การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 396 ต้วนอวี้หรานสร้างเรื่องอีกครั้ง
ตู้ชิงหรวนมองเด็กสาวเดินจากไปจบลับสายตาชุนถาวที่เห็นผู้เป็นนายอยู่ในภวังค์แห่งความคิดทำได้เพียงมองดู
อยู่ข้างๆไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา
ผ่านไปเนิ่นนานพักใหญ่ในที่สุดตู้ชิงหรวนก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง “ชุนถาวเจ้าว่าเด็กน้อยคนนี้คงผิด
หวังกับข้ามากใช่หรือไม่?”
อีกฝั่ายชะงักนิ่งไปตอบเสียงเบา “คุณหนู อย่าหาว่าบ่าวปากมากเลยนะเจ้าคะที่จริงแล้วชิงหมิงเป็นเด็กที่รู้เรื่อง
ไม่น้อยเจ้าค่ะ”
สิ้นเสียงของชุนถาวก็ไม่มีคำพูดระหว่างเจ้านายและบ่าวรับใช้อีกทั้งคู่ต่างคาดเดาความคิดของกันและกันได้
ต้วนชิงหมิงไม่เพียงจะเป็นเด็กที่รู้เรื่องเท่านั้นนางยังมีความคิดที่ลึกซึ้ง การตัดสินใจที่เด็ดขาดเหมือนกับผู้ใหญ่ทุก
อย่างเป็นดั่งที่นางพูดออกมาแผนการของนางทำได้เพียงให้ตัวนางและน้องชายสงบสุขในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เมื่อตู้ชิงหรวนเห็นท่าทีที่ยืนกรานของต้วนชิงหมิงที่ต้องการหาฮูหยินคนใหม่ให้จวนต้วนให้ได้นางก็ทำได้แต่
ระบายลมหายใจออกมาช้าๆ
เด็กสาวเดินกลับไปที่รถม้าด้วยสีหน้าผิดหวังเศร้าสร้อยต้วนเจิ้งเห็นบุตรสาวเดินมาถึงพลันยื่นมือมาจับนางดึงขึ้น
รถม้าเอ่ยถามด้วยความตระหนก “หมิงเอ๋อร์ ท่านปั้าตู้เป็นอะไรไปอีกแล้วหรือ?”
นางได้แต่ส่ายหน้าไปมา “อี๋เหนียงไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งจึงตอบรับ “อ่อ” เสียงนิ่งแล้วไม่ได้เอ่ยถามอะไรอีก
หากตู้ชิงหรวนไม่เป็นอะไรมากแล้วเหตุใดต้วนชิงหมิงกลับมีใบหน้าเศร้าสร้อยเช่นนี้เล่าเห็นทีคำพูดของตู้ชิงหรวน
จะต้องพูดจี้ใจดำของบุตรสาวหัวแก้วหัวเเหวนของเขาเป็นแน่
“หมิงเอ๋อร์ ท่านปั้าตู้ของเจ้านั้นเป็นคนที่ปากกับใจตรงกันมาแต่ไหนแต่ไรหากนางมีอะไรที่พูดไม่เข้าหู เจ้าก็อย่า
ได้ถือสาเลย”
ต้วนเจิ้งตั้งใจพูดปลอบใจบุตรีทว่านึกไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงกลับเงยหน้าขึ้นมามองต้วนเจิ้งทันที “ท่านพ่อ ยกโทษ
ให้หมิงเอ๋อร์ที่ปากมากด้วยเจ้าค่ะ……ตั้งแต่ที่ท่านแม่จากโลกนี้ไปหลายปีท่านพ่อเคยคิดจะรับท่านปั้าตู้มาอยู่ที่จวนต้วน
บ้างไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงพูดออกมาตรงเกินไปจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าจะหลุดออกปากบุตรสาวของเขาได้
ไม่ใช่ว่าต้วนเจิ้งไม่เคยคิดเรื่องนี้เพียงแต่ว่าบางเรื่องคิดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำเสมอไป
อันที่จริงเขาใช้เวลาหลายปีอยู่ในสนามรบและตั้งใจไม่รับรู้เรื่องราวของตู้ชิงหรวนยิ่งไปกว่านั้นนางเป็นผู้หญิงที่
ทะนงและหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่มีทางหันหลังกลับมาจมอยู่กับอดีตเป็นแน่
จนวันนี้ได้กลับมาพานพบได้รู้ว่าความทะนงตัวและหยิ่งในศักดิ์ศรีนั้นได้หายไปหลังจากไม่ได้เจอกันมาสิบปีเศษ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนได้ห่างเหินกันไปนานเหลือเกินแล้วต่อให้ได้สวมกอดกันก็คงรู้สึกเหมือนคนแปลก
หน้าที่ไม่ได้สนิทสนมกันดั่งวันวาน
ในวันนี้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของต้วนเจิ้งมาเนิ่นนานต้วนชิงหมิงได้เอ่ยถามขึ้น ทำเอาเขาไม่รู้จะตอบเช่นไร ยกมือขึ้น
ลูบหัวต้วนชิงหมิงนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าบุตรสาวได้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วและกล้าที่จะพูดความในใจออกมาโดยตรง “ห
มิงเอ๋อร์เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กเลย ให้พ่อได้ครุ่นคิดดูก่อนได้หรือไม่?”
