การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 391 โดนลงโทษ
ต้วนอวี้หรานร้องตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจจนแสบแก้วหูพลางเหวี่ยงแมวออกจากมือ
แมวสีดำตัวน้อยที่กำลังตกใจกางกรงเล็บตะครุบไปที่เสื้อของต้วนอวี้หรานทันทีนางกระโดดโลดเต้นเป็นลิงด้วย
ความตกใจส่งเสียงกรีดร้องพริบตาเดียวแมวดำก็ตะเกียกตะกายปีนขึ้นไปอยู่เหนือหัวของนาง
กรงเล็บของมันข่วนไปที่หัวของเด็กสาวจนผมเผ้ายุ่งเหยิงรอยขีดข่วนปรากฏชัดตั้งแต่ใบหน้าจนเป็นรอยยาวลงมา
นางตกใจลนลานทำอะไรไม่ถูกทำได้เพียงวิ่งไปทั่วห้องหนังสือเพื่อหาที่หลบอันปลอดภัยให้กับความอนาถของนาง
ต้วนอวี้หรานวิ่งไปวิ่งมาอย่างรวดเร็วห้ามไม่ฟังจนชั้นหนังสือล้มลงระเนระนาดไปกับพื้นนางกระโดดขึ้นไปบน
เก้าอี้แล้วเปลี่ยนมาเป็นที่โต๊ะหนังสือ จนกระทั่งพุ่งชนกับต้วนเจิ้งเข้าอย่างแรง
ต้วนชิงหมิงตกใจตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าวิ่งไปหลบข้างหลังต้วนเจิ้ง ร้องขึ้นอย่างร้อนใจ “น้องอวี้หราน
สะบัดแมวเลย!”
ส่วนต้วนอวี้ที่กำลังร้องไห้อย่างเสียขวัญวิ่งไล่ตามต้วนอวี้หรานไปตะโกนไป “เจ้าแมวน้อย แมวน้อยของข้าพี่รอง
อย่าทำร้ายมันเลย”
บัดนี้ห้องหนังสือตรงหน้าได้กลายสภาพเป็นห้องที่เละเทะจนดูไม่ได้ไปหมดแล้ว
เจ้าแมวน้อยกระโดดขึ้นไปบนชั้นสูงสุดของชั้นวางหนังสือพลางจ้องมองมาที่ต้วนอวี้หรานด้วยความหวาดระแวง
ส่งเสียงขู่ขนพอง
ต้วนอวี้หรานในเวลานี้กำลังตื่นตกใจและอยู่ในอาการเสียสตินางกรีดร้องและวิ่งกระโดดไปมาจนกระทั่งเถียเฟิง
เข้ามาเห็นจึงรีบอุ้มแมวดำตัวนั้นออกไปจากห้องหนังสือภายในห้องถึงสงบลงได้
ต้วนชิงหมิงก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตกใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้าทว่าเมื่อเห็นต้วนอวี้หรานสงบจิตสงบใจลงแล้วจึงสืบ
เท้าขึ้นไปด้านหน้าถามอย่างสงสารจับใจ “น้องอวี้หรานไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
นางจะไม่เป็นอะไรไปได้อย่างไร? ดูจากผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงพันกันไปหมด ปินปักผมที่ตกลงกับพื้นจนแตกใบหน้าที่
เต็มไปด้วยรอยข่วนจนมีเลือดไหลซิบออกมา
เป็นที่รู้กันว่ากรงเล็บของสัตว์นั้นล้วนมีพิษถ้ารักษาไม่ดีใบหน้าที่งดงามของต้วนอวี้หรานอาจมีรอยแผลเป็นจน
ทำลายชีวิตที่เหลือไปได้ต้วนชิงหมิงยังคงมองใบหน้าที่มีเลือดไหลซิบๆออกมาจากใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าด้วยความ
สาแก่ใจ
สมนํ้าหน้านักอยากจะเอาเปรียบคนอื่น สุดท้ายกลับเสียเปรียบซะเอง!
ต้วนอวี้หรานที่ยังอยู่ในความตระหนกตกใจนั้นยังคงมองชั้นวางหนังสือที่ล้มระเนระนาดลงมาด้วยความหวาด
กลัวร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ในเวลานี้เมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงถามขึ้นนางจึงได้สติกลับมา กระโดดไปขึ้นบนโต๊ะพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ต้วนชิงหมิง
ร้องตะโกนสุดเสียงออกมา “ต้วนชิงหมิงเจ้ารู้ว่าข้ากลัวแมว เจ้าตั้งใจแกล้งข้าใช่หรือไม่?”
