การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 392 ใส่ร้ายปั้ายสี
ความโกรธของต้วนเจิ้งยังไม่ทุเลาเบาลงคิ้วของเขายังคงขมวดมุ่นไม่คลาย ตบโต๊ะเสียงดังแค่นเสียงดังใส่ต้วนอวี้
หราน “นางเป็นพี่สาวของเจ้า จะใส่ร้ายเจ้าไปทำไม? หรานเอ๋อร์ในหัวของเจ้าเลอะเทอะไปใหญ่แล้วหรือ?”
ลูกคนนี้ทำให้ต้วนเจิ้งปวดใจยิ่งนักท่าทางที่เสียมารยาทยังไม่พอ มิหนำซํ้ายังกล่าวโทษผู้เป็นพี่สาวที่ไม่เกี่ยวข้อง
อีก
เรื่องอื่นที่ต้วนอวี้หรานใส่ร้ายต้วนชิงหมิงนั้นเขายังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปบ้างแต่ครั้งนี้เขายังไม่ได้ยินบุตรสาวคนโตใส่
ร้ายนางให้เสียหายแม้แต่คำเดียวแต่นางกลับพูดอย่างหน้าชื่นตาบานว่าต้วนชิงหมิงต้องการใส่ร้ายปั้ายสีนางหรือในเมื่อ
จะใส่ร้ายก็ต้องเอาหลักฐานมาคุยกันมิอย่างนั้นหากถือเอาคำพูดของต้วนอวี้หรานฝั่ายเดียวนั้นคงไม่น่าเชื่อถือมากพอ
ต้วนอวี้หรานหน้าซีดขาวลงในทันทีเมื่อเห็นผู้เป็นบิดาโมโหอย่างที่สุดแม้ในใจของนางจะไม่ยอมรับ แต่ก็ทำได้
เพียงมองต้วนชิงหมิงด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
ต้วนเจิ้งมองต้วนอวี้หรานด้วยความไม่พอใจ “ไหนลองพูดออกมาสิ เรื่องของจางอี๋เหนียงนี่มันอย่างไรกัน?”
ต้วนอวี้หรานรีบพูดอย่างลนลาน “ท่านพ่อเจ้าคะ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดพี่สาวเป็นคนใส่ร้ายหรานเอ๋อร์หรานเอ๋อร์
ไม่เคยผลักให้จางอี๋เหนียงล้มลงเลยทุกอย่างเป็นเพราะจางอี๋เหนียงไม่ระวังเองจึงลื่นล้มบนพื้นหิมะเจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานพูดไปก็นิ้วชี้ไปที่หน้าของต้วนชิงหมิงและพูดอย่างเคียดแค้น “หรานเอ๋อร์ทราบดีว่านี่เป็นแผนการที่
พี่สาวตั้งใจสร้างความเหินห่างให้ท่านพ่อกับหรานเอ๋อร์ไม่ลงรอยกันโดยบอกว่าหรานเอ๋อร์เป็นคนผลักจางอี๋เหนียงให้ล้ม
ลงใช่หรือไม่เจ้าคะ? แต่เรื่องทั้งหมดนั้นหรานเอ๋อร์ไม่ได้เป็นคนทำเลยเจ้าค่ะ!”
ต้วนเจิ้งมองต้วนอวี้หรานด้วยสีหน้าที่ผิดหวังเป็นที่สุดเขาไม่นึกไม่ฝันว่าบุตรสาวที่เคยรักทะนุถนอมมากที่สุดบัดนี้
ได้เปลี่ยนไปจนเขามองไม่ออกแล้ว
เขายังคงถามขึ้นอย่างไม่ยอมใจ “หรือว่าเรื่องเมื่อเช้านี้ไม่มีแมวดำกระโดดตัดหน้าอะไรทั้งสิ้นเป็นเพราะจางอี๋
เหนียงเดินสวนกับหรานเอ๋อร์แล้วล้มลงเองอย่างนั้นหรือ?”
นางรีบพยักหน้าอย่างไม่รีรอ “เรียนท่านพ่อเป็นอย่างนั้นเจ้าค่ะ!”