เด็กสาวได้แต่พยักหน้ารับคิดในใจว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เวลาเพียงวันสองวันจะสามารถตัดสินใจได้ต้องให้เวลาต้วนเจิ้ง
ใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจ
“ท่านพ่อ ถ้าไม่รีบตัดสินใจละก็กลัวว่าท่านปั้าตู้อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้วขอรับ” ต้วนอวี้ที่นั่งฟังอยู่นานพูด
แทรกขึ้นด้วยแววตาใสแจ๋ว
ต้วนเจิ้งได้ฟังก็เงยหน้ามองต้วนชิงหมิงด้วยความงงงวย
เดิมทีนั้นต้วนชิงหมิงมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้างเพียงแต่ไม่เคยได้เปิดเผยให้ใครล่วงรู้มาก่อนในเวลานี้นางจึง
พยักหน้าเห็นด้วยกับที่ต้วนอวี้พูดออกมา “ต้วนอวี้พูดออกมาไม่ผิดเจ้าค่ะลูกได้เจอพี่ชุนถาวถือห่อยาเต็มไปหมดที่ตลาด
เพื่อไปต้มให้ท่านปั้าดื่มถ้ามองผิวเผินอาจดูเป็นโรคเฟิงหาน[1]ธรรมดาแต่ที่จริงกลับเป็นโรคที่ลามไปถึงกระดูกจนกลาย
เป็นโรคเรื้อรังไปแล้ว”
ต้วนเจิ้งได้ฟังพลันขมวดคิ้วขึ้นนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอีกเลย
ต้วนอวี้เห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “ตอนที่ท่านพ่อแต่งกับท่านแม่ก็ไม่ได้ให้รักษาท่านปั้าไว้แต่ตอนนี้ท่านแม่
ไม่อยู่แล้ว ท่านพ่อเสียใจกับเรื่องในอดีตหรือไม่ขอรับหรือว่าท่านพ่ออยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านแม่เกิดขึ้นอีกครั้งกับ
ท่านปั้าตู้อีกครั้งขอรับ?”
ต้วนเจิ้งตกใจตะลึงงันจนต้องหันไปจ้องต้วนอวี้ “คำพูดเหล่านี้ใครเป็นคนสอนเจ้า……อวี้เอ๋อร์?”
ต้วนอวี้ได้แต่ส่ายหน้า “ไม่มีขอรับเพียงแต่อวี้เอ๋อร์คิดถึงเรื่องเมื่อก่อนสมัยที่เลี้ยงแมวขาวตัวหนึ่งจนมันได้ตายไป
หลังจากนั้นได้เลี้ยงดำใหม่อีกตัวจนมันตายไปอวี้เอ๋อร์ได้รู้ว่าทุกสิ่งนั้นล้วนมีข้อดีในตัวของมันเองทั้งนั้น”
ต้วนชิงหมิงก็แปลกใจกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมาไม่น้อยเช่นกันทว่านับเป็นเรื่องดีที่จะช่วยพูดโน้มน้าวต้วนเจิ้ง นาง
ได้เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อหมิงเอ๋อร์กับอวี้เอ๋อร์ต่างก็ชอบท่านปั้าตู้และหวังว่านางจะมาเป็นแม่เลี้ยงคนใหม่ของพวกเราหวังว่า
เรื่องนี้ท่านพ่อจะพิจารณาโดยเร็วเจ้าค่ะ”
เรื่องนี้หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงต้องถามความคิดเห็นของหลิวหรงแต่ว่าช่วงนี้หลิวหรงได้ทำเรื่องที่ขัดคำสั่งเขาไว้
หลายเรื่องอีกทั้งยังปฏิบัติไม่ดีกับต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้อีกในเวลานี้เมื่อบุตรสาวคนโตพูดขอร้องเช่นนี้เขาก็เริ่มรู้สึกหวั่น
ไหวขึ้นมา
ต้วนเจิ้งทำท่าคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวกลับไปถึงแล้วพ่อจะสั่งให้หมอมาช่วยรักษาโรคที่ท่านปั้าของ
พวกเจ้าเป็นให้หายดี ดีหรือไม่”
“ท่านพ่อสามารถรับท่านปั้าตู้ไปรักษาตัวที่จวนต้วนได้นี่ขอรับ…อวี้เอ๋อร์รับปากท่านพ่อ หากรับท่านปั้ามาพัก
รักษาตัวที่นี่จะไม่ทำให้ท่านปั้าต้องลำบากอวี้เอ๋อร์จะดูแลเองขอรับ”
พอต้วนเจิ้งได้ฟังก็รู้สึกแปลกใจ “จริงหรือ?”
