การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 409 ต้วนอวี้แก้แค้น
ซานไล่จื่อกับทูจื่อเริ่มเข้าใจนิสัยของต้วนอวี้แล้วหลังจากที่ได้รู้จักเขามาระยะหนึ่งเวลาที่เขาใจดีจะไม่มีความน่า
กลัว แต่เมื่อใดที่ไม่พอใจต่อให้พูดอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่าง
ในเวลานี้ทั้งสองคนจะต้องอาศัยเจ้านายคนใหม่อย่างต้วนอวี้จึงไม่กล้าทำให้เขาโกรธเคือง
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ผ่านมาต้วนอวี้ได้ดูแลพวกเขาทั้งสองคนเป็นอย่างดีทั้งยังให้เงินมาใช้ก่อนล่วงหน้า ดังนั้นแทนที่จะ
อยู่ที่นี่พูดอะไรไปเรื่อยเปือยไม่สู้รีบกลับไปหาอะไรอร่อยๆกินและนอนหลับอย่างสุขสบายเสียดีกว่า
เมื่อซานไล่จื่อกับทูจื่อเห็นท่าทางของต้วนอวี้ละม้ายรำคาญพวกเขาอยู่ในทีก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด รีบขอตัว
ลากลับออกไปทันที
ตอนที่ต้วนอวี้ควักเงินออกมาห้าตำลึงนั้นซานไล่จื่อรีบคว้าไปก่อนสองตำลึง ส่วนอีกสามตำลึงที่เหลือก็ถูกซานไล่
จื่อคว้าไปอีกเพราะทูจื่อนั้นคุ้นชินกับการอยู่กับซานไล่จื่อแล้ว เรื่องเงินทองจึงให้เขาเป็นคนดูแล
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเดินลงบันไดไปทูจื่อได้ชะงักฝีเท้าแล้วพูดขอร้องเสียงเบาขึ้นมา “พี่ซานไล่จื่ออย่างนั้น พี่
พอจะแบ่งเงินให้ข้าสักสองตำลึงเพื่อไปฉลองวันตรุษจีนจะได้หรือไม่?”
ซานไล่จื่อเมื่อได้ยินที่ทูจื่อพูดถึงเรื่องเงินก็ด่าเขากลับไปอย่างแรงแล้วโยนเงินให้ไปหนึ่งตำลึง “เจ้าพูดอะไรของ
เจ้า กลัวว่าข้าจะโกงเจ้าอย่างนั้นหรือ? อ่ะ เอาเงินนี่ไปซื้อของให้แม่กับน้องสาวเจ้าซะ”
ทูจื่อรีบคว้าเงินหนึ่งตำลึงนั้นมาด้วยความรู้สึกว่าน้อยนิดเกินไปแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
อีกฝั่ายเห็นเช่นนั้นก็รีบหยิบเงินอีกหนึ่งตำลึงออกมาแล้วยัดใส่ไปในมือของทูจื่อ “แล้วก็เอาเงินนี่ไปตัดเสื้อผ้าใหม่
ให้กับแม่และน้องสาวของเจ้า!”
