การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 419 จางอี๋เหนียงคุมสติไม่อยู่ (4)
แสงไฟในห้องสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่งดงามของหลิวหรงคิ้วที่โก่งดังคันศร ริมฝีปากได้รูปเป็นกระจับอีกทั้ง
ใบหน้าที่แดงอมชมพูช่วยเพิ่มความอรชรให้นางมากยิ่งขึ้นแม้กระทั่งต้วนชิงหมิงก็ยังรู้สึกว่าหลิวหรงในวันนี้งดงามเช่นกัน
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูงดงามเพียงใดแต่ภายในจิตใจของนางกลับเหี้ยมโหดอำมหิต ต้วนชิงหมิงได้แต่มองอีก
ฝั่ายตาขวางด้วยความเอือมระอา
เป็นที่รู้กันว่าโรคของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดหากใครได้เป็นก็ยากที่จะรักษาหายได้ หลายปีที่แล้วหลิว
หรงใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะควบคุมอาการได้แต่นึกไม่ถึงว่าพอต้วนชิงหมิงเข้ามาปั่วน โรคที่เป็นกลับกำเริบ
หนักขึ้นมาอีกครั้ง
เวลานี้หลิวหรงต่างเสาะแสวงหาบรรดาหมอเทวดาทั้งหลายเพื่อมารักษาทว่าหมอทุกคนต่างส่ายหน้าและพูดเป็น
เสียงเดียวกันว่าล่วงเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการรักษามาแล้วแม้จะรักษาในตอนนี้ก็ยากที่จะกลับมาหายเป็นปกติดังเดิม
โรคที่หลิวหรงกำลังเป็น ผนวกกับความหมางเมินจากต้วนเจิ้งยิ่งทำให้อารมณ์ของนางดำดิ่งถึงขีดสุดต้วนชิงหมิง
ยังรู้อีกว่าการที่นางมีอารมณ์เช่นนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่มาจากต้วนอวี้หรานผู้แสนโง่เขลาแต่ยังอวดฉลาดหลิวหรงได้แต่กัดฟัน
กลํ้ากลืนฝืนทนไม่รู้จะบอกความคับข้องใจนี้ให้ใครฟังได้
หลิวหรงที่เดินตามต้วนอวี้หรานมาจากด้านหลังทรุดตัวคุกเข่าลงก้มหน้าอวยพรผู้เป็นสามี ทว่าต้วนเจิ้งกลับปราย
ตามองไปพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้เป็นวันเฉลิมฉลองวันตรุษจีนรีบลุกขึ้นเถอะ!”
นางแอบเสียใจเมื่อได้ยินต้วนเจิ้งพูดด้วยเสียงเรียบนิ่งพลางขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปนั่งด้านข้างไม่เอื้อนเอ่ย
วาจา
หลายปีมานี้หลิวหรงทำตัวเป็นปลากระดี่ได้นํ้านั่นเพราะนางได้รับความรักจากต้วนเจิ้ง นางหลงระเริงและลำพอง
ตัวในอำนาจจนมาถึงวันนี้วันที่ต้วนเจิ้งหมางเมินจนนางไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใด
เดิมทีมารยาร้อยแปดเล่มเกวียนที่หลิวหรงได้ใช้นั้นย่อมทำให้ต้วนเจิ้งพอใจและลุ่มหลงในตัวนางได้แต่ปัญหาคือ
แม้จะได้รับความรักมากก็จริง แต่มิอาจเข้าใกล้เพื่อปรนนิบัติได้ทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไป
คราวที่แล้วต้วนเจิ้งไปที่เรือนหลิวหรงหวังจะไปพักผ่อนหย่อนใจทว่านางกลับไม่สามารถปรนนิบัติเขาได้ จำใจ
เรียกจางอี๋เหนียงหญิงชั้นตํ่าผู้นั้นเข้ามาปรนนิบัติแทนผลคือเพียงแค่คํ่าคืนเดียวจางอี๋เหนียงก็ตั้งท้องซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หลิวห
