การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 421 จางอี๋เหนียงคุมสติไม่อยู่ (6)
จางอี๋เหนียงกรีดร้องจนสลบไสลไปทันทีถึงตอนนี้ต่อให้พูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์อันใดอีกต้วนอวี้หรานรู้ดีว่าลูกใน
ท้องจางอี๋เหนียงนั้นเสียตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าความผิดทั้งหมดต่างประดังประเดมาอยู่ที่นางเพียงคนเดียว
ทุกคนต่างเห็นเป็นตาเดียวกันว่านางเป็นคนชนจางอี๋เหนียงไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีทางรอดพ้นความผิดได้
ต้วนเจิ้งก้มมองจางอี๋เหนียงที่กรีดร้องจนสลบไปรีบสั่งบ่าวรับใช้ให้นำนํ้าชามาพรมที่ใบหน้าของหญิงสาวเพื่อเรียก
สติให้ฟืนขึ้นมาดังเดิมส่วนตัวเขาเดินอาดๆ ไม่ถึงสองก้าวไปลากท่านหมอโจวให้มาคุยด้านข้าง
แม้ว่าลูกในท้องของจางอี๋เหนียงจะเสียไปแล้วแต่ต้วนเจิ้งยังเคลือบแคลงสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่
ธรรมดาอย่างแน่นอนถึงแม้ต้วนอวี้หรานจะเป็นคนทำ แต่ต้วนเจิ้งก็ดูออกว่านางตั้งใจหาข้ออ้างในการออกจากงานเลี้ยง
ก่อนแล้ว
หลิวหรงแสดงความเป็นห่วงอย่างออกหน้าออกตายิ่งทำให้ต้วนเจิ้งอดคิดไม่ได้ เหตุใดลูกในท้องของจางอี๋เหนียง
ถึงเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง
เป็นเพราะการชนเมื่อครู่หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่?
คำตอบของท่านหมอโจวดูเหมือนจะไม่ต่างกับต้วนเจิ้งมากนัก
ปัจจัยที่ลูกในท้องของจางอี๋เหนียงเสียไปอาจมาจากประการแรกคือสุขภาพร่างกายของคนเป็นแม่ไม่แข็งแรงมาก
นักประการที่สองคือการถูกชนเข้าอย่างจังทำให้ลูกในท้องกระทบกระเทือนอย่างมากประกอบกับลูกในท้องอาจไม่แข็ง
แรงตั้งแต่แรกจึงจากไปโดยง่าย
เมื่อได้ยินที่ท่านหมอโจวอธิบายถึงเหตุผลความน่าจะเป็นทั้งหมดต้วนเจิ้งถึงกับเข่าอ่อนยวบทรุดลงไปกองกับพื้น
หลายปีมานี้เขาละเลยดูแลจางอี๋เหนียงมานานทำให้สุขภาพของนางไม่แข็งแรง เช่นนั้นจางอี๋เหนียงจะเข้าไปช่วยต้
วนอวี้หรานทำไมกัน?
เขาหันไปสั่งให้เถี่ยเฟิงเข้าไปช่วยท่านหมอโจวจัดยามาโดยด่วนและถือโอกาสนี้ถามถึงวิธีจัดการลูกในท้องต้วนเจิ้ง
ที่เดินออกมาส่งถึงหน้าประตูจวนได้แต่เงยหน้ามองหิมะที่ตกโปรยปรายด้วยใจที่เจ็บปวดรวดร้าวจนเกือบขาดใจ
จู่ๆ ก็พลันนึกถึงช่วงที่แต่งงานกับฮูหยินติงโหรวขึ้นมาเขาไม่ต้องมีความกังวลใจกับเรื่องในจวนต้วนแม้แต่น้อย
ทว่าหลังจากที่ฮูหยินจากโลกนี้ไปแล้ว เขาก็เอาแต่จมปักอยู่กับความเศร้าโศกโดยปล่อยให้หลิวหรงเป็นคนจัดการดูแล
จวนต้วนแทนจนทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง…แต่นี่มันอะไรกันพอเขามีความสุขกับการที่จะได้เป็นพ่อคนทุกอย่างก็พังลงต่อ
หน้าต่อตา
เห็นทีสิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดมาจะถูกต้องทั้งหมดจวนต้วนแห่งนี้ต้องมีเจ้านายคนใหม่ดูแลจัดการซึ่งนั้นไม่มีใครที่
เหมาะสมไปกว่าตู้ชิงหรวนไปได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ต้วนเจิ้งได้แต่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้นได้มีเสียงพูดอย่างโอหังดังขึ้นมาจากห้องโถงเสียงเกรี้ยวกราดนั้นเป็นของต้วนอวี้หราน “เจ้าจะมาจับข้า
ทำไม? ข้าไม่ได้ตั้งใจชนเจ้าสักหน่อย…”
หลังสิ้นเสียงต้วนอวี้หรานก็ได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้เจียนขาดใจของจางอี๋เหนียงดังขึ้นมา “ฟั้าดินเป็นพยาน ครั้ง
ก่อนคุณหนูรองผลักปีเซี่ยที่สวนดอกไม้หลังจวน เตือนปีเซี่ยอย่าได้คิดคลอดลูกคนนี้…มาครั้งนี้ก็ยังเป็นคุณหนูรองที่ทำปี
เซี่ยอีก…”
ยังไม่ทันที่จางอี๋เหนียงจะพูดจบทางหลิวหรงได้ตะคอกเสียงดังขึ้นมา “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน…หรานเอ๋อร์จะเป็น
อย่างที่เจ้ากล่าวมาได้อย่างไรกัน?”
