การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 412 เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเสียเปรียบ
เงินหนึ่งตำลึงในมือของเถ้าแก่ช่างเป็นที่ล่อตาล่อใจจนทำให้เสี่ยวเอ้อร์ตาลุกวาว
เงินจำนวนนี้แม้จะไม่ได้มากมายสำหรับเถ้าแก่แต่สำหรับเสี่ยวเอ้อร์ที่ทำงานในโรงนํ้าชานั้นเงินเดือนในแต่ละ
เดือนยังไม่ถึงหนึ่งตำลึงถ้าเถ้าแก่แย่งเงินที่เก็บได้ไปก็เท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนกว่าของเสี่ยวเอ้อร์ในร้านคนหนึ่งเลย
สำหรับคนที่เก็บเล็กผสมน้อย เงินหนึ่งหรือสองตำลึงนับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ทว่าเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังจ้องมองอยู่ไม่ได้
เป็นคนที่ประหยัดมัธยัสถ์และมักจะนำเงินเดือนของเดือนหน้าที่ยังไม่ได้จ่ายมาใช้ก่อนจนหมดแล้วบัดนี้เถ้าแก่จำได้
แม่นยำว่าเสี่ยวเอ้อร์คนนี้เบิกเงินล่วงหน้าไปใช้ก่อนแล้วถึงสองเดือนเต็มๆ
หากเสี่ยวเอ้อร์เก็บเงินหนึ่งตำลึงที่ตกอยู่บนพื้นเข้ากระเปั๋าไปแล้วนั้นเถ้าแก่เชื่อว่าไม่มีทางที่เขาจะนำเงินมาใช้หนี้
ตนเองอย่างแน่นอน
ทว่าโรงนํ้าชาซานซิงมีทำเลที่ตั้งดีรวมถึงที่นี่ยังใช้ใบชาที่มีคุณภาพทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง อดไม่ได้ที่คู่แข่งร้าน
อื่นมักไม่พอใจและใช้วิธีการต่างๆทำลายชื่อเสียงของร้าน เถ้าแก่ได้แต่ถอนหายใจกับวิธีการสารพัดที่อีกฝั่ายใช้แย่งลูกค้า
ไป
ก่อนเงยหน้ามองเสี่ยวเอ้อร์ที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา “เงินนี้ข้าจะเป็นคนเก็บไว้ให้”
ทว่าเขาหาได้เชื่อคำพูดของเถ้าแก่ไม่แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะอีกฝั่ายเป็นถึงเถ้าแก่คำพูดย่อมมีนํ้าหนักมากกว่าเสี่ยว
เอ้อร์อย่างเขา
ระหว่างที่เสี่ยวเอ้อร์ถูกเถ้าแก่ต่อว่าทางด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ลุกขึ้น ใช้นิ้วชี้หน้าและพูดอย่างดุดัน “เจ้ารู้หรือไม่
ว่าพวกข้าเป็นใครถึงกล้ามาสร้างเรื่องตรงนี้ เห็นทีคงเบื่อหน่ายชีวิตมากแล้วกระมัง?”
อย่างไรเสียองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่มีอะไรต้องห่วงหน้าพะวงหลังจึงด่าออกไปอย่างรุนแรงส่วนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเดิน
เข้าไปกระชากคอเสื้อของเสี่ยวเอ้อร์ยกขึ้นมาแค่นเสียงดัง “ใช้ใครให้เจ้ามาเล่นงานข้า?”
เสี่ยวเอ้อร์ตกใจจนหน้าซีดตัวสั่นละลํ่าละลักตอบกลับ “ไม่มี…ไม่มีจริงๆ ขอรับ!”
