การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 4 ชมจันทร์ที่ศาลาไปั๋ถิง
เดิมทีในจวนว่างเปล่าแต่ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน แสงไฟจากคบเพลิงที่ทุกคนถือในมือส่องสว่างทั่วทุกพื้นที่สะท้อน
ให้เห็นถึงใบหน้าตื่นเต้นของทุกคนที่เตรียมพร้อมรับมือ
เสียงแหลมของแม่นมเถียนดังที่หน้าประตู
“ตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าฮูหยิน คุณหนูใหญ่รวมถึงบุตรชายที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ติดโรคร้ายทั้งหมดข้าได้
รับคำสั่งจากนายท่านให้จุดไฟเผา”
โรคร้าย!ใช้ไฟเผา
สุดท้ายต้วนชิงหมิงก็ไม่ถามเหตุผลว่าทำไมอีกต่อไป
“ฮ่าๆๆๆ”
ต้วนอวี้หรานเจ้าเชื่อเวรกรรมหรือไม่? ถ้าชาติหน้ามีจริงข้าจะเอาคืนเจ้าเป็นร้อยเท่าพันทวี ชาตินี้เป็นตาของเจ้า
ชาติหน้าต้องเป็นข้าข้าไม่มีวันให้อภัย!
แม้ข้ากลายเป็นผีและต่อให้ต้องอยู่ในนรกอเวจีข้า……ต้วนชิงหมิง ต้องแก้แค้นให้ถึงที่สุด
นางกอดสยาเอ๋อร์ที่สลบไสลไว้ในอ้อมอกพยายามมองไปยังประตูที่ถูกปิดไว้สองแม่ลูกถูกล้อมไปด้วยไฟ เลือด
พลันหลั่งออกมาจากดวงตาคู่นั้น
เปลวไฟขนาดใหญ่ถาโถมเข้ามาจากหน้าต่างเพียงครู่เดียวก็โอบล้อมห้องนี้ไว้ทั้งหมด
ควันไฟตลบฟุั้งเต็มห้องเพลิงอัคคีลุกโชนเสมือนถูกงูล้อมไว้ ไม่นานเสียงร้องของเด็กหญิงและเสียงคำสาปแช่ง
ทั้งหมดก็จมอยู่ในทะเลเพลิงจนไม่เหลือเสียงร้องใดๆ
ไฟที่แผดเผาทำให้ดวงตาแสบร้อนนางสำลักควัน หายใจไม่ออกแทบจนสิ้นหวัง
ไม่นานเปลวเพลิงก็ห้อมล้อมจนแทบกลืนกินสิ่งมีชีวิตทุกอย่างต้วนชิงหมิงใช้แรงฝืนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ท้องฟั้าใกล้รุ่งสางพอดีสายลมเย็นๆ พัดจากหน้าต่างมากระทบใบหน้านางจึงได้สติและรู้ว่าเสื้อของนางนั้นเปียก
ชุ่มไปหมด
ต้วนชิงหมิงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้น ฝันร้ายเมื่อครู่ทำให้นางปากคอแห้งผาก นางยกมือมาจับที่หน้า
นางกลับมาเกิดใหม่ได้สามวันแล้วภาพเหตุการณ์ในชาติที่แล้วกลับปรากฏในฝันนับครั้งมิถ้วน การตายด้วยความ
เคียดแค้นและสิ้นหวังทำให้นางแยกไม่ออกว่าอันไหนคือความฝัน อันไหนคือความจริง
ด้านนอกของม่านเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงง่วงเหงาหาวนอนพูดขึ้น “คุณหนูฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกม่านอย่างช้าๆพูดอย่างอิดโรย “ใช่ ช่วงนี้ข้ามักจะฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง”
มันเป็นฝันที่เลวร้ายมาก
เป็นฝันร้ายที่จะคงอยู่และเตือนสติข้าตลอดไปคนพวกนั้นที่ทำชั่วกับข้าและลูก ข้าไม่มีวันให้อภัย!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยกถ้วยนํ้าเก่าไปให้ต้วนชิงหมิงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “คุณหนูดื่มนํ้าเสียก่อนประเดี๋ยวฟั้าก็สว่าง
แล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงรับมาแต่ยังไม่ยอมดื่มความอุ่นชื้นจากถ้วยส่งผ่านมาที่มือไม่ต่างกับนํ้าตาที่อยากหาข้ออ้างในการ
ระบายผ่านไปสักพักจนลมหายใจกลับมาเป็นปกติ นางเงยหน้าขึ้นพูดนิ่งๆ “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ หาแม่นมหนิงเจอหรือยัง?”