หลิวหรงรีบพุ่งเข้าไปตรงหน้าของจางอี๋เหนียงด้วยดวงตาที่แดงกํ่า “เจ้ามันก็แค่อนุตํ่าต้อยคนหนึ่งเท่านั้น มีสิทธิ์
อะไรมาใส่ร้ายคุณหนูในจวน…เจ้าจงสารภาพมาแต่โดยดีว่าใครสั่งให้เข้าพูดแบบนี้?”
จางอี๋เหนียงที่สุขภาพอ่อนแอเป็นทุนเดิมเมื่อถูกหลิวหรงยิงคำถามแทงใจดำอย่างต่อเนื่อง นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อ
ไปแล้ว
จู่ๆจางอี๋เหนียงหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมาพร้อมตะโกนอย่างสุดเสียง “หลิวหรง… หลิวหรงข้าเป็นอนุแล้วมันหนัก
หัวกบาลเจ้าอย่างนั้นหรือ? อย่าลืมสิว่าเจ้าก็เป็นอนุคนหนึ่งเหมือนกันลูกสาวของเจ้าก็เป็นได้แค่ลูกสาวอนุ เจ้าทำร้าย
ลูกชายในท้องข้าไปแล้วคนหนึ่งตอนนี้ยังมาทำร้ายลูกในท้องข้าอีกคนจนตายอีก เจ้าทำแบบนี้ทำไม? เจ้าถือดีอะไรมา
ทำลายชีวิตข้าแบบนี้?”
ยิ่งจางอี๋เหนียงพูดเสียงดังสีหน้าของหลิวหรงก็ซีดขาวขึ้นไปมากเท่านั้นจนหลิวหรงต้องตะโกนด่าไปว่า “จางอี๋
เหนียงเจ้าพูดเพ้อเจ้อเกินไปแล้วเจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
ครั้งนี้จางอี๋เหนียงหัวเราะด้วยเสียงที่น่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิมอีกอย่างสิ่งที่นางพูดออกมาทำให้หลิวหรงยิ่งร้อนรน
ใจมากขึ้น
“หลิวหรงเจ้าทำลูกในท้องของเชวียอี๋เหนียงตายไปแล้วคนหนึ่งทั้งยังบีบจนนางต้องกลายเป็นคนบ้าเสียสติไปอีก
คราวนี้เจ้ามาทำร้ายลูกในท้องข้าและคงต้องการบีบให้ข้ากลายเป็นคนบ้าเสียสติไปอีกคนใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นสีหน้าของหลิวหรงซีดขาวจนไม่มีรอยแดงฝาดของเลือดแม้แต่น้อยนางรีบพุ่งตัวเข้ามาหมายจะตบปาก
ของจางอี๋เหนียงไม่ให้พูดต่อโชคดีที่จางอี๋เหนียงไหวพริบดี รีบตะเกียกตะกายเข้าไปหลบหลังต้วนชิงหมิง จากนั้นตะคอก
ใส่หลิวหรงอย่างไร้ความเกรงกลัวต่อไปว่า “ชิชะ! หลิวหรงเอ๋ย เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ที่เจ้าดูแลจัดการจวนต้วนหลายปีมา
นี้เจ้าทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้บ้างเจ้าไม่กลัววิญญาณของฮูหยินติงโหรวที่เจ้าใส่ร้ายจนต้องถึงกับความตายมาตามหลอก
หลอนอย่างนั้นหรือ? …หลิวหรงคนชั่วช้าอย่างเจ้าต้องได้รับผลกรรมชั่วที่เจ้าได้ทำเอาไว้รู้หรือไม่?”