ทูจื่อคลี่ยิ้มกว้างออกมา แล้วเดินตามซานไล่จื่อออกไปติดๆ
ต้วนอวี้ได้แต่ส่ายหน้าไปมาช้าๆเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า
ดูท่าทูจื่อเป็นคนที่พูดง่ายไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากจึงน่าจะเอาอยู่ได้ไม่ยากแต่ซานไล่จื่อที่ดูออกจะโลภมากไปเสีย
หน่อยซึ่งคนโลภอย่างเขานั้นคงยากที่จะควบคุมให้เชื่อฟัง
สำหรับเรื่องของเงินนั้น… ฮ่า ฮ่าฮ่า
ต้วนอวี้ยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย…ต้วนอวี้หราน เจ้าบังอาจให้คนมาจับตัวข้า! เช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้าได้ชดใช้
อย่างสาสมกับที่หมายจะเอาชีวิตข้าเขาไม่ได้ต้องการชีวิตของนางแต่กลับต้องการเงิน หากใช้เงินมาแลกกับคนคนนั้นต้
วนอวี้หรานย่อมไม่มีอย่างแน่นอนแต่ว่าหลิวหรงที่จัดการดูแลจวนต้วนมานานหลายปีคงมีเงินเก็บซ่อนอยู่ไม่น้อย ถึงเวลา
ที่นางต้องควักเงินก้อนใหญ่ออกมาบ้างแล้ว
ทว่าหลิวหรงไม่ได้ออกจากเรือนมาบ่อยนักในช่วงนี้ส่วนต้วนอวี้หรานยังคงถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนดูท่าแล้ว
หลังจากที่เขากลับจวนไปคงต้องหาวิธีช่วยยกเลิกการกักบริเวณของต้วนอวี้หรานให้เร็วที่สุด
เด็กน้อยคิดไปพลางก้มหน้าจิบนํ้าชาไปอย่างเงียบๆเพียงผู้เดียว
บัดนี้เขาแสร้งทำเป็นจิบนํ้าชาอย่างเงียบสงบทว่าหูกลับผึ่งขึ้นมาเพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่สองคนที่มาใหม่กำลังสนทนากัน
อย่างตั้งใจทุกคำพูด
ทว่าไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาเสียงของคนหนึ่งพูดอย่างกังวลใจอีกคนพูดอย่าง
ร้อนรนใจ ต้วนอวี้ผินหน้าแอบชำเลืองมองมาน้อยๆเขาพบว่าคนแรกสวมชุดสีม่วงและผ้าคลุมสีแดง
จากมุมที่ต้วนอวี้นั่งอยู่สามารถมองเห็นบนเสื้อได้ปักด้วยด้ายทองอีกทั้งที่หัวประดับด้วยหยกและอัญมณีสะท้อน
แสงต่างๆ สาวน้อยท่าทางอายุสิบกว่าปีใบหน้างดงามสมส่วนโหวงเฮ้งดี แต่กลับเต็มไปด้วยความยโสโอหัง`
สาวน้อยที่เดินกระแทกเท้าเสียงดังลั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากองค์หญิงจิ่นซิ่ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วเดินลงส้นเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้านหลังของนางมีชายหนุ่มติดตามมาด้วยคนหนึ่ง…องค์หญิงจิ่น
ซิ่วสวมเสื้อผ้าฝั้ายสีแดงเข้ม ตรงแขนเสื้อ ปกเสื้อ และชายเสื้อต่างปักลายดอกไม้อย่างวิจิตรด้วยด้ายทองด้านนอกสวม
ชุดคลุมขนสุนัขจิ้งจอกที่ขาวบริสุทธิ์ เดินอรชรอ้อนแอ้นขึ้นมาอย่างนวยนาด…ส่วนชายหนุ่มที่ตามมาจากด้านหลังใบหน้า
แม้จะดูดี ทว่าภายในแววตากลับมองเห็นจิตใจที่คับแคบและคิดเล่นงานคนอื่นปรากฏออกมา
ต้วนอวี้รู้จักและสนิทสนมทั้งสองคนเป็นอย่างดีชายหนุ่มคนนี้ก็คือองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
“น้องสาววางใจได้ เรื่องของหลิวยวนนั้นพี่ชายคนนี้ได้เตรียมแผนการไว้เรียบร้อยแล้วเมื่อถึงวันที่ต้องเข้าวังไป
งานเลี้ยงเฉลิมฉลองน้องสาวก็สนใจหลิวยวนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว อย่างไรเสียเขาก็หนีไม่รอด” ทันทีที่ได้ยินองค์หญิงจิ่น
ซิ่วพูดออกมาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็ตั้งใจกดเสียงพูดให้ตํ่าลงราวกับกลัวคนอื่นมาแอบได้ยินทว่าต้วนอวี้กลับได้ยินชัดทุก
ถ้อยคำ
งานเลี้ยงเฉลิมฉลองในวังหมายถึงการไปร่วมเฉลิมฉลองงานเลี้ยงวันตรุษจีนของเหล่าบรรดาขุนนางหลิวยวนยัง
ไม่ได้มีตำแหน่งในราชสำนักจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าร่วมแต่ว่าฟังจากที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดออกมาราวกับต้องการ
สื่อว่าเขาได้คิดวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อจัดการหลิวยวนแล้ว
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ได้ฟังเหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดพลันดีใจจนหัวใจเต้นแรง “สิ่งที่ท่านพี่พูดออกมาเป็นจริงหรือเจ้าคะ?”