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นตบหน้าอกอย่างอกผายไหล่ผึ่ง “จริงสิขอรับ รอให้ท่านพ่อพาท่านปั้าตู้กลับไปที่จวนต้วนได้อวี้เอ๋
อร์สามารถทำตามที่รับปากได้แน่นอนขอรับ”
สายตาของต้วนเจิ้งกลอกไปมาจนในที่สุดก็เอ่ยขึ้น “เอาล่ะ เช่นนั้นพ่อจะลองดูอย่างเต็มที่ก็แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงกุมมือต้วนอวี้ไว้แน่นทั้งสองคนต่างมองตาและยิ้มให้กัน
“อวี้เอ๋อร์ชอบ ท่านปั้าตู้จากใจจริงอย่างนั้นหรือ?” ต้วนเจิ้งที่ได้เห็นรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เพราะว่าต้วนชิงหมิงเคยรู้จักมักจี่กับตู้ชิงหรวนจึงรู้สึกถูกคอกันเป็นเรื่องธรรมดาทว่าต้วนอวี้คงไม่ได้คาดหน้าเห็น
ตาตู้ชิงหรวนมาก่อนเลยอย่างนั้นจะนับว่าชอบพอถูกใจได้อย่างไรกัน?
เด็กน้อยคิดอยู่สักประเดี๋ยวจึงตอบอย่างจริงจัง “เอาเข้าจริง อวี้เอ๋อร์ไม่ได้รู้จักท่านปั้าตู้มากขนาดนั้นขอรับไม่
อาจนับว่าชอบหรือไม่ชอบได้แต่ในเมื่อพี่ชิงหมิงยืนกรานเช่นนี้ย่อมดีอย่างแน่นอนอวี้เอ๋อร์เชื่อในสายตาของพี่สาว ดัง
นั้น……อยากลองทำความรู้จักและคุ้นเคยกับท่านปั้าตู้เสียหน่อยขอรับ”
ต้วนเจิ้งเกิดรู้สึกซาบซึ้งใจกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมา “เด็กดีจริงๆ”
เนื่องจากต้วนอวี้ไม่ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เห็นอีกอย่างยังคิดแทนคนอื่นอยู่เสมอ แม้ความคิดของเขา
จะดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแต่นั่นทำให้ต้วนเจิ้งซาบซึ้งใจในตัวบุตรชายเป็นอย่างมาก
บรรยากาศในรถม้าเต็มไปด้วยความสุข…แต่ขณะที่ต้วนเจิ้ง ต้วนอวี้ และต้วนชิงหมิงไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงทุก
อย่างในจวนต้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นมา
ต้วนอวี้หรานนั่งอุ้มโส่วหลูอยู่ภายในห้องและชะเง้อมองเยวี่ยหวาด้วยความร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องที่ให้ไป
ทำเรียบร้อยดีใช่ไหม?”
เยวี่ยหวารีบร้อนเดินเข้ามาในห้องด้วยอาการเหงื่อไหลไคลย้อยออกมาพูดอย่างระแวดระวัง “เรียนคุณหนูรอง
เรื่องที่ให้บ่าวไปทำนั้นเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนอวี้หรานยิ้มเยาะออกมา “ในเมื่อทำเรียบร้อยแล้วก็รีบไปพักผ่อนเสีย อีกประเดี๋ยวท่านพ่อกลับมาคงมีเรื่อง
สนุกให้ดูกันแน่”
เรื่องสนุกที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ต้วนอวี้หรานได้รอคอยมานานแสนนานแล้วบัดนี้เรื่องสนุกได้เวลาแสดงแล้วหวังเพียง
แต่ว่าต้วนชิงหมิงจะไม่เสียใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากเกินไปก็พอแล้ว
ต้วนอวี้หรานแหงนหน้ามองท้องฟั้าอย่างเนิบช้าสายตาที่ชั่วร้ายของนางเปล่งแสงสว่างวาบออกมา ทั้งเย็นชาและ
โหดเหี้ยมเสมือนนักล่าที่กำลังกางกรงเล็บรอคอยเหยื่อเข้ามาติดกับเพื่อจะตะครุบให้สิ้นใจ
เยวี่ยหวาเห็นทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความตกใจไม่น้อยนางรีบยอบตัวทำความเคารพและขอตัวลาออกไป
ทันที
……
[1] โรคเฟิงหาน เป็นกลุ่มอาการเส้นลมปราณถูกลมเย็น มักมีอาการกลัวหนาวเจ็บปวดและรู้สึกเย็นที่แขนขา
แขนขาหดเกร็ง ผิวหนังซีดหรือเป็นสีม่วง