโหรวเสียชีวิตลงหลังจากให้กำเนิดต้วนอวี้ผู้เป็นบิดาจึงไม่ชอบเขาตั้งแต่นั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่า
ทำไมหลิวหรงไม่ได้เปิดศึกกับเขาโดยซึ่งหน้า…การที่ท่านพ่อไม่สนใจทำให้ต้วนอวี้ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตที่ผิดในชาติที่
แล้วมาในชาตินี้ต้วนชิงหมิงจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
ต้วนเจิ้งประหลาดใจอย่างมากกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเล่าเขาเอื้อมมือไปหยิบตำราต้าเสวี๋ยและตำราจงยง[1] บนชั้น
ออกมาแล้วเปิดสุ่มเพื่อทดสอบต้วนอวี้ตำราสองเล่มนี้ยากต่อการทำความเข้าใจยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นตำราเกี่ยวกับการทำ
ศึกสงครามที่ซับซ้อนอีกด้วย
เขาสุ่มพูดออกมาสองสามประโยคเพื่อให้ต้วนอวี้พูดตามปรากฏว่าเขาสามารถท่องตามได้อย่างคล่องปากไม่ติดขัด
แม้แต่น้อยทำเอาต้วนเจิ้งถึงกับตกตะลึงมองเห็นต้วนอวี้ด้วยความสงสัยบุตรชายของเขาเริ่มสนใจศึกษาเล่าเรียนมาตั้งแต่
เมื่อไร
ต้วนเจิ้งมองบุตรชายเพียงครู่คิดว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ท่องตามได้ถูกต้องสืบเท้าเดินไปอีกฝังของชั้นหนังสือ
หยิบตำราพิชัยยุทธ์ซุนวูออกมาหนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านแม่ทัพซุนวูที่มีชื่อเสียงในอดีตเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดทัพตั้งรุก
การจัดทัพตั้งรับเป็นตำราพิชัยสงครามที่ยากมากเล่มหนึ่ง
ตำราเล่มนี้แม้จะวางอยู่ในหลืบไม่เป็นที่สนใจแต่เขาคิดว่ามีคุณค่าจึงหยิบออกมา
เขาเปิดหนังสือท่องขึ้นมาว่า “ซุนจื่อกล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญในการทำศึกต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งและมีชัยชนะต่อ
สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ยังต้องรู้จักรอคอยโอกาสที่จะเอาชัยมาจากข้าศึกโดยที่มิให้ปราชัย โบราณกล่าวว่าชัยชนะสามารถ
คาดการณ์ได้ แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่มิอาจทราบได้หากรู้ว่ามีชัยชนะจงรีบบุกทะลวงข้าศึกเข้าไป ส่วนการตั้งรับข้าศึก
จะทำเมื่อกำลังทหารมิเพียงพอผู้เชี่ยวชาญในการตั้งรับมักซ่อนกำลังทหารที่มีมิให้ข้าศึกประเมินได้ส่วนผู้เชี่ยวชาญในการ
บุกมักโจมตีทุกเมื่อที่ศัตรูมิทันได้ระวังจึงได้มาซึ่งชัยชนะทุกคราไปเห็นชัยชนะที่ไม่เกินความคาดหมายของผู้คนยังมินับว่า
เป็นผู้ปราดเปรื่อง ทั้งการได้ชัยชนะพร้อมคำสรรเสริญไปทั่วอาจมิใช่ความเลิศลํ้าด้วยว่าการยกสิ่งของเบาหาใช่ว่าทรง
พลัง เห็นเพียงสุริยันต์จันทราหาใช่ดวงตาแจ่มใสได้ยินฟั้าร้องคำรามหาใช่โสตะทวารฉับไว ตั้งแต่โบราณกาลผู้ที่เชี่ยวชาญ
ในการรบย่อมกำชัยจากข้าศึกได้โดยง่าย จึงมิได้มีเพียงชื่อเสียงในด้านสติปัญญาเลื่องระบือไปและไม่เกรียงไกรในความ
อาจหาญ แต่การวางแผนและยุทธการที่เพียงพอโดยมิต้องให้การศึกเสียเลือดเสียเนื้อต่างหากย่อมกำหนดได้ถึงชัยชนะ
จากข้าศึกอย่างแท้จริง ฉะนั้นผู้เชี่ยวชาญในการทำศึกไม่เพียงทำตัวอยู่เหนือความพ่ายแพ้ ยังต้องไม่เปิดโอกาสให้ข้าศึกมี
โอกาสโจมตีผู้นำรบที่ได้รับชัยมักเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเปิดศึกเสมอส่วนผู้นำรบที่มักปราชัยมักเปิดศึกก่อนโดยหวังเพียง
