การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 413 ใครจะอยู่ใครจะไป (1)
หิมะขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาอย่างมิขาดสายไม่นานก็จับตัวจนขาวโพลนปกคลุมไปทั่วสรรพสิ่ง ราวกับทุกสิ่ง
เป็นสีขาวบริสุทธิ์และใสสะอาดในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความเหน็บหนาว
เดิมทีเมื่อใกล้ถึงวันฉลองตรุษจีนผู้คนต่างออกมาจับจ่ายซื้อของเฉลิมฉลองเทศกาลถึงแม้หิมะยังตกลงมาไม่หยุด
หย่อนแต่ว่าใบหน้าของผู้คนที่ออกมาข้างนอกต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน
ก่อนหน้านี้โรงนํ้าชาซานซิงมีแขกเหรื่อนั่งกันจนเต็มร้านทว่าในเวลานี้ต่างตกอกตกใจจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงเอา
ตัวรอดออกมากันหมดแล้ว เหลือเพียงปั้ายผ้าหน้าร้านที่ลอยพลิ้วไหวโบกสะบัดไปตามแรงลมที่พัดมาเป็นระลอกๆ
ควันโขมงเมื่อครู่ค่อยๆมลายหายไป เถ้าแก่เดินกลับมาลงมาข้างล่างพร้อมกับพวกเสี่ยวเอ้อร์ที่ช่วยกันดับไฟจน
มอด
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยและองค์หญิงจิ่นซิ่วเดินลงมาข้างล่างด้วยความโมโหจ้องมองเถ้าแก่ด้วยความไม่พอใจราวกับว่า
จะเก็บความเกลียดชังและโกรธาในคราวนี้ฝังไว้ในหัวจิตหัวใจ
เรื่องราวในครั้งนี้ดูเหมือนจะผ่านไปแล้วด้วยดีมีแต่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกับองค์หญิงจิ่นซิ่วเพียงสองคนที่คิดว่าเรื่องนี้
ไม่มีทางจบลงง่ายๆเพียงแค่นี้แน่
พายุหิมะที่เหมือนจะหยุดแล้วในคราแรกบัดนี้กลับโปรยปรายหนักขึ้นกว่าเก่าทำให้กองหิมะพูนสูงขึ้นมาอีก แม้
จะมีรอยเท้ายํ่าเหยียบมากเพียงไรไม่นานหิมะก็จะพูนสูงปกปิดเหมือนกับไม่เคยเกิดรอยเท้ามาก่อน
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเงาคนชุดดำที่มองดูคนในโรงนํ้าชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากที่ห่างไกลเงาชุดดำผู้นั้นยิ้ม
ออกมาสะใจ เจ้าเล่ห์เพทุบาย และชั่วร้ายเป็นที่สุด
ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าเงาชุดดำผู้นี้เป็นคนจุดไฟ…คนนั้นก็คือต้วนอวี้นั่นเอง
เด็กน้อยวางแผนทุกอย่างไว้ดิบดีแล้วก็เดินออกไปจากโรงนํ้าชาก่อนเพื่อไปปะปนในที่คนไม่พลุกพล่านเพื่อ
คำนวณเวลาที่ชั้นสองของโรงนํ้าชาตรงหน้าจะลุกเป็นไฟ
เมื่อต้วนอวี้เห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วหนีวิ่งตายออกมาอย่างน่าเวทนาพร้อมกับเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่สำลักควันออกมาเขาก็
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความสาแก่ใจ
หึหึ! ดูสิว่าพวกเจ้าทั้งสองคนยังจะกล้ามาวางแผนเล่นงานพี่หลิวยวนกับพี่สาวของเขาอีกหรือไม่ ถ้าขืนยังไม่ล้ม
เลิกแผนการอีกละก็คราวหน้าคงไม่ใช่แค่ควันแต่อาจเป็นไฟที่ลุกท่วมตำหนักของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็เป็นได้
เขาหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุกสนานทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างมองเขาที่กำลังหัวเราะอยู่เพียง
คนเดียว ราวกับเป็นเด็กบ้าบ้างก็ใช้สายตาที่สงสารจับใจมองมา บ้างก็ใช้สายตาที่เสียดสีดูถูกดูแคลนมองดูต้วนอวี้
ทว่าเขากลับไม่สนใจสายตาของผู้คนที่ต่างจับจ้องเขาแม้แต่น้อยนิดยังคงยืนอยู่ท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปราย
อย่างหนักโดยไม่รู้เลยว่าด้านหลังแอบมีคนติดตามมา
คนที่ติดตามมาจากด้านหลังต่างจำต้วนอวี้ได้ในเวลานี้สายตาของคนคนนั้นได้จับจ้องมาที่ต้วนอวี้อย่างไม่คาด
สายตาและใช้ร่มกางกั้นหิมะบนหัวให้
เวลานี้ต้วนอวี้ยังไม่รู้ตัวว่ามีคนมองมาจากด้านหลังสายตาของเขายังคงจ้องมองไปที่รถม้าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและ
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่กำลังจากไปอย่างเร็วรวด
จนกระทั่งใครบางคนเดินเข้าแตะไหล่ของต้วนอวี้อย่างเบามือ “ต้วนอวี้มาทำอะไรที่นี่หรือ?”