เพราะเงินที่เสี่ยวเอ้อร์เก็บขึ้นมาได้นั้นมีคนอื่นจงใจทิ้งไว้ก็เท่านั้น
เสี่ยวเอ้อร์ที่ตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เริ่มรู้สึกเสียใจเป็นที่สุดหรือเพราะวันนี้ก่อนเขาจะออก
บ้านไม่ได้ดูฤกษ์ยามงามดีเสียก่อนจึงเก็บเงินเจ้าปัญหานี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เถ้าแก่ตกตะลึงกับสิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ทำในเวลานี้ทว่าเขาเป็นคนที่ผ่านโลกมามากจึงรู้ได้ว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยมี
อำนาจบารมีไม่น้อยเขารีบเข้าไปทำความเคารพและยกมือประสานขอโทษขอโพย “คุณชายขออภัยด้วยขอรับเสี่ยวเอ้อร์
ผู้นี้มีชีวิตที่ยากจนข้นแค้นแม้จะโลภไปเสียหน่อยแต่ไม่เคยทำเรื่องไม่ดีเลยขอรับ”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่สนใจคำพูดของเถ้าแก่แม้สักนิดยิ่งกำคอเสื้อเสี่ยวเอ้อร์แน่นขึ้นไปอีกพร้อมจับจ้องอย่าง
เคียดแค้นดูท่าแล้วหากเสี่ยวเอ้อร์ยังไม่พูดอะไรที่เข้าหูขึ้นมามีหวังเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่มีทางปล่อยไปแน่
เดิมทีเถ้าแก่อยากขู่ให้เสี่ยวเอ้อร์กลัวจนตัวสั่นเพื่อจะสารภาพความจริงออกมาแต่คำพูดของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ต้องการทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เถ้าแก่คิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงนํ้าชาซานซิงของเขาหากเรื่องนี้ถูก
เล่าออกไปข้างนอก
คิดหาทางหนีทีไล่หมายจะโยนความผิดทั้งหมดให้กับเสี่ยวเอ้อร์จู่ๆ กลับมีควันลอยเข้ามาภายในร้านจนเต็มไป
หมด คล้ายเป็นกลิ่นของดินประสิวและกลิ่นนํ้ามันฟุั้งไปหมดจนแทบหายใจไม่ออก
ทั้งควันและกลิ่นลอยเข้ามาภายในห้องเป็นจำนวนมาก
กลิ่นดินประสิว!
กลิ่นนํ้ามัน!
อีกทั้งกลิ่นของพริกที่แสบร้อนคลุกเคล้าอยู่ในนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วไอสำลักออกมาทันทีที่สูดดมเข้าไปอย่างไม่ทันตั้ง
ตัว
`
ยิ่งนางไอออกมาแรงมากเท่าใดกลุ่มควันก็ยิ่งเข้าไปในคอมากขึ้นเท่านั้น นางก้มตัวลงไปแนบกับพื้นและฝืนพูด
ออกมาอย่างทุลักทุเล “พี่……ใหญ่ ที่นี่ควันเต็มไปหมดข้าสำลักแทบจะไม่ไหวแล้วพวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
บรรดาแขกเหรื่อที่อยู่ชั้นบนเมื่อได้กลิ่นดินประสิวและเผ็ดร้อนที่ผสมของพริกเข้าไปด้วยต่างรีบวิ่งลงไปด้านล่าง
แทบไม่ทันเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่พยายามกลั้นลมหายใจจนใบหน้าแดงกํ่าลากเสี่ยวเอ้อร์ให้ลงไปข้างล่างด้วยกัน
เรื่องทั้งหมดในวันนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่กำลังโมโหอย่างหนักเตรียมเอาผิดทั้งหมดกับเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้
ความตกใจกอปรกับความร้อนใจเป็นที่สุดเถ้าแก่ตะโกนสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ในร้านรีบเอาถังไม้ไปตักนํ้ามาดับไฟที่
กำลังโหมลุกขึ้นไปบนชั้นสองให้ดับลงได้ทันเวลา
องค์หญิงจิ่นซิ่วไอกระหืดกระหอบสำลักกลิ่นควันเสี่ยวเอ้อร์ที่เหลือในร้านต่างรีบเอาผ้าชุบนํ้ามาช่วยปิดจมูกให้
กับนางอย่างรวดเร็ว
