การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 393 จิตใจแห่งความกตัญู
ดูเอาแล้วกันไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดเลยสักคนเดียว
ใช่แล้วไม่มีใครเชื่อคำพูดของต้วนอวี้หรานสักนิด
ทว่ามิใช่เพราะต้วนชิงหมิงแสดงได้สมจริงแต่เป็นเพราะนางเองต่างหากที่ปกติชอบวางอำนาจบาตรใหญ่เหนือทุก
คนในจวนในวันนี้ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าต้วนอวี้หรานเป็นคนกระทำผิดอย่างแน่นอน
อีกอย่างต้วนอวี้หรานในเวลานี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
เพราะยิ่งนางอธิบายก็ยิ่งดูเป็นการแก้ตัวแล้วอย่างไรเล่า……ถ้านางไม่อธิบายก็เท่ากับว่ายอมรับความผิดไปโดย
ปริยายอย่างนั้นหรือบัดนี้นางจะทำอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่างแล้ว
ต้วนชิงหมิงในเวลานี้มิได้สนใจปรายตามองน้องสาวต่างมารดาคนนี้แม้แต่น้อยนางลุกยืนขึ้นอย่างสง่างามแล้วเดิน
จากไปทันที
ถูกต้องแล้วต้วนชิงหมิงจงใจกลั่นแกล้งต้วนอวี้หรานให้เกลียดนางจนกินข้าวกินปลาไม่ลงแม้แต่นอนก็จะนอน
อย่างไม่เป็นสุขด้วยนึกถึงความอับอายที่ต้วนชิงหมิงได้กระทำกับนาง
ใช่……นางกำลังรอคอยให้ต้วนอวี้หรานลงมือเล่นงานอยู่นานแล้ว
มีเพียงต้วนอวี้หรานลงมือเล่นงานก่อนเท่านั้นต้วนชิงหมิงจึงมีโอกาสล้างแค้นให้กับต้วนอวี้และทำให้ชีวิตของต้วน
อวี้หรานถึงกับความบรรลัยไปเสีย
นางรอคอยเวลานี้มานานแสนนานแล้วไม่มีทางปล่อยให้ผ่านไปโดยง่าย
ย้อนกลับมาที่ห้องหนังสือของต้วนเจิ้งหลิวหรงเมื่อทราบเรื่องก็รีบถ่อมาทั้งที่ยังปั่วยอยู่ ไม่นานก็มายืนอยู่หน้า
ประตูทว่านางไม่กล้าเข้าไปและยิ่งไม่กล้าพูดช่วยต้วนอวี้หรานในเวลานี้
เพราะฉะนั้นต้วนอวี้หรานตอนนี้ยังต้องช่วยเหลือตัวเองไปก่อนแต่ต้วนชิงหมิงมีหรือจะปล่อยให้อีกฝั่ายได้หยุดพัก
นางต้องการให้น้องสาวต่างมารดาผู้นี้สร้างเรื่องสร้างราวสร้างความเกลียดชังในใจให้ต้วนเจิ้งต่อไปจนกว่าชีวิตของต้วนอ
วี้หรานจะถึงแก่ความพินาศย่อยยับในที่สุด
เดิมทีต้วนชิงหมิงคิดไว้ว่าจะเก็บนางเอาไว้แล้วค่อยๆทรมานอย่างช้าๆ ให้นางได้ตายทั้งเป็นแต่ความอดทนของ
นางเป็นอันสะบั้นลงเพราะเรื่องที่ต้วนอวี้ต้องเจอต้วนชิงหมิงคงทนรอต่อไปไม่ไหวและเลือกที่จะชิงลงมือให้เร็วขึ้นกว่า
เดิม
บ่าวรับใช้ที่มุงดูอยู่ห่างๆเมื่อครู่ต่างแยกย้ายไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงต้วนอวี้หรานยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ใบหน้าของนางโดนหิมะที่เย็นเฉียบทำให้แผลบนหน้ากลับบวมขึ้นมาเป็นรอยยาวและมีเลือดไหลซิบออกมาอย่างต่อ
เนื่อง
ไม่รู้เวลาล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใดที่ต้วนอวี้หรานผินหน้ามองนภากาศพริบตาเดียวกลับแสยะยิ้มชั่วร้ายออก
มา… ต้วนชิงหมิง!คนอย่างข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่นอน!
วันเวลาในแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตาเดียวก็เป็นวันที่ยี่สิบแปด เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของต้วนเจิ้ง
หากยึดตามหลักโหราศาสตร์เด็กที่เกิดในเดือนสิบสองนั้น ชีวิตจะยากลำบาก อยู่อย่างโดดเดี่ยว ชงกับภรรยา ชง
กับบุตรชายชงกับบิดามารดา ซึ่งต้วนเจิ้งสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัยวัยกลางคนก็สูญเสียภรรยาบัดนี้มีเพียงต้วนอวี้
ที่อายุยังน้อยเป็นบุตรชายสืบสกุลเพียงคนเดียว
อันที่จริงต้วนเจิ้งไม่เคยฉลองวันเกิดของเขาเมื่อถึงวันเกิดเขาจะอยู่แต่ในห้องหนังสือ ดื่มสุราย้อมใจไม่ให้ผู้ใด
พบเห็นทว่าปีนี้ไม่เป็นเช่นทุกๆ ปีที่ผ่านมาต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ต่างตื่นนอนกันตั้งแต่เช้าตรู่แต่งเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดิน
ตรงไปที่เรือนของต้วนเจิ้ง
สองพี่น้องเดินเข้าประตูไปก็รีบก้มคำนับ “หมิงเอ๋อร์กับอวี้เอ๋อร์ ขอให้ท่านพ่ออายุยืนยาวเป็นที่พึ่งให้พวกลูกต่อ
ไปนานๆ”
ต้วนเจิ้งรู้สึกแปลกใจไปสักครู่ก่อนจะเข้าไปประคองบุตรสาวบุตรชายขึ้นมา “เหอะ เหอะ! หมิงเอ๋อร์กับอวี้เอ๋อร์
ยังจำได้อีกหรือ รีบนั่งลงเถอะ”
วันนี้ต้วนชิงหมิงสวมเสื้อผ้าฝั้ายสีแดงสดด้านล่างสวมกระโปรงสีชมพูอ่อน ดูแล้วคงสวมชุดนี้มาเพื่ออวยพรในวัน
มงคลโดยเฉพาะทว่าต้วนเจิ้งที่เห็นบุตรีของตนใส่ชุดโทนสีแดงไปทั้งตัวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฮ่า ฮ่า! หมิงเอ๋อร์ วันนี้เจ้าสวมชุดสีแดงช่างงดงามเหลือเกิน!”
“ท่านพ่อลำเอียง ชมแต่พี่สาวเพียงคนเดียวหรือว่าอวี้เอ๋อร์แต่งตัวไม่ดีเลยหรือ?” เด็กชายเอ่ยท้วงขึ้นอย่างงอนๆ
ต้วนเจิ้งหันหน้ามามองต้วนอวี้อย่างเต็มตาวันนี้เขาใส่เสื้อสีแดงชายเสื้อขลิบด้วยด้ายทองและด้ายดำสลับกันไปมา
ผูกผ้าคาดเอวสีทอง ที่คอสวมสร้อยยาวห้อยลงมายามก้าวเดินกวัดแกว่งไปมาดูน่ารักน่าเอ็นดูทรงผมของต้วนอวี้วันนี้
รวบเกล้าขึ้นเผยให้เห็นหน้าผากเล็กๆ ขาวเนียนรับกับใบหน้าจิ้มลิ้มต้วนเจิ้งดูแล้วรู้สึกบุตรชายน่ารักเกินใคร
ต้วนอวี้เผยยิ้มกว้างจนตาหยีเจื้อยแจ้วกล่าวกลั้วหัวเราะ “เสื้อของอวี้เอ๋อร์ดูดีใช่หรือไม่ขอรับท่านพ่อ?”
“ใช่แล้ว ดูดีจริงๆ” ต้วนเจิ้งพยักหน้าตอบ
ต้วนชิงหมิงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินยื่นนิ้วออกไปดีดหน้าผากต้วนอวี้หนึ่งทีก่อนจะพูดเชิงตำหนิ “เจ้ามาอวยพร
ท่านพ่อในวันเกิดมิใช่หรือ?เหตุใดยังมาขอให้ท่านพ่อออกปากชมอีก?”