ทางด้านหลิวหรงโกรธจางอี๋เหนียงจนตัวสั่นไปหมดเดิมทีนางตั้งใจเข้าไปลากตัวจางอี๋เหนียงให้ออกจากห้องโถงไป
แต่นึกไม่ถึงว่านางจะเข้าไปหลบหลังต้วนชิงหมิงที่กำลังใช้สายตาพิฆาตจ้องเขม็งหลิวหรงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ในตอนนี้นี่เองได้มีเสียงพูดดังมาจากข้างหลัง “หมิงเอ๋อร์กลับไปพักผ่อนก่อน… เถี่ยเฟิงพาจางอี๋เหนียงไปส่งที่
เรือน”
นํ้าเสียงนั้นพูดอย่างเย็นชาไร้ความรู้สึกหลิวหรงที่ได้ยินจึงคิดว่านางกำลังฝันไป เพราะเสียงนั้นราวกับดังมาจากที่
ที่แสนไกล
เมื่อหลิวหรงเงยหน้าขึ้นมาก็พบใบหน้าที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงของต้วนเจิ้งจ้องเขม็งอยู่ไม่รู้ว่าต้วนเจิ้งผิดหวัง
หรือตั้งใจมองข้ามถึงไม่พูดถึงเรื่องจางอี๋เหนียงแม้แต่คำเดียว
หลิวหรงหน้าซีดขาวขึ้นมานางพยายามก้าวเดินขึ้นมาเพียงสองก้าวแล้วพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ท่านพี่”
ทางด้านต้วนอวี้หรานใบหน้าก็ซีดขาวลงดุจเดียวกันพูดตามความเป็นจริง นางยังไม่ทันได้ทำอะไรและตั้งใจขอตัว
ออกจากงานเลี้ยงก่อน แต่ทำไมนางต้องเป็นคนที่ซวยที่สุดรับเคราะห์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย?
ก่อนจะเดินออกไป ต้วนอวี้หรานหันมาจ้องต้วนชิงหมิงด้วยความเกลียดชังแล้วเดินลงส้นเสียงดังออกไปจากห้อง
โถงอย่างไม่พอใจ
ทางด้านต้วนชิงหมิงที่ยังสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดได้พาต้วนอวี้เดินกลับไปที่เรือน
เหตุการณ์ในตอนนี้แม้ต้วนชิงหมิงมีใจอยากช่วยก็ไร้ประโยชน์เพราะในห้องโถงแห่งนี้ไม่เหมาะที่จะให้นางอยู่ต่อ
ไป
ระหว่างที่ต้วนชิงหมิงเดินไปที่หน้าประตูนางได้หยุดฝีเท้าลงและหันหลังกลับไปมองในห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง
ภายใต้แสงไฟที่ถูกจุดให้สว่างไสวอาหารที่ถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะพร้อมกับสุราที่ถูกเปิดออกกลับไม่มีผู้ใดได้นั่งดื่ม
กินอย่างมีความสุขมันได้กลายเป็นภาพอาหารที่หกกระจัดกระจายไปทั่วดูแล้วมีแต่ความเศร้าโศกอัดแน่นเต็มห้องโถงไป
ทั่ว
ต้วนเจิ้งจับเก้าอี้ใกล้มือตั้งขึ้นมาด้วยมือที่สั่นไปหมด…ชั่วพริบตาเดียวใบหน้าที่เปือนรอยยิ้มของต้วนเจิ้งเมื่อเริ่ม
งานเลี้ยงได้แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าจนดูแก่ลงไปสิบปี
ต้วนชิงหมิงทำได้เพียงถอนหายใจที่งานเลี้ยงฉลองวันตรุษจีนพังไม่เป็นท่า…
เมื่อเยวี่ยหวาเห็นต้วนชิงหมิงเดินออกมาหน้าประตูก็รีบเข้าไปประคองและพูดอย่างเป็นห่วงขึ้น “คุณหนู…”
สีหน้าต้วนชิงหมิงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเต็มประดานางจับมือต้วนอวี้พูดเสียงแผ่วเบา “ไปกันเถอะ… เยวี่ย
เจียพวกเราไปส่งอวี้เอ๋อร์กลับเรือนก่อนแล้วกัน”
เมื่อสิ้นเสียงต้วนชิงหมิงก็จูงมือต้วนอวี้เดินฝั่าหิมะที่โปรยปรายกลับเรือน
หิมะที่ขาวบริสุทธิ์ยังไม่มีทีท่าที่จะหยุดโปรยปรายลงมาเลยบรรยากาศภายนอกมีแต่ความหนาวเหน็บ ปกคลุมไป
ทั่วทุกอณูของอากาศ
เยวี่ยหวาแอบหันหลังกลับเข้าไปมองในห้องโถงพร้อมกับส่ายหน้าไปมาจากนั้นรีบเดินตามไปประคองต้วนชิงหมิ
งกลัวว่านางจะหกล้มไป
ในคํ่าคืนนี้ต้วนอวี้มีท่าทีที่เงียบขรึมเป็นพิเศษ…ต่อให้เขายื่นมือเข้าไปช่วยจัดการต้วนอวี้หรานกับหลิวหรงหรือต่อ
ให้เขามองดูจางอี๋เหนียงที่คุมสติไม่อยู่โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียว…แต่วิญญาณของคนในโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
อย่างเขาที่ข้ามเวลามาสู่ยุคโบราณในร่างเด็กผู้ชายที่ชื่อต้วนอวี้ได้แต่มองต้วนชิงหมิงและถามขึ้นในใจว่า “พี่สาวทำไม
ต้องสู้กันจนต้องตายกันไปข้างหนึ่งด้วย… ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไง?”