รงอยากให้เกิดกับตัวนางมากที่สุด แต่คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
ต้วนชิงหมิงที่เห็นท่าทีของหลิวหรง ได้แต่หัวเราะเยาะอย่างสะใจอยู่ภายในใจเห็นทีวิธีที่ได้ผลมากที่สุดในการเล่น
งานหลิวหรงก็คือวิธีนี้นี่เอง
อันที่จริงหลิวหรงสามารถรั้งหัวใจของต้วนเจิ้งกลับมาได้แต่นางกลับเลือกจ้องมองต้วนเจิ้งตีตัวออกห่างไปเรื่อยๆ
เมื่อต้วนอวี้หรานกับหลิวหรงเดินไปนั่งเก้าอี้ด้านข้างไม่ทันไรจางอี๋เหนียงก็เดินเข้ามาในห้องโถง
เวลานี้จางอี๋เหนียงตั้งท้องมาได้สามถึงสี่เดือนแล้วและด้วยอายุที่ค่อนข้างมากทำให้เวลาเดินค่อนข้างยากลำบาก
จางอี๋เหนียงตั้งใจมาหาต้วนเจิ้งเพื่อจะคุกเข่าและอวยพรวันตรุษจีน ทว่าเขากลับรีบห้ามไว้สั่งให้บ่าวรับใช้เข้าไปประคอง
หญิงสาวให้ลุกขึ้นมา
เมื่อจางอี๋เหนียงเดินเข้ามาภายในห้องโถงต้วนชิงหมิงแอบชำเลืองเห็นจางอี๋เหนียงใช้สายตาที่เคียดแค้นมองไป
ทางต้วนอวี้หรานดูท่าแม่นมหนิงนำเรื่องที่นางกำชับไว้ไปเล่าให้จางอี๋เหนียงฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้วฉะนั้นจางอี๋เหนียงถึง
ได้ใช้สายตาแบบนั้นจ้องเขม็งไปที่ต้วนอวี้หราน
ต้วนเจิ้งที่นั่งอยู่ข้างบนมองจางอี๋เหนียงด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ทว่าภายในใจของต้วนชิงหมิงกลับรู้สึกผิดขึ้น
มาอย่างบอกไม่ถูก
เป็นเพราะต้วนเจิ้งมีบุตรไว้สืบเชื้อสายไม่มากเขาจึงมีความสุขเป็นอย่างมากเมื่อจางอี๋เหนียงตั้งท้อง แต่ว่าเด็กใน
ท้องเหตุใดช่างอายุสั้นยังไม่ทันจะได้เกิดมาก็ด่วนจากไปเสียแล้ว ส่วนจางอี๋เหนียงมิอาจยืดเวลาเก็บลูกในท้องนานออก
ไปกว่านี้ได้แล้วด้วยกลัวว่าครรภ์จะเป็นพิษฉะนั้นนางจำต้องทำอะไรบางอย่างในคํ่าคืนนี้
ต้วนชิงหมิงที่แอบชำเลืองดูต้วนเจิ้งอยู่ก็ได้แต่ภาวนาว่าเขาจะไม่ตกใจกับสิ่งที่เห็นจนเป็นอะไรไปก่อน
เนื่องจากวันนี้เป็นวันตรุษจีนต้วนเจิ้งจึงให้หลิวหรงกับจางอี๋เหนียงนั่งประจำตำแหน่งก่อนสั่งให้เริ่มงานเลี้ยงฉลอง
ด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อสิ้นเสียงพูดอาหารเลิศรสก็ถูกยกขึ้นมาจัดวางบนโต๊ะจนเต็มไปหมดนี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนในจวนต่างมารวม
ตัวกันอย่างพร้อมเพรียงพร้อมหน้าพร้อมตา
ระหว่างที่งานเลี้ยงเริ่มไปได้ไม่นานกลับเห็นเยวี่ยหวาเดินปรี่เข้ามาหาต้วนอวี้หรานอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ใบหน้าเต็ม
ไปด้วยเหงื่อที่แตกพล่านมาต้วนอวี้หรานเอนตัวไปข้างหลัง เยวี่ยหวาที่หยุดอยู่ด้านหลังอีกฝั่ายโน้มตัวก้มลงมากระซิบที่
ข้างหู “คุณหนูรองสร้อยไข่มุกคุณหนูไม่พบแล้วเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ?” ต้วนอวี้หรานได้ยินก็โมโหขึ้นมาทันที
เด็กสาวลุกพรวดขึ้นมา ไม่ได้สนใจว่าเสื้อผ้าจะเลอะอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ “เจ้าว่าอะไรนะ พูดออกมาอีกครั้งสิ!”