ระหว่างที่ต้วนอวี้หรานพูดไปก็ใช้สายตาอาฆาตมองไปที่ต้วนชิงหมิงดูเอาแล้วกันในเมื่อท่านพ่อรู้ความจริงแล้วถ้า
ต้วนชิงหมิงยังใช้แผนสร้างความเหินห่างอีกก็คงไร้ประโยชน์
ต้วนชิงหมิงไม่สนใจสายตาอาฆาตที่มองมากลับเดินไปข้างกายต้วนเจิ้งและขอร้องวิงวอนขึ้น “ท่านพ่อใบหน้าของ
น้องอวี้หรานเป็นเเผลไปหมดแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อให้น้องอวี้หรานไปทำแผลทายาเสียก่อนแล้วค่อยถามต่อเถอะเจ้าค่ะ”
“ต้วนชิงหมิง เจ้าอย่าได้แสร้งเป็นคนจิตใจดีไปหน่อยเลย… อะไรกันนี่ท่านพ่อกำลังจะฉีกหน้ากากเจ้าออกแต่เจ้า
กลับจะเปลี่ยนเรื่องอย่างไรข้าก็ไม่ยอมไปทำแผลจนกว่าความจริงทั้งหมดจะปรากฏออกมาเสียก่อน” นางพูดขึงขังยืนยัน
ในสิ่งที่กล่าวมา
ความหยิ่งยโสและถือตัวของต้วนอวี้หรานแสดงออกมาทั้งหมดเพราะความลืมตัวไปชั่วขณะหันหน้าไปทางต้วน
เจิ้งและพูดอ้อน “ท่านพ่อสิ่งที่ท่านพ่อพูดออกมาทั้งหมดนั้นถูกทั้งหมดเจ้าค่ะหรานเอ๋อร์ไม่ได้ผลักจางอี๋เหนียงล้มพี่สาว
ต่างหากต้องการใส่ร้ายปั้ายสีหรานเอ๋อร์เจ้าค่ะ”
ทันใดนั้นต้วนเจิ้งพลันหัวเราะเยาะขึ้นมา
เขามองต้วนอวี้หรานด้วยความรู้สึกผิดหวังจับใจ “หรานเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่สาวของเจ้าไม่ได้พูดใส่ร้ายเจ้า
แม้แต่ประโยคเดียวเรื่องทั้งหมดเป็นเจ้าเองที่พูดออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ…”
ผู้เป็นบิดาได้แต่ส่ายหน้าช้าๆพูดด้วยนํ้าเสียงหนักใจ “ต้วนอวี้หรานพี่สาวของเจ้ามีแต่ช่วยขอร้องแทนเจ้า แต่ว่า
เจ้ากลับโทษนางว่าใส่ร้ายปั้ายสีบัดนี้เจ้ารู้ความผิดที่ได้สร้างไว้หรือไม่?”
ต้วนอวี้หรานชะงักไปเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน
อะไรกันเนี่ยต้วนชิงหมิงไม่ได้พูดว่าต้วนอวี้หรานเป็นคนผลักจางอี๋เหนียง? เช่นนั้น……เหตุใดท่านพ่อถึงได้พูดจา
แปลกพิกลเช่นนี้ออกมาได้?
ต้วนอวี้ที่ยืนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ๆก็หัวเราะเยาะออกมา “พี่รองอวี้เอ๋อร์จะบอกท่านให้ว่านี่เป็นอาการที่
เรียกว่า ‘กินปูนร้อนท้อง’รู้ทั้งรู้ว่าพี่รองผลักจางอี๋เหนียงจนล้ม แต่พี่รองยังเอาความผิดโยนมาให้พี่ใหญ่อีก”
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานได้ยินก็ตะลึงจนตาค้างไป “ไหนลองพูดมาสิ เจ้าเห็นข้าผลักจางอี๋เหนียงตั้งแต่เมื่อไรกันเรื่องที่
เจ้าไม่กลับจวนทั้งคืนยังมาโทษข้าอีก สงสัยไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง!”
