การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 422 คำพูดเพ้อเจ้อของจางอี๋เหนียง
การสู้จนต้องตายกันไปข้างหนึ่งต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจในคิดหาวิธีมากมายจนบางครั้งการต่อสู้กันไปกันมาแบบนี้
สุดท้ายทั้งสองฝั่ายอาจไม่เหลืออะไรเลย…ชีวิตของคนเรายังอีกยาวไกลและมีอะไรอีกมากมายนอกจากการสู้กันไปกันมา
ต้วนอวี้ได้แต่คิดในใจแทนพวกนางทุกคน
ต้วนชิงหมิงก้มตัวลงมามองต้วนอวี้และเอ่ยถามขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์การต่อสู้ไม่ใช่เรื่องที่ทำเป็นปกติ แต่เป็นการเอา
คืนในรูปแบบหนึ่งให้อีกฝั่ายรู้เท่านั้นเพราะในสายตาของหลิวหรงและต้วนอวี้หรานคืนแต่จะเอาทุกสิ่งกุมไว้ในมีเพียง
อย่างเดียวสิ่งใดที่แย่งมาง่ายจนเคยชินมักทำให้พวกนางลืมตัวว่าเพิ่งได้ทุกสิ่งมาไม่กี่ปีมานี้เอง!”
ต้วนอวี้ฟังแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ใช่แล้ว! สิ่งที่ต้วนชิงหมิงพูดมานั้นไม่ผิดแม้แต่น้อย
สายตาของแม่ลูกคู่นั้นคิดแต่จะได้คิดแต่จะเอาทุกอย่างเป็นของพวกนางทั้งหมด
แต่การใช้ชีวิตแบบนี้พวกนางไม่เบื่อหน่ายกันบ้างหรือ?
เพียงแค่ต้วนอวี้คิดว่าการสู้รบปรบมือยังต้องยืดยาวอีกไกลก็ได้แต่อ่อนใจขึ้นมา
เมื่อส่งต้วนอวี้กลับเรือนเรียบร้อยแล้วต้วนชิงหมิงก็รีบเร่งเดินกลับเรือนของนางไป ในเวลานี้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยืนรอ
อยู่หน้าเรือนแล้วเพื่อรอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากที่ต้วนชิงหมิงออกจากห้องโถงไปส่งต้วนอวี้
ต้วนเจิ้งมองดูหลิวหรงกับต้วนอวี้หรานอด้วยความผิดหวังและเสียใจเป็นที่สุดแต่ไม่ได้ต่อว่าด่าทออะไรแม้แต่คำ
เดียว
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับรู้… หากต้องลงโทษก็เพราะทำความผิดหากไม่ได้ตั้งใจทำผิดแค่ตักเตือนก็เพียงพอแล้ว
แต่การกระทำผิดของหลิวหรงกับต้วนอวี้หรานทำให้ต้วนเจิ้งเสียใจและผิดหวังจนพูดไม่ออกเขากลัวว่าถ้าเอ่ยปาก
ลงโทษไปอาจควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
ในเวลานี้ต้วนอวี้หรานไม่กล้าที่จะเงยหน้าสบตาต้วนเจิ้งด้วยกลัวขัดหูขัดตาและสร้างความเกลียดชังขึ้นไปอีก
ระหว่างที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าเรื่องราวให้ต้วนชิงหมิงได้ฟังพบว่านางไม่ได้มีท่าทีผิดหวังและประหลาดใจขึ้นมาแม้แต่
น้อยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รู้ดีว่าช่วงหน้าซิ่วหน้าขวานแบบนี้อะไรที่ควรถาม อะไรที่ไม่ควรถาม
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดตามที่ได้ยินได้เห็นจนปากแห้งไปหมดแต่ท้ายที่สุดต้วนชิงหมิงพูดเพียง
แค่ “ข้าทราบแล้ว!” จากนั้นก็ให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับไปพักผ่อน
พอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับออกไปแม่นมหนิงได้เดินเข้ามาไปในห้องต้วนชิงหมิงพร้อมกับปิดประตูจนสนิททั้งสองคน
กำลังปรึกษาหารือเรื่องอะไรอยู่นั้นไม่มีผู้ใดได้ยินเนื้อหาแต่ตอนท้ายที่สุดเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้เปิดประตูเข้าไปเพื่อเปลี่ยน
ดอกไม้จึงได้ยินต้วนชิงหมิงพูดขึ้นประโยคหนึ่งว่า “เนื้อร้ายนั้นอยู่ในจวนต้วนนานเกินไปแล้วหากรักษาก็ทำได้เพียง
ปลายเหตุเท่านั้นในเมื่อจะเจ็บตัวทั้งทีก็ใช้มีดกรีดและขูดเนื้อร้ายออกให้ในครั้งเดียวไปเลยก็แล้วกัน”
เนื้อร้าย? ใช้มีดขูดเนื้อร้าย?เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจทว่านางเห็นสีหน้าที่ตัดสินใจเด็ดขาดของต้วนชิงห
