การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 407 ประตูสู่ความรํ่ารวย
ต้วนอวี้หรานทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ
ชายหนุ่มชุดดำไม่ได้เกลียดต้วนชิงหมิง เขาเพียงแต่เกลียดคนที่คอยอยู่ข้างหลังนางต่างหาก เพียงประโยคเดียวก็
เข้าใจทุกอย่างชัดเจน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็ไม่อยากให้ต้วนชิงหมิงกับคนที่คอยยืนอยู่ข้างหลังนางมีชีวิตที่สงบสุข
ทว่าต้วนอวี้หรานก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มชุดดำถึงได้จงเกลียดจงชังคนที่คอยยืนอยู่ข้างหลังต้วนชิงหมิงด้วย
ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างหลังนางเป็นใครต้วนอวี้หรานหาได้ให้ความสนใจไม่ เพราะนางสนใจเพียงให้ต้วนชิงหมิงพบเจอแต่
ความซวยเท่านั้น
“เฮ้อ! แล้วเมื่อไรกันที่เจ้าจะช่วยข้าจัดการต้วนชิงหมิง?” ต้วนอวี้หรานเอ่ยถามขึ้น
ชายหนุ่มชุดดำที่กำลังจะไปหยุดชะงักทันที หันไปมองเด็กสาว “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนของเจ้าอย่างนั้นหรือ ที่คอย
หาแต่วิธีเล่นงานไปเรื่อยเปือย หากข้าลงมือเมื่อไรย่อมไม่มีผิดพลาดเหมือนเจ้าแน่นอน”
ต้วนอวี้หรานได้แต่เม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไร
ไม่นานชายหนุ่มชุดดำก็สาวเท้าเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงพูดข้างหูต้วนอวี้หรานเสียงเบาทว่าชัดเจน “จำไว้ให้ดี ครั้ง
หน้าถ้าเจ้ายังทำอะไรโดยพลการอีก ข้าจะให้เจ้าชดใช้ให้สาสมกับสิ่งที่ทำ” พอพูดจบเขาก็กระโดดออกนอกหน้าต่างไป
ไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยปรากฏ
สีหน้าของต้วนอวี้หรานถึงกับชะงักไป
นี่เขากำลังข่มขู่นางหรือ? แต่น่าเสียดายที่นางไม่เคยหวาดกลัวในคำข่มขู่ของผู้ใดเลย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ต้วนอวี้หรานก็หันไปถ่มนํ้าลายลงหน้าต่าง “เชอะ! คนอย่างคุณหนูรองมิใช่ใครจะมาขู่กันได้ง่ายๆ
ข้าไม่มีทางปล่อยต้วนชิงหมิงไปเป็นอันขาด”
ถึงแม้ต้วนอวี้หรานจะไม่กลัวคำข่มขู่ แต่ว่านางกลัวการทรมานและการไม่มีลมหายใจอยู่ในโลกใบนี้มากกว่า
ฉะนั้นนางได้แต่ระบายลมหายใจส่ายหัวไปมาและพูดเสียงตํ่า “เฮ้อ! ช่างมันปะไร ข้าจะคอยดูพวกมันกัดกันเองก็
แล้วกัน!”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความแค้นเคืองชิงชังในใจต้วนอวี้หรานก็ถูกปลดปล่อยลง ไม่นานความง่วงเหงาหาวนอนได้บัง
เข้ามา นางถอดรองเท้าเดินขึ้นเตียงห่มผ้าแล้วหลับไปอย่างสบายใจ
กลับมาที่ต้วนอวี้ในเช้าวันถัดมา เขาแอบย่องออกไปนอกจวนต้วน เพื่อไปหาซานไล่จื่อกับทูจื่อที่ไม่ได้เรื่องได้ราว
ทั้งคู่ หลายวันมานี้ต้วนอวี้ขลุกอยู่แต่ในจวนต้วน แต่เพราะความซุกซนและดื้อรั้นห้ามไม่อยู่ เขาใช้ข้ออ้างออกไปทำธุระ
เป็นข้ออ้างในการออกไปนอกจวน
เปั้าหมายของเขาในวันนี้คือโรงนํ้าชาซานซิง ทว่าระหว่างที่เขาก้าวเท้าเดินขึ้นไปอย่างวางมาด สายตาพลัน
เหลือบไปเห็นซานไล่จื่อกับทูจื่อที่กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างร้อนรน ราวกับกำลังรอคอยใครสักคนจนร้อนใจ
ไปหมดแล้ว
ทว่าสายตาของซานไล่จื่อช่างเฉียบแหลม เมื่อเห็นต้วนอวี้ก็รีบตะโกนเรียก “คุณชาย! พวกเราอยู่ตรงนี้!”