เสียงโครมดังขึ้นมาเมื่อต้วนเจิ้งผลักโต๊ะที่อยู่ตรงหน้านั้นล้มลงไป ทั้งกระดาษ พู่กันจานฝนหมึกและนํ้าหมึกเขียน
พู่กันต่างกระจัดกระจายเต็มพื้นไปหมด
ต้วนอวี้หรานหันหน้ากลับไปมองต้วนเจิ้งที่ตอนนี้ใบหน้ากลายเป็นโกรธจัดแผดเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ “เจ้ารีบ
ไสหัวกลับเรือนไปประเดี๋ยวนี้ไม่มีคำสั่งของข้า ไม่ต้องออกจากเรือนมาแม้แต่ก้าวเดียว…”
ต้วนอวี้หรานกำลังจะพูดแก้ตัวแต่เถียเฟิงได้เข้ามากั้นและจับตัวนางเดินออกมา พูดเสียงแข็ง “คุณหนูรอง นาย
ท่านเชิญคุณหนูรองกลับเรือนเดี๋ยวนี้… เชิญขอรับ”
ต้วนอวี้หรานเห็นต้วนเจิ้งโกรธนางจนตัวสั่นพลางเหลือบมองต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้ต่างลอยหน้าลอยตาด้วย
ความสาแก่ใจทำเอาต้วนอวี้หรานเคียดแค้นพี่น้องคู่นี้จับใจ
ในเมื่อต้วนเจิ้งอยู่ที่นี่ต้วนอวี้หรานก็ไม่กล้าอาละวาดฟาดงวงฟาดงามากกว่านี้ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินจากไป
ด้วยความอาฆาตเคียดแค้น
ครั้นต้วนอวี้หรานออกไปแล้วเถียเฟิงจึงเดินเข้ามาภายในห้อง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้รายงานต้วนเจิ้งต้วนชิงหมิ
งก็พาต้วนอวี้ยกมือประสานทำความเคารพและขอตัวออกไปก่อน
ครั้งนี้ต้วนเจิ้งโกรธต้วนอวี้หรานจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ต่อให้พวกเขายังอยู่ที่นี่ก็ไม่อาจทำให้ต้วนเจิ้งสงบลงได้
ดังนั้นจึงเลือกปล่อยให้ต้วนเจิ้งอยู่สงบๆครุ่นคิดเพียงคนเดียวจะดีกว่า
ทว่าระหว่างที่เดินออกมาไม่ไกลนักกลับพบต้วนอวี้หรานรออยู่อยู่ใต้ต้นเหมย
ทันทีที่เห็นสองพี่น้องนางเดินปรี่เข้ามาหา กัดฟันพูดขึ้น “ต้วนชิงหมิงตอนนี้เจ้าคิดว่าอยู่เหนือข้าแล้วใช่หรือไม่ต่อ
หน้าท่านพ่อยังกล้าสร้างเรื่องให้ข้าต้องเสียหน้า เจ้ามันตํ่าช้าเหลือทน!”
บริเวณโดยรอบไม่มีผู้ใดอยู่รอบข้างต้วนชิงหมิงจึงไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป สายตาของนางเปลี่ยนไปทันทียื่นมือไป
จับชายกระโปรงสะบัดออกแล้วเดินไปยืนตรงหน้าต้วนอวี้หรานและพูดเสียงนิ่งเยือกเย็น “เจ้าเห็นข้าใส่ร้ายปั้ายสีเจ้า
ตั้งแต่เมื่อไรกัน…เจ้าแค่ไม่ยอมรับเรื่องที่ทำไปข้าจึงช่วยหาวิธีให้ท่านพ่อรู้ถึงสิ่งที่เจ้าทำไปทั้งหมดก็เท่านั้น”
ต้วนอวี้หรานได้ยินก็ดิ้นพล่านเหมือนแมวถูกเหยียบหางนางกระโดดโลดเต้นด้วยความโมโหและชี้หน้าด่าทอต้วน
ชิงหมิงขึ้น “ต้วนชิงหมิง ข้ารู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าวางแผนชั่วไว้เจ้ากล้าบังอาจใส่ร้ายข้า คอยดูแล้วกันเจ้าจะมี
จุดจบที่อนาถเพียงใด”
สายตาของต้วนชิงหมิงได้มองดูต้วนอวี้หรานอย่างดูถูกดูแคลนและเย็นยะเยือกจนต้วนอวี้หรานรู้สึกขนพองสยอง
เกล้าไปทั้งตัว
ต้วนอวี้หรานตกใจกับสายตาที่ต้วนชิงหมิงมองมาเพียงพริบตาเดียวก็ทำเป็นเลิกตาโตมองสู้ “ต้วนชิงหมิงเจ้ามา
ทำตาแข็งใส่ข้าคิดหรือว่าข้าจะกลัวเจ้า?”