มิงจึงรู้สึกนางเหมือนเป็นอีกคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เปลี่ยนดอกไม้เสร็จสิ้นก็เดินออกจากห้องไป
ไม่นานนักแม่นมหนิงได้เดินตามออกมาจากห้องเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่กล้าเข้าไปถาม ต้วนชิงหมิงก็ไม่ได้เล่าให้ฟัง…เช้า
วัดถัดมาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ต้วนชิงหมิงบอกว่าใช้มีดกรีดและขูดเนื้อร้ายออกที่แท้ก็หมายถึงเรื่องพวกนี้นี่เอง
คํ่าคืนในวันสิ้นปีได้ผ่านไปอย่างทุลักทุเลจนทำให้ทุกคนมีแต่ความเครียดความกดดันจนแทบหายใจหายคอไม่
ออกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เช้าวันถัดมาในเรือนจางอี๋เหนียงจู่ๆก็มีเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจถึงขีดสุด…ความพยายามตลอดทั้งคืน
ในการคลอดลูกออกมานั้นและมากับทารกที่เสียไปแล้วจางอี๋เหนียงที่ฟืนขึ้นมาเห็นได้แต่กรีดร้องด้วยความทรมานจาก
นั้นได้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนสุดท้ายนางก็กลายเป็นคนเสียสติไป
ต้วนเจิ้งกับต้วนชิงหมิงรีบถ่อมาที่เรือนของจางอี๋เหนียงตามลำดับได้พบกับจางอี๋เหนียงที่ทำทุกอย่างระมัดระวัง
มาโดยตลอดต้องกลายมาเป็นคนบ้าเสียสติวิ่งพล่านและหัวเราะไปทั่วห้อง…สิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุดคือในมือของจางอี๋
เหนียงกลับมีผ้าอ้อมเด็กพันบางอย่างอุ้มอยู่ในมือพอได้ฟังที่บ่าวใช้ชิวเอ๋อร์เล่าถึงได้รู้ว่าในผ้าอ้อมเด็กนั้นห่อทารกน้อยที่
เสียชีวิตไปแล้ว
บ่าวใช้คนสนิทของจางอี๋เหนียงที่ชื่อชิวเอ๋อร์ได้ถือผ้าไปด้วยร้องไห้ไปด้วย นางขอร้องให้ต้วนชิงหมิงช่วยนางจับตัว
จางอี๋เหนียงเอาไว้
ขณะที่ต้วนชิงหมิงกำลังเตรียมตัวเดินออกไปช่วยต้วนเจิ้งได้จับแขนห้ามไว้พร้อมกับพูดว่า “หมิงเอ๋อร์ เดี๋ยวพ่อไป
ช่วยเอง”
ต้วนเจิ้งเข้าไปจับตัวจางอี๋เหนียงให้หยุดวิ่งและถามขึ้นอย่างฉงนใจ “เจ้าทำแบบนี้ทำไม?”
ระหว่างที่พูดไปชิวเอ๋อร์ได้เอาผ้าคลุมตัวจางอี๋เหนียงเอาไว้เมื่อจางอี๋เหนียงเห็นว่าเป็นต้วนเจิ้งจึงหัวเราะอย่างคน
เสียสติออกมาและพูดขึ้น “เจ้าเป็นท่านพี่ ข้าจำท่านได้……”
ต้วนเจิ้งพยักหน้ารับอย่างขึงขังจากนั้นได้ลากตัวจางอี๋เหนียงเข้าไปในห้องแต่ว่าจางอี๋เหนียงที่ตกใจจนลนลานได้
พยายามดิ้นขัดขืน “ไม่เอา ปีเซี่ยไม่อยากเข้าไปในห้องไม่เอา……”
ด้วยความจนปัญญาต้วนเจิ้งจึงเลือกปลอบเสียงเบาขึ้นแทน “พวกเราเข้าไปเปลี่ยนรองเท้าในห้องก่อนแล้วค่อย
ออกมาดีไหม?”
ต้วนเจิ้งผู้ไม่เคยปลอบหญิงใดมาก่อนอาจมีนํ้าเสียงที่ฟังแล้วแข็งกระด้างจนทำให้จางอี๋เหนียงที่ได้ร้องไห้โฮเสียง
ดังลั่นขึ้นมา “ท่านพี่อย่าดุปีเซี่ยเลยชีวิตปีเซี่ยน่าสงสารอย่างมาก หลิวหรงพูดว่าถ้าปีเซี่ยเข้าใกล้ท่านพี่เมื่อไหร่จุดจบจะ
ไม่ต่างกับเชวียอี๋เหนียง……”
ต้วนเจิ้งขมวดคิ้วเข้าหากันพร้อมกับครุ่นคิดว่าเป็นใครกันที่สอนสอนให้จางอี๋เหนียงพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา
แต่เมื่อจางอี๋เหนียงเห็นต้วนเจิ้งพยายามจับนางเดินเข้าไปในห้องเพื่อใส่รองเท้านางรีบใช้แรงที่มีดิ้นขัดขืนวิ่งออก
มานอกห้อง
ต้วนชิงหมิงจึงก้าวเท้าออกมาเพียงสองก้าวและตะโกนเรียกเสียงดังว่า “อี๋เหนียง ข้างนอกหนาวเหน็บมากอี๋
เหนียงรีบกลับไปใส่รองเท้าแล้วค่อยออกไปก็แล้วกัน”
ต้วนชิงหมิงที่วันนี้สวมชุดกระโปรงผ้าฝั้ายสีแดงได้ยืนนิ่งอยู่ตรงประตูจางอี๋เหนียงที่เห็นก็ลนลานและนิ่งชะงักไป
ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าหาต้วนชิงหมิงพร้อมกับชี้นิ้วพูดว่า “ปีเซี่ยจำได้นี่คือฮูหยินนี่เอง……”
ต้วนชิงหมิงจึงแสร้งทำตัวเป็นฮูหยินติงโหรวและพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ข้าเอง!”