อีกฝั่ายตกใจกับสิ่งที่ต้วนอวี้หรานพูดออกมาพูดสวนกลับไป “น้องอวี้หราน…พี่ไม่รู้ว่าเจ้ากลัวแมวมากถึงเพียงนี้!”
ต้วนอวี้ที่ยืนดูทั้งสองคนอยู่ด้านหลังร้องไห้โฮออกมาเมื่อเห็นเถียเฟิงเข้ามาอุ้มแมวดำตัวนั้นออกไปต้วนอวี้รู้ว่ามัน
จะต้องมีจุดจบไม่ดีอย่างแน่นอนอีกทั้งในเวลานี้ต้วนอวี้เห็นท่าทางที่ดุดันของต้วนอวี้หรานจึงร้องไห้เสียงดังลั่นออกมา
“พี่รองหลอกอวี้เอ๋อร์ที่จริงพี่รองกลัวแมวมากขนาดนี้แล้วอย่างนั้นจะช่วยจางอี๋เหนียงไล่แมวดำได้อย่างไรเสียแรงที่อวี้เอ๋
อร์เชื่อใจและอุ้มแมวดำเพื่อให้พี่รองช่วยยืนยัน”
ต้วนอวี้หรานตวาดเสียงดังออกมาจนต้วนชิงหมิงถึงกับตกใจขึ้นอีกคำรบหนึ่งกอปรกับใบหน้าเคร่งเครียดของต้วน
เจิ้งที่เห็นชั้นวางหนังสือล้มระเนระนาดไปกับพื้นเสียงตบโต๊ะดังขึ้นพร้อมกับเสียงกร้าวตวาดอย่างโมโห “เอาล่ะเงียบให้
หมดทุกคน!”
ในห้องหนังสือเงียบสงัดลงทันทีไม่ว่าต้วนอวี้หรานที่กำลังโกรธ ต้วนอวี้ที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแม้กระทั่งต้
วนชิงหมิงที่กำลังเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสามคนต่างเงยหน้าขึ้นมองต้วนเจิ้งไม่พูดไม่จาออกมาแม้แต่คำเดียว
มีเพียงเถียเฟิงที่เดินเข้ามาจัดแจงชั้นวางหนังสือและโต๊ะเก้าอี้กลับเข้าที่เดิมต้วนเจิ้งยังหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความ
โกรธจัดอยู่บนเก้าอี้ “พวกเจ้าคิดว่ากำลังแสดงละครอย่างนั้นใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงรีบคุกเข่าก้มหน้าลงเป็นคนแรกพูดอย่างละอายใจ “ท่านพ่อได้โปรดลงโทษหมิงเอ๋อร์เถอะเจ้าค่ะ เพ
ราะหมิงเอ๋อร์ยังใส่ใจน้องอวี้หรานไม่มากพอแม้กระทั่งเรื่องกลัวแมวของน้องอวี้หรานก็ยังไม่รู้อีกไม่แน่ว่าแมวที่ข่วนหน้า
จนเลือดซิบอาจทำให้นางเสียโฉมไปทั้งชีวิตก็เป็นได้ทั้งหมดเป็นความผิดของหมิงเอ๋อร์เองเจ้าค่ะขอให้ท่านพ่อช่วยให้น้อง
อวี้หรานรีบไปทำแผลทายาที่หน้าก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงพูดถึงแผลที่บนใบหน้าต้วนอวี้หรานก็โกรธจนลมออกหู นางเอามือเท้าเอวและพูดอย่าง
แข็งกร้าว “เชอะ! ต้วนชิงหมิงเจ้าไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นคนดีหรอก…เรื่องที่ข้ากลัวแมวนั้น มีหรือที่เจ้าไม่รู้เรื่องพูดก็พูด
เถอะเรื่องทั้งหมดนี้คงเป็นเจ้าที่วางแผนบ้าๆ เหล่านี้เอาไว้ที่หน้าข้าโดนแมวข่วนจนอยู่ในสภาพนี้ เจ้าคงสมใจแล้วสินะ?”