เยวี่ยหวาหน้าซีดเป็นไก่ต้มที่เห็นผู้เป็นนายโกรธจนหน้าดำหน้าแดงนางผงะถอยหลังไป ก่อนพึมพำเสียงเบา
“คุณหนูรอง……สร้อยไข่มุกที่วางไว้บนโต๊ะเครื่องแปั้งหายไปแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อเยวี่ยหวาพูดจบลงก็หันไปสบสายตากับเยวี่ยเจียบ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงอย่างไม่ตั้งใจ
ต้วนชิงหมิงที่เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็ใจเต้นรัวขึ้นมาดูท่าแล้วต้วนอวี้หรานคงมิอยากให้ทุกคนได้ฉลองวันตรุษจีน
อย่างมีความสุข
เสื้อผ้าของต้วนอวี้หรานเลอะคราบนํ้าแกงไปหมดด้านเยวี่ยซิ่วรีบนำผ้าเช็ดหน้าไปซับให้ต้วนอวี้หราน ทว่านาง
กลับใช้แรงผลักอีกฝั่ายออกไปพลางยกมือขึ้นชี้หน้าต่อว่า “เจ้าจะทำอะไรข้า?”
ความบุ่มบ่ามของต้วนอวี้หรานทำให้ต้วนเจิ้งไม่สบอารมณ์ในทันทีเขาวางตะเกียบในมือลงที่โต๊ะเสียงดังไปทั่ว
ก่อนตะโกนเสียงดัง “หรานเอ๋อร์นั่งเดี๋ยวนี้!”
สีหน้าของต้วนอวี้หรานเต็มไปด้วยความหวาดกลัวนางจึงพูดกระอ้อมกระแอ้มขึ้นมาว่า “ท่านพ่อสร้อยไข่มุกที่
ท่านพ่อมอบให้ในงานวันเกิดของหรานเอ๋อร์ บัดนี้ได้หายไปแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนอวี้หรานรักสวยรักงามและชอบใส่เครื่องประดับเป็นชีวิตจิตใจจนบางครั้งแต่งตัวดูเกินหน้าเกินตาต้วนชิงหมิ
งบุตรสาวภรรายาเอกไปมาก…ทำไมตอนนี้ต้วนอวี้หรานที่รักเครื่องประดับเป็นชีวิตจิตใจกลับมาพูดว่าสร้อยไข่มุกไม่พบ
แล้วเล่า?
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจและพูดเสียงเรียบ “วันนี้เป็นวันตรุษจีน ซึ่งเป็นวันที่ดี เหตุใดสร้อยของเจ้าจึง
หายได้เล่า หรือเป็นเพราะเจ้าจะต้องวางไปทั่วจนหาไม่เจอเป็นแน่”
ต้วนอวี้หรานที่ได้ยินเช่นนั้นจึงพูดด้วยความเสียใจขึ้นมา “หรานเอ๋อร์เตรียมใส่สร้อยมุกนั้นมาร่วมงาน แต่คาดไม่
ถึงเมื่อออกจากเรือนมา บ่าวรับใช้ของพี่ชิงหมิงที่ชื่อเยวี่ยเจียได้มาเร่งหรานเอ๋อร์ด้วยความรีบร้อนจึงออกมาโดยไม่ทันได้
ใส่เจ้าค่ะ”
ต้วนอวี้หรานพูดไปด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจ “ท่านพ่อดูคอลูกสิเจ้าค่ะ ไม่ได้ใส่สร้อยคอเลยเจ้าค่ะ”
เมื่อต้วนเจิ้งมองที่คอของต้วนอวี้หรานก็ไม่พบสร้อยคอด้วยความไม่อยากให้บรรยากาศการเฉลิมฉลองต้องเสียไป
จึงสั่งไปว่า “หรานเอ๋อร์นั่งลงทานข้าวก่อนเถอะให้บ่าวใช้ไปหาดูให้ดีอีกครั้งก่อนแล้วกัน”
ต้วนอวี้หรานเบือนปากด้วยความไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้