แม่นมหนิงเป็นแม่นมของต้วนชิงหมิงที่เข้ามาพร้อมกับฮูหยินติงโหรวตอนแต่งเข้าจวนต้วน นางเป็นคนซื่อสัตย์
จงรักภักดีมองต้วนชิงหมิงเหมือนลูกของนางเอง แต่หลังจากที่ฮูหยินติงโหรวจากไปหลิวหรงก็ไล่คนที่เคยอยู่ข้างกายติง
โหรวไปหมด แม่นมหนิงที่ไม่รู้เรื่องก็ถูกหลิวหรงหมายหัวและขับออกจากจวนไป
ต้วนชิงหมิงยังจำได้ว่าชาติที่แล้วตอนแต่งเข้ามาก็พอจะได้ยินเรื่องของแม่นมหนิงว่ายังคอยคิดถึงนางอยู่ตลอดแต่
โชคร้ายที่นางอายุไม่ยืนรวมทั้งมีโรคประจำตัวนางจึงด่วนจากไปก่อนต้วนชิงหมิงแต่งงานเพียงหนึ่งปี
เรื่องนี้เองทำให้ต้วนชิงหมิงในชาติที่แล้วยังคงนึกเสียดายอยู่ในใจเสมอชาตินี้นางจะต้องตามหาแม่นมหนิงซึ่งเป็น
คนที่ดีต่อนางจริงๆ ให้เจอ
ปัญหาหลักคือนางไม่รู้จะเริ่มตามหาแม่นมหนิงจากที่ไหน?
ทว่าโชคยังดีที่ต้วนชิงหมิงยังมีความทรงจำในอดีตชาติหลงเหลืออยู่นางจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าหลังจากที่แม่
นมหนิงออกจากจวนต้วนก็เดินทางไปยังสถานที่หนึ่งชื่อว่า ‘หย่งเซี่ยง’ ที่นั่นนางรับซักผ้าเลี้ยงปากท้องโดยไม่ยอมกลับ
ไปบ้านเดิมเพราะอยากจะรู้ข่าวคราวของต้วนชิงหมิงมากกว่านี้
นางจะต้องตามแม่นมหนิงให้พบจนได้!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เมื่อได้ฟังคำพูดต้วนชิงหมิงอยู่นอกม่านก็คิดถึงแม่นมหนิงขึ้นมาเช่นกัน จึงถามเบาๆ ขึ้นว่า “คุณหนู
วางใจได้เจ้าค่ะบ่าวได้กำชับบ่าวชายหญิงให้สืบหาแล้ว อีกสองวันคงได้รู้เบาะแส”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับรู้วางถ้วยนํ้าไว้ข้างเตียงและลุกจากเตียงนอน
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยเก็บม่านและรับต้วนชิงหมิงนางมีเรื่องที่อึดอัดใจจึงถามขึ้นว่า “ฟั้ายังไม่สาง
เลยคุณหนูพักผ่อนอีกสักครู่เถอะเจ้าค่ะ”
ภายในห้องของต้วนชิงหมิงนอกจากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แล้วยังมีต้าชุ่ยและสาวใช้คนอื่นๆแต่สาวใช้เหล่านี้เป็นคนของ
หลิวหรงทั้งหมด ยกเว้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่โตมากับนาง ชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงไม่ค่อยจะชอบเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เสียเท่าไรเพราะ
รู้สึกว่าทำอะไรวุ่นวายเสียงดังจึงค่อยๆ เอาตัวออกห่าง ด้วยเหตุนี้ทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่รอดจากนํ้ามือต้วนอวี้หรานในเมื่อ
นางกลับมาเกิดใหม่แล้ว นางจะปกปั้องคนที่ดีต่อนางและหนึ่งในนั้นคือเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงลงจากเตียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จึงรีบช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องระหว่างนั้นต้วนชิงหมิงมองไปที่กระจก