นํ้าเสียงที่พูดขึ้นมาสั้นๆนั้นทำเอาต้วนอวี้ถึงกับสะดุ้งโหยง ราวกับถูกคนเหยียบหางจนต้องร้องขึ้นมาเหมือนแมว
จนคนที่อยู่ข้างหลังต้องถามขึ้นมาอย่างงงงวย “ต้วนอวี้เป็นอะไรไป?”
เพื่อปกปิดไม่ให้อีกฝั่ายล่วงรู้ถึงสิ่งที่เขาได้วางเพลิงโรงนํ้าชาเมื่อสักครู่นี้
ต้วนอวี้ยิ้มแห้งๆออกมา… เดิมที่การตีหน้างงเป็นสิ่งที่ถนัดของต้วนอวี้มากที่สุดยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยู่ในร่างเด็ก
น้อยดังนั้นถ้าเขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ฟังไม่เข้าใจคนอื่นคงคิดว่าเป็นเด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสา…
เขายังคงหัวเราะ “แฮะ แฮะ! อวี้เอ๋อร์กำลังดูหิมะที่กำลังตกโปรยปรายลงมาอยู่ขอรับแล้วพี่หลิวยวนมาทำอะไรที่
นี่?”
ภายใต้ร่มสีดำเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามหล่อเหลาและอบอุ่นของหลิวยวน เส้นผมถูกเกล้าขึ้นเก็บไว้ด้านบน
พร้อมเสียบปินทองเอาไว้อีกอย่างชุดที่หลิวยวนใส่ดูแล้วช่างโดดเด่นออกมาจากคนอื่น ในตอนนี้เขาก้มหน้าลงมาเล็กน้อย
ไม่นึกว่าพายุลมหนาวจะพัดมาใหม่อีกระลอกจนร่มในมือโยกไปมา ผมที่เกล้าอยู่ก็หลุดออกมาพลิ้วไหวไปตามสายลมแรง
สายตาใสสะอาดเช่นนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลิวยวน
เขาเห็นต้วนอวี้กลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิดพูดจาสับสนออกมา หลิวยวนก็ไม่ได้บ่นอะไรเขาเพียงแต่ส่ายหน้า
ไปมาเท่านั้น แล้วคลี่ยิ้มอบอุ่นออกมาเล็กน้อย “อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ประเดี๋ยวพี่จะกลับไปส่งอวี้เอ๋อร์ที่จวนต้วนแล้ว
กัน”
เมื่อต้วนอวี้หันหน้ามองกลับมาก็พบหลิวยวนเรียกรถม้ามาแล้วเดิมทีต้วนอวี้แอบออกมาข้างนอกเพียงคนเดียว
ดังนั้นจึงไม่ได้ให้รถม้าออกมาส่งและระหว่างที่เขามองดูแผนการจุดไฟที่ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีมาถึงตรงนี้เกิด
ความกังวลขึ้นมาว่าจะกลับจวนต้วนอย่างไรดีคงมีก็แต่เดินกลับจวนอย่างโดดเดี่ยวใครจะไปคาดคิดหลิวยวนกลับปรากฏ
ตัวขึ้นมาได้ทันเวลาหิมะที่โปรยปรายอย่างหนักจนหนาวเหน็บตัวสั่น ต้วนอวี้ปล่อยเลยตามเลยให้โอกาสหลิวยวนพาเขา
กลับไปส่งที่จวนต้วน
ยิ่งไปกว่านั้นต้วนอวี้ได้คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงแอบลองถามเพื่อดูท่าทีของหลิวยวน
เมื่อเห็นต้วนอวี้รับปากแล้วหลิวยวนจึงกวักมือเรียกรถม้ามาแล้วพาต้วนอวี้ขึ้นไป ด้านในรถม้ามีนํ้าชาร้อนๆให้ต้
วนอวี้ได้ดื่มเพื่อคลายความหนาวเหน็บ
ความอบอุ่นในรถม้าทำให้มือไม้ของต้วนอวี้ที่ชาไปหมดค่อยๆกลับมารับความรู้สึกได้อีกครั้ง เด็กน้อยใช้มือนวด
ปลายนิ้วมือปลายเท้าอย่างเบามือในขณะที่หลิวยวนยื่นโส่วหลูส่งมาให้ ต้วนอวี้สบโอกาสจึงถามอย่างไม่ประสีประสา “พี่
หลิวยวน เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้หรือขอรับ?”
เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปหากใกล้เฉลิมฉลองวันตรุษจีนแต่ละจวนย่อมยุ่งอยู่กับการเตรียมงานเฉลิมฉลอง ต้วนอวี้จึงใช้
โอกาสที่ต้วนชิงหมิงกำลังยุ่งนั้นแอบหนีออกมาเล่นเพียงผู้เดียวแต่เหตุใดหลิวยวนถึงมีเวลามาเดินเล่นอย่างสบายอก
สบายใจในเวลานี้ได้?
เมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้เอ่ยถามขึ้นมาแววตาของหลิวยวนชะงักไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มมุมปากออกมา “พี่เพิ่งไปทำธุระ
มา เห็นเจ้ามายืนอยู่บนถนน เลยลงรถม้าเข้ามาหานะสิ!”
ส่วนหลิวยวนมาทำธุระเรื่องใดนั้นต้วนอวี้ไม่ได้สนอกสนใจเลยตอบ “อ๋อ” กลับไปแทน
หลิวยวนเอาแต่อมยิ้มมองต้วนอวี้อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขารู้สึกถึงว่าหลิวยวนมีเรื่องในใจบางอย่างที่ยังไม่ได้พูด
ออกมา
เรื่องในใจเป็นเรื่องส่วนตัวของใครของมันดังนั้นต้วนอวี้เลือกจะไม่เอ่ยปากถามขึ้น เด็กน้อยยกถ้วยนํ้าชาร้อนๆ
ขึ้นจิบจนหมด เอ่ยถามขึ้นมา “ใช่แล้วพี่หลิวยวนวันตรุษจีนต้องเข้าไปร่วมงานเลี้ยงฉลองในวังหลวงใช่หรือไม่?”
หลิวยวนสะดุ้งโหยงไปไม่เป็นเขาอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “อวี้เอ๋อร์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?”
อันที่จริงแล้วหลิวยวนกำลังกังวลใจเรื่องนี้อยู่พอดีเพราะการเข้าไปวังหลวงไปร่วมงานเลี้ยงวันตรุษจีนเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกทั้งหลิวยวนได้กลับเข้าจวนเสนาบดีแล้ว เรื่องใหญ่น้อยในวังหลวงของราชวงศ์ทั้งดีและแย่ต่างได้ยินอยู่
เสมอเขาไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนในวังหลวง ดังนั้นงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นหลิวยวนไม่อยากไปร่วมจริงๆ
ต้วนอวี้เห็นสีหน้าและแววตาที่จริงจังของหลิวยวนก็อดไม่ได้ที่จะแอบขำในใจเห็นทีพี่หลิวยวนคงยังมิทราบเรื่องที่
องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยและองค์หญิงจิ่นซิ่ววางกับดักรอเขาอยู่กระมัง
เรื่องนี้ต้วนอวี้เลือกที่จะไม่บอกหลิวยวนและแสร้งพูดอย่างไร้เดียงสาไม่รู้ความว่า “ท่านพ่อของพี่หลิวยวนเป็นถึง
เสนาบดีเมื่อเสนาบดีเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยงด้วยความห่วงใยถึงอนาคตในวันข้างหน้าของพี่หลิวยวนจะต้องพาเข้าวังด้วย
อย่างแน่นอนขอรับ”
หลิวยวนรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมาเขาได้แต่พยักหน้าและตอบกลับไป “ใช่แล้วคงเป็นอย่างที่เจ้าพูด
จริงๆ”
เด็กน้อยอดไม่ได้ที่จะเม้มปากแน่นเห็นทีองค์หญิงจิ่นซิ่วคงหาเหตุผลที่หลิวยวนมิอาจปฏิเสธได้มาพูดอย่างนั้นวัน
ตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงแม้ต้วนอวี้จะอยากไปก็ดี ไม่อยากไปก็ดี สุดท้ายเขาก็ต้องไปอยู่ดี