ทันทีที่จางอี๋เหนียงได้ยินก็ร้องไห้โฮเสียงดังขึ้นมา “ในที่สุดฮูหยินก็กลับมาแล้ว…ฮูหยินไปไหนมารู้หรือไม่ว่าหลิวห
รงทำร้ายลูกในท้องของปีเซี่ยไปแล้วยังทำร้ายลูกในท้องของเชวียอี๋เหนียงและลูกในท้องของบ่าวที่ชื่อซ่งเอ๋อร์อีกคนจาก
นั้นหลิวหรงได้ขายซ่งเอ๋อร์ออกจากจวนไป… ฮูหยิน ปีเซี่ยกลัวเหลือเกินตอนแรกที่ปีเซี่ยตอบรับเป็นอนุ ฮูหยินรับปาก
ไม่ใช่หรือว่าจะดูแลบ่าวไปตลอด แต่ตอนนี้……”
แต่ตอนนี้ ฮูหยินกลับโยนบ่าวทิ้งๆ ขว้างๆจะตามตัวฮูหยินอย่างไรก็ไม่เจอ
จางอี๋เหนียงรีบเข้ามาจับมือต้วนชิงหมิงเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เพียงอย่างเดียว
ต้วนชิงหมิงแอบตกใจที่จางอี๋เหนียงเอาแต่จับมือนางไม่ปล่อยพร้อมกับเล่าเรื่องเก่าของฮูหยินติงโหรวขึ้นมา จนต้
วนชิงหมิงจุกคอพูดอะไรมิออก
อันที่จริงจางอี๋เหนียงเป็นผู้หญิงที่น่าสงสานคนหนึ่งนางเกิดเป็นบ่าวใช้ จากนั้นติงโหรวขอต้วนเจิ้งตั้งนางเป็น
อนุภรรยาแต่หลังจากที่ฮูหยินจากโลกนี้ได้ชีวิตของนางในจวนต้วนก็ไร้ที่พึ่งและอยู่อย่างอัตคัดขัดสนไร้คนเหลียวแล
มาบัดนี้นางกลับเป็นคนเสียสติไปอีกคนแล้ว
ต้วนชิงหมิงหันกลับไปสบตาต้วนเจิ้งโดยที่ทั้งสองคนอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
ทางด้านแม่นมหนิงเป็นกังวลที่ต้วนชิงหมิงเข้าใกล้จางอี๋เหนียงมากเกินไปนางจึงเดินเข้าไปช่วยชิวเอ๋อร์จัดเสื้อผ้า
จางอี๋เหนียงให้ดีและสวมรองเท้าให้จากนั้นได้ประคองจางอี๋เหนียงเดินเข้าห้องไป
ด้วยความเหนื่อยล้าที่ร้องไห้หลายครั้งประกอบกับวิ่งไปมาทั่วห้องจางอี๋เหนียงจึงหลับอย่างง่ายดายหลังจากดื่ม
ยาจากนั้นต้วนเจิ้งกับต้วนชิงหมิงจึงค่อยเดินออกจากห้องไป
ต้วนชิงหมิงรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่เห็นจางอี๋เหนียงต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้พอนางเงยหน้ามองต้วนเจิ้งก็พบว่าเขาก็
เสียใจไม่ต่างกัน
แม้จะเป็นคำพูดของคนเสียสติของจางอี๋เหนียงแต่บางคำพูดก็เป็นจริงตามที่นางพูดออกมา
ตอนที่ฮูหยินติงโหรวมีชีวิตอยู่มักมีความเมตตาอาทรให้กับทุกคนในจวนต้วนเสมอซึ่งนั่นต้วนเจิ้งทราบดีต่อให้ต้
วนเจิ้งรับหลิวหรงที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ให้เข้ามาอยู่ในจวนต้วนฮูหยินติงโหรวก็ไม่ขัดข้องยิ่งไปกว่านั้นไม่เคยดูถูกดูแคลน
และปฏิบัติต่อหลิวหรงด้วยดีจากใจจริงมาตลอด