พลางหรี่ตาลงเหมือนในใจกำลังวางแผนขณะที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หยิบอ่างนํ้ากำลังจะออกไป นางได้เอ่ยถามขึ้น “วันนี้วันอะไร
แล้ว?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบ “เรียนคุณหนู วันนี้เป็นวันที่สิบสี่เดือนแปดเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงตกใจวันที่สิบสี่เดือนแปดแล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ก็เป็นวันไหว้พระจันทร์แล้วสิ
ทุกคนในจวนต้วนต่างรู้ว่าวันไหว้พระจันทร์ของทุกปีเป็นวันพิเศษที่สุดซึ่งทุกคนจะต้องมาร่วมงานไม่สามารถขาด
ได้แม้แต่คนเดียว
กลับชาติมาเกิดได้เพียงสามวันต้วนชิงหมิงไม่ได้ออกจากห้องเลยดูท่าแล้วพรุ่งนี้จะต้องออกไปเจอหน้าหลิวหรง
เสียหน่อย
ผ่านไปแค่พริบตาเดียวก็ถึงวันไหว้พระจันทร์
ดวงจันทร์ในวันนี้ลอยเด่นสูงเหนือต้นหลิวถือเป็นช่วงสว่างที่สุดในปี สวนหลังจวนต้วนได้จัดเตรียมขนมไหว้
พระจันทร์ ผลไม้รวมถึงอาหารเลิศรสเต็มไปหมด
ศาลาเหลียงถิงตั้งอยู่กลางสวนดอกไม้จากจุดนี้สามารถมองเห็นดอกไม้ผลิบานได้สุดลูกหูลูกตาทั้งยังมองเห็น
พระจันทร์ลอยเคลื่อนเหนือต้นหลิวได้อย่างชัดเจน ตอนนี้ในศาลาเหลียงถิงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของ
เด็กๆหญิงสาวและชายหนุ่มต่างรวมกันอยู่ที่นี่
พระจันทร์ดวงใหญ่ลอยเหนือต้นหลิวพลันสว่างไสวจับใจ เมื่อแสงจันทร์สาดส่องมายังคนทั้งสามที่อยู่ในศาลาเหลี
ยงถิงทำให้คนที่มองมาดวงตาเป็นประกาย
ตรงหน้ามีชายหนุ่มรูปงามอายุราวสามสิบคิ้วหนาเข้ม ท่าทางสง่าผ่าเผย สวมเสื้อแขนยาวสีอ่อนที่เอวผูกด้วยหยก
ประจำกายดูแล้วสง่างามโดดเด่นไม่เหมือนใคร
บุรุษที่นั่งถัดลงมาอายุราวยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดส่วนฮูหยินนั้นมีดวงตาวาววับ ฟันเรียงตัวขาว ใบหน้างดงาม ผิวเรียบ
เนียนเหมือนหยกสะท้อนแสงปากรูปกระจับสีแดงธรรมชาติ แต่งหน้าอ่อนๆเมื่อกระทบแสงจันทร์นวลทำให้ดึงดูดคนที่
พบเห็น
ฮูหยินสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนตัดกับผิวสีขาวดูกลมกลืนกันแก้มสีแดงระเรื่อ สังเกตให้ดีจะรู้ได้ว่าชุดที่สวมอยู่
นั้นราคาไม่น้อยโดยเฉพาะบริเวณแขนเสื้อและหน้าอกล้วนขลิบทองโดยรอบดูสูงส่ง เสื้อด้านบน ช่วงเอวและกระโปรง
ล้วนปักรูปดอกเหมยสีแดงอย่างสลับซับซ้อนเป็นชั้นอย่างสวยงามทำให้ผู้คนที่เห็นรู้สึกเบิกบานใจ
สตรีนางนี้คืออี๋เหนียงหลิวหรงแห่งจวนต้วนและเป็นคนที่ต้วนเจิ้งโปรดปรานที่สุด แม้ว่ายังไม่ได้ตบแต่งเป็นฮูหยิน
ใหญ่ในจวนต้วนแต่ได้ดูแลจวนมาหลายปีจนเหมือนเป็นฮูหยินใหญ่โดยปริยาย