ครั้งที่แล้วฝีมือของต้วนอวี้ช่างน่านับถือยิ่งนัก เขากล้าเรียกชื่อจริงขององค์ชายสามออกมาตรงๆ อีกทั้งยังกล้าสั่ง
ให้เหยียนหลิ่งอวี๋ทำตามในสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นในสายตาของซานไล่จื่อกับทูจื่อตอนนี้ ได้มองต้วนอวี้เป็นเทพเจ้าก็มิปาน
ซานไล่จื่อตะโกนเรียกชื่อเด็กน้อยเสียงดังลั่น จนผู้คนที่นั่งอยู่ในโรงนํ้าชาต่างมองไปที่เขา ด้วยคิดว่ามีต้วนอวี้คอย
สนับสนุน เขาจึงหันไปเลิกตาโตใส่คนที่มองมาด้วยความไม่พอใจ “จะดูอะไรกัน! ระวังข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมาให้
หมด”
เสียงเรียกที่ซานไล่จื่อตะโกนเมื่อครู่นี้ทำให้ทุกคนที่ได้ยินต่างมองมาด้วยความไม่สบอารมณ์ ต้วนอวี้เดินลงเท้า
“ตึงๆๆ” มาหยุดเบื้องหน้าอีกฝั่าย ใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากและตะโกนใส่หน้า “เจ้าตะโกนอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่รู้หรือว่า
นํ้าเสียงของเจ้ามันฟังแทบไม่ได้เลย”
แม้ต้วนอวี้จะตัวเล็กแต่พลังของเขาท่วมท้น หน้าผากของซานไล่จื่อในเวลานี้แดงกํ่าไปหมดแล้ว เขารีบยกมือขึ้น
มาปิดปากและหัวเราะคิกคัก “ข้าน้อยก็แค่อยากช่วยเพิ่มความน่าเกรงขามให้คุณชายก็เท่านั้นเอง!”
ต้วนอวี้มองตาขวาง “แล้วเหตุใด……ข้าถึงรู้สึกเหมือนเจ้ากำลังขุดหลุมพรางให้ข้ากระโดดลงไป!”
ครั้งนี้ต้วนอวี้แอบออกมาข้างนอกโดยไม่ให้ใครรู้ จึงไม่อยากทำอะไรให้เป็นที่สนใจ แต่ดูเจ้าซานไล่จื่อผู้นี้กลับ
ตะโกนแหกปากลั่นไปทั่วบริเวณ กลัวคนอื่นไม่รู้หรืออย่างไรกันว่าเขามาที่นี่ เช่นนั้นจะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร?
ด้านซานไล่จื่อหน้าซีดเซียวจนไม่กล้าพูดอะไร
ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า ‘ขุดหลุมพราง’ กลับนึกถึงหลุมทั้งสองที่ขุดในวันนั้น… ที่ชายชุดดำวิ่งกลับมาตกจนถึงแก่
ความตาย
ทูจื่อเป็นคนที่คิดอะไรก็พูดอย่างนั้นออกมาโดยตรง ไม่ว่าเขาคิดเรื่องอะไรอยู่ก็จะพูดออกมาตามนั้น
ยื่นหน้าออกมาเอ่ยถามขึ้น “คุณชาย ข้าน้อยอยากสอบถามท่านเสียหน่อย ในคํ่าคืนนั้นที่ใช้ให้พวกข้าน้อยขุด
หลุมทั้งสองด้วยระยะห่างแบบนั้น คุณชายจะต้องมีเทคนิคบางอย่างได้โปรดช่วยสอนพวกข้าน้อยด้วยขอรับ!”
ต้วนอวี้หันมองทูจื่อพร้อมกับนึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นได้ เขายกนิ้วโปั้งขึ้นปัดปลายจมูกก่อนจะพูดขึ้น
“อ๋อ เรื่องนั้นข้าเรียนมาจากโจวปั๋อทงน่ะ”
ทูจื่อที่ได้ฟังก็รีบถามอย่างสนใจ “คุณชายอย่างนั้น โจวปั๋อทงผู้นี้คือใครกัน? เก่งกาจมากหรือไม่? จะไปหาเขา
ได้ที่ไหนขอรับ?”
ต้วนอวี้อดไม่ได้ที่จะยู่ปาก… เขาจะไปรู้ได้อย่างไร โจวปั๋อทงเป็นเพียงชื่อคนในนิยายที่ขี่ม้าเหาะเหินเดินอากาศไป
ทั่ว อีกอย่างต่อให้มีจริง ต้วนอวี้ก็ไม่มีทางบอกทูจื่อหรอก
แต่การบอกไปตรงๆ นั้นอาจเสียชื่อได้ เขาจึงต้องคิดหาวิธีหลอกทูจื่อให้สำเร็จ จากนั้นค่อยๆ ผัดผ่อนในการบอก
ความจริงไปเรื่อยๆ
เมื่อต้วนอวี้คิดหาอุบายได้ก็ยืดตัวตรง หันไปมองทูจื่อ พูดอย่างเป็นการเป็นงานว่า “โจวปั๋อทงเป็นคนที่มีวรยุทธ์
สูงส่ง เมื่อก่อนข้าเคยได้รํ่าเรียนวิชาจากเขามา ขอเพียงเจ้าเชื่อฟังข้า หากมีโอกาสข้าจะพาเจ้าไปหาโจวปั๋อทง”
ทันทีที่ทูจื่อได้ฟังดวงตาก็ลุกวาวขึ้นมาและพยักหน้ารับทราบ “ข้ายอมทำตามคุณชายทุกอย่างขอรับ”
ทูจื่อคิดวางแผนอยู่ในใจ… คุณชายต้วนอวี้ได้รํ่าเรียนวิชากับท่านโจวปั๋อทงได้ไม่นานก็มีความสามารถถึงเพียงนี้
ถ้าเขาได้รํ่าเรียนขึ้นมาบ้างก็อาจกลายเป็นยอดคนในแผ่นดินนี้ ที่ไม่ต้องกลัวใครมาข่มเหงรังแกอีกต่อไป
ทางด้านซานไล่จื่อ เมื่อเห็นทูจื่อหมกมุ่นอยู่กับการถามเรื่องโจวปั๋อทงไม่หยุดก็ได้สติขึ้นมา เมื่อครู่นี้ซานไล่จื่อถูกต้
วนอวี้ต่อว่าไปหลายประโยค เขาจึงถามต้วนอวี้อย่างสงสัยว่า “คุณชาย เหตุใดวันนี้ถึงมีเวลาออกมาข้างนอกได้ละ
ขอรับ?”
หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋สั่งให้ลูกน้องจับตัวซานไล่จื่อกับทูจื่อมาขังไว้ในคุกหลวงอยู่สองสามวัน เมื่อพวกเขาออก
มาจากคุกหลวงก็มีจดหมายจากต้วนอวี้ส่งมาให้ พวกเขาทั้งสองคนจึงรีบเร่งฝีเท้ามาที่โรงนํ้าชาซานซิงแห่งนี้
ต้วนอวี้มองตาขวางไปที่ซานไล่จื่อ “ซานไล่จื่อ! ข้าวในคุกหลวงอร่อยหรือไม่?”
ต้วนอวี้อยากให้เหยียนหลิ่งอวี๋ช่วยสั่งสอนซานไล่จื่อให้นานกว่านี้เสียหน่อย แต่ใครจะไปนึกออกว่าเหยียนหลิ่งอวี๋
ขี้เกียจสั่งสอนจึงจับทั้งสองคนโยนเข้าไปในคุกหลวง พอผ่านไปสองวันต้วนอวี้อยากพบหน้าสองคนนี้จึงเขียนจดหมาย
บอกเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาจึงปล่อยจับซานไล่จื่อกับทูจื่อโยนออกมา เพราะฉะนั้นต้วนอวี้จึงถามซานไล่จื่อว่าข้าวในคุกนั้น
อร่อยหรือไม่
อีกฝั่ายได้ยินสีหน้าก็ถอดสี
เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่ารสชาติอาหารในคุกนั้นสุนัขยังไม่รับประทาน ซานไล่จื่อไม่อยากหวนนึกระลึกถึงรสชาตินั้น
ตอนที่เขาถูกโยนเข้าไปในคุกหลวงก็โดนคนในนั้นชกต่อยจนเสื้อถูกคนร่างใหญ่กว่าฉีกจนขาด พวกเขาทั้งสองคนกลาย
เป็นกระสอบทรายให้คนในนั้น พอให้คิดถึงเรื่องในคุกหลวง ซานไล่จื่อก็เข็ดขยาดจนตัวสั่น
ยิ่งไปกว่านั้นการที่เขาทั้งสองคนต้องไปติดคุกหลวงก็เพราะต้วนอวี้เป็นเหตุ สีหน้าของซานไล่จื่อก็ไม่สู้ดีและไม่
กล้าต่อว่าออกมาตรงๆ ซานไล่จื่อได้ตอบอย่างตะกุกตะกัก “คุณชาย เอาตามความจริง ข้าวในคุกหลวงนั้นไม่อร่อยสัก
นิดเดียวเลยขอรับ!”
ต้วนอวี้ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าซานไล่จื่อจะตอบแบบนี้ เขาจึงเอาแต่อมยิ้มไม่พูด กวักมือเรียกให้เอาของนํ้าชาและว่าง
ขึ้นมาวางบนโต๊ะให้ซานไล่จื่อกับทูจื่อกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
เด็กน้อยมองทั้งสองคนกินอย่างตะกละตะกลามจนไม่เหลือ เอ่ยถามคำถามเดิมขึ้นมาอีกครั้ง “ซานไล่จื่อ ทูจื่อ
วันนี้ข้ามาหาพวกเจ้าทั้งสองเพื่อจะมาบอกประตูสู่ความรํ่ารวย ไม่รู้ว่าพวกเจ้าสนใจบ้างหรือไม่?”
ประตูสู่ความรํ่ารวย???
อีกทั้งยังทำกับคนที่กล้าเรียกชื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ออกมาตรงๆ โดยมิหวาดกลัวอีก
แววตาของซานไล่จื่อกับทูจื่อจึงลุกประกายขึ้นมา ขณะเดียวกันก็พยักหน้าตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน “ได้
ขอรับ ได้ขอรับคุณชาย พวกเราสนใจเป็นที่สุดขอรับ!”