ทว่าผ้าชุบนํ้าที่นำมาปิดจมูกให้องค์หญิงจิ่นซิ่วที่กำลังสำลักนั้นช่วยกั้นไม่ให้กลิ่นควันเข้าจมูกได้แต่ก็ไม่สามารถ
หายใจได้ออกเช่นกันนางสะบัดทิ้งและด่าทอด้วยความโมโห “พวกเจ้ามันสมควรตายนัก…”
ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากด่าทอต่อก็มีกลุ่มควันเข้าไปทางหลอดลมของนางจนต้องสำลักควันอีกครั้งคราวนี้องค์หญิง
จิ่นซิ่วไออย่างหนักในขณะนั้นนางคิดขึ้นมาได้ว่ายังไม่ใช่เวลามาเอาผิดกับเถ้าแก่ร้านแต่ต้องหลบซ่อนตัวกลับไปตั้งหลัก
ก่อนดังนั้นนางจำใจออกไปจากตรงนี้โดยวิ่งตามเหยียนหลิ่งเจวี๋ย “ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง” ลงไปข้างล่าง
บนชั้นที่สองของโรงนํ้าชาซานซิงมีแต่ความวุ่นวายโกลาหลเกิดขึ้นทุกคนต่างยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดจมูกพร้อมกับใช้
มืออีกข้างถือกานํ้าติดมือมาด้วยเมื่อทุกคนพยายามเดินมาที่ต้นเพลิงต่างต้องตกใจขึ้นมากับสิ่งที่พบเห็นตรงหน้า
เพราะสาเหตุที่เกิดกลุ่มควันและไฟขึ้นมานั้นมาจากโต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกบางอย่างทาจนเปียกชุ่มเมื่อสัมผัสกับไฟก็
สามารถลามติดได้อย่างรวดเร็วจนเกิดควันโขมงขึ้นมา
ยังดีที่โต๊ะและเก้าอี้ไม่ได้รับความเสียหายมากมายนักเพียงแต่บนโต๊ะกลับมีขวดที่น่าสงสัยตั้งไว้และมีกลิ่นเหม็นที่
ลอยโชยออกมาเมื่อแขกเหรื่อต่างดูก็ไม่มีใครรู้จักขวดนี้ว่ามันคือขวดอะไร
กลุ่มควันลอยพวยพุ่งออกจากหน้าต่างชั้นสองของโรงนํ้าชาซานซิงทำให้ผู้คนต่างเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา
เถ้าแก่ได้แต่กัดฟันกรอดๆรีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์และทุกคนช่วยกันดับไฟ จากนั้นรีบยกโต๊ะเก้าอี้ออกไปส่วนเหยียน
หลิ่งเจวี๋ยและองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ลากเสี่ยวเอ้อร์ลงไปข้างล่าง
ด้วยนิสัยเถ้าแก่ที่เป็นคนหูตาไว รวมทั้งเห็นแล้วว่าพี่น้องคู่นี้ไม่ใช่คนธรรมดาเพราะแลดูมีอำนาจและความโอหัง
จึงหมายมั่นโยนความผิดทุกกระทงให้กับเสี่ยวเอ้อร์ทั้งหมด
เมื่อเถ้าแก่หันไปกวาดสายตามองแขกเหรื่อก็อดส่ายหัวมิได้เพราะพบเพียงแต่ความว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน ปกติแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้เป็นคนที่เกียจคร้านตัวเป็นขนดังนั้นต่อให้ถูกพี่น้องคู่นี้ถลกหนังออกมาทีละชั้นเขาก็ไม่รู้สึกเห็นใจแม้แต่
น้อย
แต่ละคนต่างมีชีวิตที่แตกต่างกันไปแล้วแต่บุญที่ทำกรรมที่ก่อไว้…โชคไม่เข้าข้างที่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ดวงซวยต้องกลาย
มาเป็นคนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและองค์หญิงจิ่นซิ่วซึ่งจริงๆ แล้วเขาไม่น่าจะใจกล้าทำเรื่องเช่นนี้
ได้
เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับโรงนํ้าชาซานซิงนั้นเถ้าเเก่ยังรู้สึกเคลือบแคลงใจว่าเขาไปล่วงเกินใครเข้าถึงทำให้คราวนี้
เสี่ยวเอ้อร์ต้องรับเคราะห์หนักแทนเขา
คิดไปพลางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วลดระดับสายตาลงโดยไม่พูดอะไรออกมา
หิมะที่โปรยปรายอยู่ด้านนอกยังคงตกมาต่อเนื่องทำให้ความหนาวเหน็บได้แทรกซึมในทุกอนุของอากาศไปแล้ว