การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 410-411 ความคิดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เมื่อพูดเรื่องหลิวยวนจนจบองค์หญิงจิ่นซิ่วและเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระในวังหลวงระหว่างที่พูดไป
พูดมานั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วก็ดันพูดถึงฮองเฮาขึ้นมาที่เอาแต่ต่อว่านางซึ่งเรื่องนี้ต้วนอวี้ไม่ได้สนใจฟังเพราะไม่เกี่ยวข้องกับ
เขาแม้แต่นิดเดียว
เดิมทีต้วนอวี้ไม่ได้สนใจเรื่องขององค์หญิงจิ่นซิ่วแม้แต่น้อยจึงรำคาญที่จะต้องทนฟังต่อไปแม้ว่าจะรู้สึกเบื่อหน่าย
เต็มประดา
ทว่าจู่ๆนางก็ดันเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่ากำลังเตรียมรับต้วนชิงหมิงเข้ามาอยู่ในวังหลังอย่างนั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเกิดมีใจปฏิพัทธ์ต่อต้วนชิงหมิง?
คำพูดนี้ได้สร้างความตกใจเหมือนสายฟั้าฟาดลงมากลางศีรษะของต้วนอวี้
เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยต้วนชิงหมิงไปขัดหูขัดตาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มิใช่น้อยประการแรกคือต้วนชิงหมิงไม่ได้มีใจเข้าไปอยู่ในราชวังประการต่อมา
คือเหยียนหลิ่งเจวี๋ยผู้นี้ถือดีอะไรมาคิดไม่ซื่อกับต้วนชิงหมิง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ต้วนอวี้จึงรวบรวมสมาธิตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกับองค์หญิงจิ่นซิ่วสนทนากัน
คำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วทำให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยนึกถึงบทสนทนาที่เขาพูดกับฮองเฮาขึ้นมา
ในวันนั้นหลังจากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไปเข้าเฝั้าฮองเฮาพระองค์ได้เอ่ยถามขึ้น “ได้ยินมาว่าหวงเอ๋อร์ยังมิสามารถตัด
ใจจากต้วนชิงหมิงได้อย่างนั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพยักหน้าอย่างตั้งใจอยู่หลายครั้ง “ลูกคิดจะใช้โอกาสวันเกิดของนางที่ดอกบัวได้ผลิบาน
ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายมาเป็นข้ออ้างเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาได้แต่แย้มพระสรวลออกมาอย่างสำราญพระทัย “บุตรชายของข้าเป็นถึงองค์ชายใหญ่และจะได้สืบราช
บัลลังก์ มีหรือจะสนใจเรื่องพวกนี้?”
ฮองเฮาต้องการพูดลองใจเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงหันมามองและแย้มสรวลขึ้นมาเล็กน้อย “องค์ชายของเปินกงมีหญิง
ที่ชอบแล้ว วันไหนมีเวลาก็พาหญิงผู้นั้นเข้ามาให้เปินกงดูหน้าบ้างแล้วกัน?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนจะตอบกลับไป “อันที่จริงลูกก็เจอนางเพียงสองครั้ง แต่ละครั้งที่เจอ นาง
มักจะมีเรื่องให้ลูกต้องแปลกใจอยู่เสมอแต่ว่าลูกกลับมองเห็นความพิเศษในตัวของนางพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาถูกใจต้วนชิงหมิงขึ้นมาแล้ว ถ้าเขาสามารถพิชิตหัวใจของนางได้ก่อน คงทำให้เห
ยียนหลิ่งอวี๋ต้องกระอักเลือดอกแตกตายเป็นแน่
สิ่งเหล่านี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้แต่คิดในใจไม่กล้าพูดออกมาอย่างไรเสียในพระทัยของฮองเฮาก็ยังเห็นว่าเขาเป็น
โอรสของนาง ไม่ได้เป็นโอรสของสนมที่จากไปแล้วอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋หากจะเทียบชั้นกันแล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยย่อมสูง
ศักดิ์กว่าเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นไหนๆ