ต้วนชิงหมิงรีบดึงต้วนอวี้หรานเข้ามาพูดอย่างรวดเร็ว “น้องอวี้หรานพูดอะไรแบบนั้นเล่าแผลบนใบหน้าของเจ้า
ต้องรีบไปทำแผลทายาโดยไว เจ้ารีบไปก่อนเถอะเดี๋ยวทางนี้พี่จะขอรับโทษจากท่านพ่อก่อน แล้วจะตามไปอยู่เป็นเพื่อน
เจ้านะ”
ต้วนอวี้หรานสะบัดมือของต้วนชิงหมิงออกในทันทีจ้องเขม็งตาโตจนลุกเป็นไฟจ้องไปที่ต้วนชิงหมิง “ต้วนชิงหมิ
งอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่านี่เป็นแผนของเจ้าใบหน้าข้าเสียโฉมแบบนี้ เจ้าคงสาแก่ใจแล้วสิ? ตอนนี้ทำมาแกล้งเป็นคนดีเห็นอก
เห็นใจขึ้นมาเชียว…เชอะ! อย่ามายุ่งกับข้าอีก!”
“พี่รองหลอกข้า ข้าว่าพี่รองไม่ได้เป็นคนไล่แมวดำไปแต่เป็นคนที่จงใจผลักให้จางอี๋เหนียงล้มลงบนพื้นหิมะต่าง
หาก… ฮือ ฮือ!พี่รองเป็นคนไม่ดี!” ต้วนอวี้พูดไปร้องไห้สะอึกสะอื้นไปอยู่ด้านข้าง
เด็กสาวได้ยินพลันโกรธจนหน้าแดงหน้าดำยกมือขึ้นชี้หน้าด่าทอเด็กชายอย่างแรง “ใครบอกเจ้ากันว่าข้าเป็นคน
ประคองจางอี๋เหนียงขึ้นมา?แล้วใครบอกอีกว่าข้าเป็นคนช่วยไล่แมวดำตัวนั้น… ต้วนอวี้เอ๋ยต้วนชิงหมิงใส่ร้ายข้ายังพอ
ทำเนา นี่กระไรเจ้ายังสมรู้ร่วมคิดกันใส่ร้ายข้าอีกหรือพวกเจ้าสองคนคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ?”
ชีพจรของนางเต้นแรงไม่เป็นจังหวะด้วยความโมโหถึงขีดสุดสีหน้าแดงกํ่าขึ้นมาอีกคำรบ
เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าต้วนชิงหมิงตั้งใจวางแผนไว้เป็นอย่างดีตอนนี้กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องส่วนต้วนอวี้ก็คงสมรู้
ร่วมคิดแผนร้ายกับต้วนชิงหมิงมาเล่นงานนางเหตุใดเวลานี้ท่านพ่อถึงยังดูไม่ออกอีก?
อันที่จริงต้วนอวี้หรานไม่ได้เป็นคนโง่เขลาเพียงแต่นางได้รับการปกปั้องจากหลิวหรงทุกครั้งที่เกิดเรื่องจึงไม่เคยได้
รับมือกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงคนเดียวมาก่อนบัดนี้นางกลับอาละวาดแสดงนิสัยที่โมโหร้ายออกมาอย่างไม่รู้จักอดทน
ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามที่ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้คาดไว้ทำให้ต้วนเจิ้งรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เห็นเป็นอย่างมาก
ทว่าแผนการที่สองพี่น้องวางไว้เป็นจริงแล้วจึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ต้วนเจิ้งมองต้วนอวี้หรานอย่างโมโหเป็นที่สุดเขาไปยกโต๊ะที่ล้มลงกับพื้นขึ้นมาตั้งดังเดิมต้วนชิงหมิงจึงขยับลุกขึ้น
มาจากพื้นอย่างเชื่องช้าเวลานี้ต้วนเจิ้งรู้สึกปวดหัวไปหมดเขาชี้นิ้วไปที่หน้าต้วนอวี้หรานด้วยมือที่สั่นเครือพูดชัดเจนทีละ
คำ “เจ้าลูกอกตัญูคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
ต้วนอวี้หรานรีบคุกเข่าดังตึงทว่ายังคงใช้สายตาที่แข็งกร้าวมองไปที่ผู้เป็นบิดา พูดเสียงแข็ง “ทั้งหมดไม่ใช่ความ
ผิดของลูก แต่เป็นแผนการที่ต้วนชิงหมิงตั้งใจวางไว้ขอให้ท่านพ่อช่วยพิจารณาใหม่ด้วยเจ้าค่ะ!”