อีกฝั่ายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “หึ หึ! ต้วนอวี้หราน เจ้านี่มันโง่เง่าหรือไร้เดียงสากันแน่? ถ้าข้าใส่ร้ายปั้ายสี
เจ้าจริงข้าจะทำให้เจ้าไม่มีทางแก้ตัวได้แม้แต่คำเดียว…จะไม่ใช้วิธีการตํ่าช้าแบบที่เจ้าทำกับอวี้เอ๋อร์หรอก!”
ต้วนอวี้หรานได้ฟังจึงผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งและพูดอย่างอึกอัก “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อย”
นางขี้เกียจฟังคำแก้ตัวของต้วนอวี้หรานจึงยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนพูดเสียงเบาทว่าเยือกเย็น “ต้วนอวี้หรานเจ้า
อยากใส่ร้ายและให้ร้ายข้าไม่ใช่หรือ ตอนนี้ข้าให้โอกาสนั้นกับเจ้าแล้ว!”
เมื่อพูดจบต้วนชิงหมิงได้ใช้มือผลักต้วนอวี้หรานจนล้มลงไปกองกับพื้นหิมะ
ด้วยความที่ต้วนอวี้หรานไม่ทันตั้งตัวนางจึงล้มลงไปที่พื้นอย่างแรงต้วนชิงหมิงไม่รอช้าทิ้งตัวลงนั่งทับต้วนอวี้หรา
นอย่างเต็มแรงร่างกายของต้วนอวี้หรานกดทับกับก้อนหินที่อยู่บนพื้นอย่างแรง นางเจ็บจนร้องออกมาไม่ไหว
ขณะที่ปากร้องตะโกนไปแต่กลับใช้มือกดไปที่ร่างของต้วนอวี้หรานอย่างแรง “โอ้!น้องอวี้หรานเป็นอะไรไป ทำไม
เจ้าไม่ระวังเนื้อระวังตัวแบบนี้เล่าพอเจ้าเห็นพี่สาวกำลังจะเดินจากไปก็ดันใช้เท้าขัดพี่จนล้มอีกดูสิตอนนี้พี่กับเจ้าต่างล้ม
ลงทั้งคู่… น้องอวี้หรานพี่รู้ว่าเจ้าโมโหท่านพ่อที่กักบริเวณเจ้าแต่ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้าเองทั้งหมดพี่คนนี้ยัง
ไม่ได้ฟั้องอะไรท่านพ่อแม้แต่คำเดียวเลยนะ!”
ต้วนชิงหมิงพูดไปก็ยกมือขึ้นรีบปาดนํ้าตาไปด้วยบ่าวรับใช้ในเรือนที่เดินผ่านไปผ่านมาพอดีต่างชี้นิ้วซุบซิบไปที่ต้
วนอวี้หราน
เมื่อต้วนอวี้หรานเห็นดังนั้นได้รีบพูดแก้ตัวทันควัน “ไม่ใช่แบบที่พวกเจ้าเห็น ข้ายังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!”
ต้วนชิงหมิงมองอีกฝั่ายแล้วแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งพลางยื่นหน้าเข้าไปชิดใบหูของน้องสาวต่างมารดาพูดด้วยนํ้า
เสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “ดูเอาแล้วกัน ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดเลย สักคนเดียว…”