ต้วนชิงหมิงที่เห็นเหตุการณ์ก็เอาแต่ยิ้มเยาะเย้ยออกมา “ท่านพ่อ สร้อยมุกนั่นเป็นสร้อยที่น้องอวี้หรานรักมาก
เพราะเป็นของที่ท่านพ่อมอบให้บัดนี้สร้อยมุกของน้องอวี้หรานไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน มีหรือที่นางจะทานข้าวลงท่านพ่อให้หมิง
เอ๋อร์ไปช่วยหาเถอะเจ้าค่ะ”
ต้วนเจิ้งมองมาที่ต้วนชิงหมิงแล้วพยักหน้ารับ “ก็ดี ถือโอกาสที่อาหารยังมาไม่ครบ หมิงเอ๋อร์ไปช่วยน้องสาวหาก็
แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มมองไปที่ต้วนอวี้หราน “น้องอวี้หราน เดี๋ยวพี่จะช่วยน้องหาสร้อยมุกเองน้องอวี้หรานคงไม่ว่า
ถ้าพี่จะถามอะไรเยวี่ยหวาสักสองสามคำถามกระมัง?”
ต้วนอวี้หรานได้แตกหยักไหล่และพูดอย่างแยแส “พี่สาวจะถามอะไรก็เชิญ…”
ต้วนชิงหมิงเลยเอ่ยปากถามเยวี่ยหวาเสียงนิ่ง “เยวี่ยหวา ไม่เจอสร้อยมุกตั้งแต่เมื่อไร? ก่อนที่คุณหนูรองของเจ้า
จะออกมาร่วมงานหรือหลังมาร่วมงานแล้ว?”
เยวี่ยหวาแอบเหล่มองต้วนอวี้หรานแต่นางกลับไม่สนใจมองตอบแม้แต่น้อยเยวี่ยหวาครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยวก่อน
ตอบอย่างระมัดระวัง “เรียนคุณหนูใหญ่ไม่พบหลังจากที่คุณหนูรองออกมาร่วมงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงจึงหัวเราะขึ้นมา “ในตอนนั้นห้องของคุณหนูรองมีใครอยู่บ้าง?”
เยวี่ยหวานึกๆ ดูและตอบกลับว่า “ตอนนั้นในห้องไม่มีคนอื่นมีเพียงบ่าวกับเยวี่ยซิ่วเจ้าค่ะหลังจากที่คุณหนูรอง
เก็บเครื่องประดับเสร็จสิ้นได้พาเยวี่ยซิ่วออกมาด้วยกันส่วนเยวี่ยเจียถูกบ่าวรั้งไว้พูดอะไรนิดหน่อยก่อนจะออกจากห้อง
ไปเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงหันไปหัวเราะใส่ต้วนอวี้หราน…หึ หึ! ถ้าเก็บเครื่องประดับเรียบร้อยแล้วค่อยออกมานั่นเท่ากับว่าต้วน
อวี้หรานตั้งใจซ่อนสร้อยมุกลงอย่างนั้นสิ?
แต่ว่าเยวี่ยเจียไม่มีทางหยิบของต้วนอวี้หรานไปเด็ดขาดสิ่งที่สำคัญในตอนนี้มีเพียงหาที่ที่ต้วนอวี้หรานนำสร้อย
มุกไปซ่อนให้ได้
ต้วนชิงหมิงพูดเสียงเบาขึ้น “เยวี่ยเจีย…”
เยวี่ยเจียเดินขึ้นมาข้างหน้าและก้มหน้าก้มตาตอบไปว่า “เรียนคุณหนู ในระหว่างที่บ่าวไปเชิญคุณหนูรองและ
เตรียมตัวจะกลับเยวี่ยหวากลับรั้งบ่าวเอาไว้เพื่อพูดอะไรบางอย่างและก่อนที่บ่าวจะเดินออกมาได้เห็นคุณหนูรองเอา
สร้อยมุกวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแปั้งเจ้าค่ะ”