เป็นที่รู้กันในวังหลวงว่าเรื่องการเสียชีวิตของหนิวไปั๋นั้นอาจเป็นฝีมือขององค์หญิงจิ่นซิ่วจนบรรดานางในต่างเอา
ไปซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปากเนื่องจากองค์หญิงไม่พอใจว่าที่ราชบุตรเขยผู้นี้จึงวางแผนกำจัดให้พ้นทาง
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้สนใจคำซุบซิบนินทาพวกนั้นแม้แต่น้อยแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าราชวงศ์จะไม่สนใจวันนี้
ฮองเฮาได้เรียกตัวองค์หญิงจิ่นซิ่วมาพบเพื่อพูดสั่งสอนไปยกใหญ่ว่าให้นางทำอะไรอย่าให้เกินตัวต้องรู้จักสำรวมเก็บ
อาการไว้บ้างคำซุบซิบนินทาเหล่านี้หากเข้าไปถึงพระกรรณของพระพันปี มีหวังต้องโดนลงโทษ!
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังที่ฮองเฮาตำหนิก็โกรธจนลมออกหูกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจและวิ่งจากไปทันที ประจวบ
เหมาะกับที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังจะออกจากวังหลวงไปธุระด้านนอกพอดีนางจึงขอร้องให้เขาพาออกไปด้วย
เหตุผลที่องค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการออกจากวังหลวงนั้นเป็นเพราะต้องการตามหาหลิวยวนโดยที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมิ
อาจทัดทานนางได้ จึงได้แต่พูดโน้มน้าวให้นางมาที่โรงนํ้าชาซานซิงก่อน
ในตอนนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วที่กำลังเอาแต่ใจไม่ฟังใคร…นางหาได้กลัวเรื่องราวยุ่งยากที่จะตามมา
ไม่ คิดแต่เรื่องจะไปพบหน้าหลิวยวนเพียงอย่างเดียว…การที่จะเข้าไปจวนเสนาบดีของหลิวจื๋อนั้นเป็นสิ่งที่ยาก ต่อให้บุก
เข้าไปได้จริง สิ่งนี้ย่อมทำลายชื่อเสียงขององค์หญิงจิ่นซิ่วให้ด่างพร้อยได้เอาเข้าจริงเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ได้สนใจชื่อเสียง
ขององค์หญิงจิ่นซิ่วมากเท่าไรนักแต่เวลานี้เขากับองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ลงเรือลำเดียวกันแล้วถ้ามีคนหนึ่งได้ดีก็ดีไปด้วยกัน
แต่ถ้ามีคนหนึ่งเสียขึ้นมาก็ต้องเสียตามกันไปด้วยเพราะฉะนั้นนางจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นเป็นอันขาด
“พี่ชายเคยพูดโกหกตั้งแต่เมื่อไรล่ะ!” อีกฝั่ายเริ่มพูดด้วยนํ้าเสียงที่ไม่ค่อยสบอารมณ์และไม่พอใจในความสงสัยที่
องค์หญิงจิ่นซิ่วมีต่อเขาขึ้นมา
ใช่แล้วเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่เคยกลืนนํ้าลายในสิ่งที่เคยพูดกับนางนอกจากพวกเขาจะมีมารดาคนเดียวกันแล้วสิ่งที่
สำคัญมากกว่านั้นคือถ้าหลิวยวนได้อภิเษกองค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่นานจวนเสนาบดีย่อมอยู่ในกำมือของเขา
องค์หญิงจิ่นซิ่วรีบแกล้งพูดงอนๆออกไป “พี่ชายวางใจได้ ถ้าข้าได้แต่งกับหลิวยวนจริงตระกูลหลิวทั้งหมดย่อม
เป็นคนของท่านพี่”
ทั้งสองคนเดินไปคุยไปจนขึ้นมาถึงชั้นที่สองของโรงนํ้าชาซานซิงแต่เนื่องจากตำแหน่งที่ต้วนอวี้นั่งอยู่ในมุมลับตา
คน ทำให้พวกเขามองไม่เห็นเด็กน้อยทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะบังเอิญหรือตั้งใจพวกเขากลับเดินมานั่งโต๊ะไม่ห่างกับที่เด็ก
ชายนั่งอยู่
อย่างนี้ไม่ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะพูดถึงใครก็ตามต้วนอวี้ก็สามารถได้ยินชัดเจนโดยไม่ต้องเปลือง
แรง