ต้วนอวี้รีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่เพิ่งโดนดีดไปพลางหัวเราะหึหึออกมา “ทุกคนต่างพูดกันว่าอวี้เอ๋อร์หน้าตา
เหมือนกับพี่ชิงหมิงแต่ตอนนี้ท่านพ่อกำลังชมข้าอยู่ ไม่ได้ชมพี่ชิงหมิง อย่าได้น้อยใจไป” `
นางแสร้งทำเป็นโกรธ “เชอะ! ที่อวี้เอ๋อร์พูดไปพูดมาทั้งหมดก็เพื่อชมตัวเองอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อต้วนเจิ้งเห็นพี่น้องคู่นี้กำลังเถียงกันไปมาเขาก็ยิ้มไม่หุบด้วยความเอ็นดู พลางตบไปที่ไหล่ของต้วนอวี้อย่าง
เบามือ “เอาล่ะ เอาล่ะ ทั้งสองคนไม่ต้องเถียงกันแล้วงานวันเกิดของพ่อนั้นให้มาทานอาหารร่วมกันก็แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงได้ยินดังนั้นก็รีบเชิญต้วนเจิ้งนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ
ทันทีที่ต้วนเจิ้งนั่งลงต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงก็มองซ้ายมองขวาราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างครู่เดียวต้วนชิงห
มิงก็พูดขึ้น “วันนี้เป็นวันเกิดของท่านพ่อหมิงเอ๋อร์เตรียมของขวัญวันเกิดเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ท่านพ่อด้วยเจ้าค่ะ”
ผู้เป็นบิดาเลิกคิ้วเล็กน้อย “อ๋า? หมิงเอ๋อร์เตรียมของขวัญให้พ่อด้วยหรือ?”
นางยิ้มน้อยๆพยักหน้ารับ แล้วตบมือขึ้นสองครั้งเยวี่ยเจียเดินหยิบถาดเดินเข้ามาภายในห้องส่งให้ต้วนชิงหมิงนาง
รับถาดนั้นแล้วเดินไปยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าต้วนเจิ้ง “ท่านพ่อ ลองเปิดดูสิเจ้าคะ?”
ต้วนเจิ้งเปิดผ้าที่คลุมถาดออกด้วยความฉงนใจเห็นเป็นที่รัดเข่าตัดเย็บได้อย่างประณีตบรรจงจึงยิ้มออกมา “อืม
ไม่เลวเลย ของชิ้นนี้มีประโยชน์จริงเชียว!”
เนื่องจากต้วนเจิ้งในสมัยเด็กนั้นบ้านยากจนประกอบกับอยู่ในสนามรบตั้งแต่เด็กจนโตดังนั้นหัวเข่าจึงไวต่อความ
รู้สึกหนาวเย็นได้รวดเร็วกว่าคนอื่นทุกครั้งที่เข้าสู่เหมันต์ฤดู เขาจะรู้สึกเย็นจนปวดหัวเข่าจนแทบทนไม่ไหวเมื่อก่อนตอ
นที่ฮูหยินติงโหรวยังมีชีวิตอยู่ นางจะเตรียมกางเกงผ้าฝั้ายหนาๆ เอาไว้บัดนี้มีที่รัดเข่าแล้ว เขาก็ไม่ต้องกลัวความหนาว
เหน็บอีกต่อไป
ต้วนชิงหมิงยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ “ที่รัดเข่าคู่นี้ขอให้ท่านพ่อนำไปใช้ก่อนอีกสองสามวันหมิงเอ๋อร์เย็บคู่ใหม่เพิ่มให้
ท่านพ่อจะได้ใช้สลับกันได้เจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งมองต้วนชิงหมิงที่หน้าตาละม้ายฮูหยินติงโหรวด้วยความเอ็นดูเขายื่นมือไปลูบหัวนางเบาๆ พูดอย่างซึ้งใจ
“มีแต่หมิงเอ๋อร์เท่านั้นที่คิดอะไรได้รอบคอบอยู่เสมอ”
ต้วนอวี้ก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ อวี้เอ๋อร์ก็มีของขวัญมอบให้ท่านพ่อด้วยขอรับ”
ต้วนเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย “ห๊ะ! อวี้เอ๋อร์ก็มีของขวัญให้พ่อด้วยอย่างนั้นหรือ?”