แต่ว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็รู้จักความน่ากลัวของเหยียนหลิ่งอวี๋จึงพยายามสกัดกั้นเขาในทุกวิถีทาง
หลังจากที่ได้ฟังเหยียนหลิ่งเจวี๋ยตอบกลับสีหน้าของฮองเฮาจึงเคร่งขรึมขึ้นมา
เป็นที่รู้กันว่าการได้เกิดอยู่ในราชวงศ์นั้นมีทั้งเกียรติยศและความน่าเศร้าในเวลาเดียวกันในฐานะองค์ชายและ
องค์หญิง อนาคตกลับไม่ได้อยู่ในมือของตนเองต่อให้ต้องอภิเษกสมรสก็ไม่สามารถเป็นไปตามที่ใจปรารถนาได้ ต้องคำนึง
ถึงผลประโยชน์บ้านเมืองมาก่อนฉะนั้นชายาของบรรดาองค์ชายทั้งหลายอาจไม่ใช่คนที่พวกเขาชอบพอมากที่สุด ทว่า
สามารถช่วยให้วันข้างหน้าของเขามีตระกูลเหล่านั้นช่วยสนับสนุนและสามารถตัดสินได้ว่าชีวิตจะรุ่งโรจน์หรือดับสูญ
เพื่อสิ่งนี้ฮองเฮาจึงอยากช่วยเสาะหาพระฉายาที่เหมาะสมให้กับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย คอยบอกยํ้าให้เขาเริ่มใส่ใจมอง
หาเพื่อจะได้ใช้เป็นแรงสนับสนุนเพื่อให้รู้สึกอยากได้แย่งชิงบัลลังก์ขึ้นมาการได้อภิเษกสมรสและใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงนั้น
มีแต่ความโดดเดี่ยวและเดียวดาย จุดนี้ฮองเฮาเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งแต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยผู้ไม่เคยลุ่มหลงต่อการยั่วยวนของ
หญิงสาวกลับเกิดความสนใจต่อหญิงสาวคนหนึ่งขึ้นมา ทำให้จิตใจของฮองเฮาเริ่มไม่สงบแล้ว
ถ้าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยถูกใจรักใคร่กับลูกขุนนางที่มีอำนาจบารมีในราชสำนักนางจะไม่ขัดข้องเลย แต่ปัญหาในเวลา
นี้คือเขาชอบพอกับบุตรสาวของอาลักษณ์ผู้ตํ่าต้อย และยังเป็นบุตรสาวภรรยาเอกที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงอีกด้วย
ทว่านางมิอยากเอาเรื่องนี้มาสร้างความหมางเมินกับองค์ชายผู้เป็นโอรสกล่าวออกมา “เอาล่ะ เปินกงจะให้คนไป
ตามสืบว่าหญิงสาวผู้นี้มีนิสัยใจคอเช่นไร”
นางรู้จักนิสัยของบุตรชายเป็นอย่างดีส่วนเขาเองก็เข้าใจมารดาเป็นอย่างดีเช่นกัน ถ้าต้วนชิงหมิงจะต้องมาใช้ชีวิต
อยู่ในวังหลังแห่งนี้ต้องผ่านด่านฮองเฮาให้ได้เสียก่อนโชคยังดีที่ต้วนชิงหมิงไม่ใช่ผู้โง่เขลาเบาปัญญาดังนั้นต่อให้ฮองเฮา
ทราบประวัติของนางก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
ในขณะที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังครุ่นคิดพลางแอบเหลือบตามองฮองเฮาที่กำลังวางมาดอยู่ “ท่านแม่ ต้วนชิงหมิง
ผู้นั้นอายุยังน้อย พบเจอโลกภายนอกมาไม่มาก แต่ก็คงอบรมสั่งสอนได้ไม่ยากขอให้ท่านแม่อย่าได้รีบร้อนกับนางก็พอ
พ่ะย่ะค่ะ”
จู่ๆฮองเฮาก็รู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยออกหน้ามาขอร้องแทนหญิงสาวแสดงว่านางผู้นี้จะต้องได้รับความใส่ใจจากเหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยอย่างมากซึ่งจุดนี้ไม่ว่าอย่างไรนางไม่มีทางยอมรับได้
เพียงแต่ฮองเฮาเลือกเก็บซ่อนความไม่พอใจไว้ภายในใจไม่แสดงออกมาแม้แต่น้อย ไม่ว่าต้วนชิงหมิงผู้นี้จะถูกใจ
นางหรือไม่ นางจะไม่ยอมให้ต้วนชิงหมิงมาปรากฏตัวเบื้องหน้าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเด็ดขาด
ทุกคนในวังหลังต่างรู้ดีว่าฮองเฮาเป็นผู้กุมอำนาจวังหลังทั้งหมดทุกเรื่องต้องผ่านสายพระเนตรของพระองค์เป็น
อันดับแรกหากฮองเฮาไม่พอพระทัยให้ต้วนชิงหมิงเข้าวังต่อให้นางติดปีกอยากโบยบินเข้ามาก็ไม่มีทางเข้าวังมาได้