ชัยชนะและขาดการวางแผนกับการแก้ปัญหาที่ลึกซึ้งล่วงหน้าจึงนำความปราชัยมาให้แก่ผู้นำรบ ผู้เชี่ยวชาญในการทหาร
ย่อมรักษาระเบียบและพิทักษ์คุณธรรมถึงสามารถสร้างกองกำลังที่อาจหาญเข้มแข็งได้ หลักการทหาร หนึ่งคือระบบ
ระเบียบต้องกำหนดระบบระเบียบในสมรภูมิได้ สองคือคาดการณ์ ต้องคาดการณ์ทรัพยากรต่างๆได้อย่างแม่นยำ สาม
คือวางแผน ต้องวางแผนกำหนดทิศทางกองทัพได้ ข้อสี่ประเมินต้องประเมินกำลังทางทหารของทั้งสองฝั่ายได้ ข้อห้าคือ
ชัยชนะต้องกำหนดชัยชนะเหนือข้าศึกได้แม่นยำกองทัพที่อาจหาญเข้มแข็งย่อมมีชัยเหนือกองทัพที่อ่อนแอเปรียบได้กับ
สายนํ้าที่ถาโถมไหลลงจากภูผาสู่เบื้องล่างอย่างมิมีสิ่งใดขัดขวางได้สิ่งนี้คือความสามารถของกองทัพที่แท้จริง”
ต้วนเจิ้งคุ้นเคยกับตำราเล่มนี้ในทุกหน้าเขาจึงตั้งใจท่องส่วนที่อยู่ตรงกลางของหนังสือออกมา
เด็กน้อยหันหน้าครุ่นคิดไปมาทางด้านต้วนชิงหมิงเริ่มมีอาการเป็นห่วงออกมาอย่างเห็นได้ชัดไม่ว่าต้วนอวี้จะ
ความจำดีมากแค่ไหน หรือได้รับคำชมจากหลิวยวนเพียงใดก็ตามแต่ด้วยเนื้อหาในตำราพิชัยยุทธ์ซุนวูที่หนึ่งตัวอักษร
สามารถตีความได้มากกว่าร้อยความหมายต้วนชิงหมิงที่เคยอ่านเล่นๆ เวลาไม่มีอะไรทำในชาติที่แล้วยังรู้สึกว่ายากต่อ
ความเข้าใจ
ต้วนเจิ้งเห็นท่าทางครุ่นคิดของต้วนอวี้พลางปิดตำราในมือลงพร้อมกับหัวเราะออกมา “ทำไมกันท่องไม่ออกอย่าง
นั้นหรือ?”
ต้วนอวี้ได้ส่ายหน้าไปมาช้าๆแล้วตอบกลับเสียงดังฟังชัด “ไม่ขอรับท่านพ่ออวี้เอ๋อร์กำลังคิดว่าประโยคที่บอกว่า
‘ตั้งแต่โบราณกาลผู้ที่เชี่ยวชาญในการรบย่อมกำชัยจากข้าศึกได้โดยง่ายจึงมิได้มีเพียงชื่อเสียงในด้านสติปัญญาเลื่อง
ระบือไป และไม่เกรียงไกรในความอาจหาญ แต่การวางแผนและยุทธการที่เพียงพอโดยมิต้องให้การศึกเสียเลือดเสียเนื้อ
ต่างหากย่อมกำหนดได้ถึงชัยชนะจากข้าศึกอย่างแท้จริง’ ประโยคนี้ช่างยอดเยี่ยมและลึกซึ้งยิ่งนักขอรับ”
บัดนี้ต้วนเจิ้งที่ได้ยินต่างงงเป็นไก่ตาแตกเขากางตำราที่อยู่ในมือออกพร้อมกับมองไปที่ต้วนอวี้ที่อยู่ในอ้อมกอด
ตรงหน้าแทบไม่อยากจะเชื่อว่าบุตรชายได้ฟังเพียงรอบเดียวจะสามารถท่องออกมาได้แล้ว
“อวี้เอ๋อร์ พี่สาวว่าเจ้าท่องทั้งหมดออกมาไม่ได้สิท่าจึงเลือกท่องแค่บางช่วงบางตอนออกมาสินะ” ต้วนชิงหมิงยิ้ม
น้อยยิ้มใหญ่พูดแซวผู้เป็นน้องชาย
เด็กชายหันไปยู่ปากใส่ “พี่สาวดูถูกอวี้เอ๋อร์มากไปแล้วนะ”
พูดจบเขาจึงได้ท่องช่วงที่ต้วนเจิ้งท่องออกมาเมื่อครู่ออกมาได้จนหมดไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ต้วนเจิ้งมองไปที่ต้วนอวี้แล้วมองไปบนชั้นหนังสือที่อยู่เหนือหัวไม่เชื่อว่าบุตรชายของเขาจะสามารถท่องออกมาได้
โดยการฟังเพียงรอบเดียว
เมื่อเห็นท่าทางที่ต้วนเจิ้งอยากทดสอบต่อไปต้วนอวี้จึงแอบถอนหายใจออกมา เห็นได้ชัดถ้าเขายังขืนไม่พูดอะไร
ออกมาเห็นทีต้วนเจิ้งคงหยิบเอาหนังสือบนชั้นมาทดสอบเขาทีละเล่มจนหมดชั้นหนังสือเป็นแน่
……
[1] ตำราต้าเสวี๋ยและตำราจงยง เป็นหนังสือสองในสี่เล่ม นอกจากตำราหลุนอวี่ตำราเมิ่งจื่อ ซึ่งเขียนได้รวบรวม
คำสอนของนักปรัชญาขงจื๊อเอาไว้ โดยเขียนเกี่ยวกับการทำศึกสงคราม การปกครอง การบริหารชาติ การฝึกฝนตนเอง
ในโบราณยังใช้เพื่อสอบเข้ารับราชการ