เด็กน้อยพยักหน้ารับ “ของที่อวี้เอ๋อร์เตรียมมา ท่านพ่อจะต้องถูกใจอย่างแน่นอนขอรับ!”
“พ่อจะคอยดูว่าเป็นอย่างที่พูดหรือไม่”
ต้วนอวี้ยืนตัวตรงขึ้นมาแล้วยกมือขึ้นมาปิดปากไอกระอ้อมกระแอ้มเบาๆ ครั้งหนึ่ง “จู้จื่อ”
จู้จื่อที่ยืนอยู่ด้านนอกตอบรับและเดินเข้ามาในมือของเขาถือถาดที่มีผ้าคลุม ยื่นส่งให้ต้วนอวี้กับมือเขารับมาแล้ว
เปิดผ้าคลุมออกทันที ปรากฏว่าเป็นรองเท้าฤดูหนาวที่ใช้เดินบนหิมะทั้งสีสันและรูปแบบช่างแตกต่างกับที่เขาเคย
พบเห็น
ต้วนเจิ้งตะลึงกับสิ่งที่ไปชั่วขณะ “อวี้เอ๋อร์ให้รองเท้ากับพ่ออย่างนั้นหรือ? นี่ไม่ใช่ของที่ผู้ชายเขามอบให้กัน!”
ต้วนอวี้อมยิ้มแล้ววางถาดรองเท้าไว้บนโต๊ะเด็กน้อยก้มตัวลงมาช่วยต้วนเจิ้งถอดรองเท้าออก
ต้วนเจิ้งที่เห็นต้วนอวี้ลงมือทำด้วยตัวเขาเองพลันตกใจอย่างมาก “อวี้เอ๋อร์กำลังทำอะไรอยู่รู้หรือไม่?”
เด็กน้อยค่อยๆเงยหน้าเล็กจิ้มลิ้มขึ้นยิ้มช้าๆ “อวี้เอ๋อร์อยากจะลองรองเท้าคู่นี้ให้กับท่านพ่อขอรับ”
ทว่าขณะที่ต้วนเจิ้งกำลังจะชักเท้ากลับต้วนชิงหมิงกลับพูดออกมา “ท่านพ่อให้อวี้เอ๋อร์ลองให้เถอะเจ้าค่ะ!”
หลังจากที่ปล่อยให้ต้วนอวี้เปลี่ยนรองเท้าใหม่ให้เรียบร้อยต้วนเจิ้งลองเดินดูรู้สึกว่ารองเท้าคู่นี้ช่างเบาและเดิน
สบายอย่างมากอีกอย่างพื้นรองเท้ายังให้ความรู้สึกอุ่น จนเขาต้องเอ่ยปากถามอย่างแปลกใจ “อวี้เอ๋อร์ เจ้าทำได้
อย่างไร?”
เด็กน้อยทำท่ายืดอกตอบกลับไป “ท่านพ่อ ในช่วงเหมันต์ฤดูที่หนาวเหน็บเช่นนี้ท่านพ่อคงจะต้องเดินทางไปเข้า
เฝั้าที่ท้องพระโรง ไหนจะต้องเดินเยอะอีกรองเท้าต้องชื้นเป็นธรรมดาแต่รองเท้าของอวี้เอ๋อร์คู่นี้สามารถกำจัดความชื้น
ออกและให้ความอบอุ่นอยู่ตลอดขอรับ”
อันที่จริงต้วนอวี้ได้ใช้ยางผสมกับของอย่างอื่นอีกนิดหน่อยแล้วจัดรูปให้อยู่ทรงเพราะยางเป็นสิ่งที่ผุพังได้ยากอีก
ทั้งภายในรองเท้าเขาได้รองเเผ่นรองเท้าที่หนาหน่อยเพื่อสร้างความอบอุ่นต่อไปเมื่อต้วนเจิ้งสวมรองเท้าจะได้ไม่ต้องกลัว
ทั้งนํ้าและความชื้นซึมเข้ามาในรองเท้าอีกต่อไปแล้ว
ต้วนเจิ้งเผยยิ้มอย่างดีอกดีใจจนออกหน้าออกตาเมื่อได้เห็นของขวัญที่ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้มามอบให้