ผู้เป็นมารดาได้แต่อมยิ้มและพยักหน้ารับ “หวงเอ๋อร์วางใจได้”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหันหน้าไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้องค์หญิงจิ่นซิ่วเมื่อหวนระลึกถึงบทสนทนากับฮองเฮา “ใช่แล้ว พี่
ได้รายงานท่านแม่แล้วท่านแม่จึงอยากให้นางมาลองเป็นสนมดูก่อน”
พอต้วนอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็เอาแต่หัวเราะคิกคักอยู่ภายในใจต่อให้เป็นชายาเอก เขาก็มั่นใจว่าพี่สาวของเขาไม่มีทาง
สนใจไยดีแม้แต่น้อย แต่ทว่า แม้จะรู้อีกฝั่ายกำลังคิดอะไรเด็กน้อยกลับตั้งใจฟังต่อไป
เรื่องที่ฮองเฮากับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยากรับต้วนชิงหมิงเป็นสนมนั้นต้วนอวี้มั่นใจเป็นที่สุดว่าให้หัวเด็ดตีนขาด
อย่างไร นางก็ไม่มีทางยอม นางจะต้องคิดหาวิธีต่างๆนานาเพื่อจะใช้เป็นข้ออ้างปฏิเสธการเข้าวังหลัง ทำทุกวิถีทางให้
ฮองเฮาไม่พอพระทัย หรือทำให้ชื่อเสียงของตัวนางเองปั่นปีถึงตอนนั้นความคิดที่จะพาต้วนชิงหมิงเข้าวังหลังก็ย่อมเป็น
โมฆะ
ถึงอย่างไรต้วนชิงหมิงก็สามารถหาวิธีเอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้ต้วนอวี้อมยิ้มขึ้นมาครู่เดียวก็ขมวดมุ่นคิ้วขึ้นมาอีก
ครา หายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเรื่องอื่นกำลังผุดขึ้นมาในหัวอีกเรื่องเขารีบหลบไปในมุมลับตาพร้อมกับคิดหาวิธีที่จะสั่งสอน
สองคนนี้ที่คิดหมายเล่นงานหลิวยวนกับต้วนชิงหมิง
ทว่าใบหูยังได้ยินสิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูด “อันที่จริงต้วนชิงหมิงอายุยังน้อย ข้ายินดีที่จะรอนางอีกสองสามปีแต่ปี
หน้าจะครบรอบสามปีที่ฝั่าบาทเลือกหญิงงามเข้าวังหลัง ข้าอยากใช้เรื่องนี้ผสมโรงขอร้องให้ท่านแม่กำหนดเรื่องของต้วน
ชิงหมิงให้เป็นรูปเป็นร่างเสียทีเดียว”
ปีหน้าจะครบรอบสามปีที่จะต้องเลือกหญิงงามเข้าวังหลังถึงแม้ต้วนชิงหมิงยังอายุน้อยทว่าใครจะล่วงรู้อนาคตได้
ว่าจะไม่เกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมายอะไรขึ้นก่อน
ระหว่างที่พูดสายตาของเขาก็ปรากฏความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับนํ้าแข็งเย็นเฉียบที่กำลัง
หลอมละลายลงอย่างรวดเร็ว
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยนึกถึงเด็กสาวอายุสิบปีฉีกยิ้มจนดวงตาหยาดเยิ้มมองมาที่เขา ไม่ว่าเด็กสาวผู้นั้นจะขยับตัวหรือมี
อิริยาบถแบบไหนรอยยิ้มของนางก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของเขามิเสื่อมคลาย
ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เขาเกิดสนใจต้วนชิงหมิงขึ้นมาแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วเห็นแววตาของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมีแต่ต้วนชิงหมิงก็บ่นพึมพำขึ้นมา “ต้วนชิงหมิงมีอะไรดี? แค่
หลิวยวนเห็นนางดีก็ยังพอทนไหวแต่นี่พี่ใหญ่ยังเห็นนางดีไปด้วยอีกคนอย่างนั้นหรือ?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยมององค์หญิงจิ่นซิ่วตาขวาง “ความดีของหญิงสาวคนหนึ่ง มีหรือที่หญิงสาวอีกคนจะมองเห็น
ได้?”
ทันใดนั้นความไม่พอใจขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้ปรากฏออกมาจากสายตาทว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยกำลังนึกถึงนางในฝัน
อยู่จึงไม่ทันได้สังเกต
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพูดอย่างจริงจัง “ใช่แล้วต่อไปถ้าเจ้าเจอต้วนชิงห
มิงเข้า อย่าได้กลั่นแกล้งนาง เข้าใจหรือไม่!”