การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 431 วิธีละลายหิมะ
อาหารในมื้อนี้ทั้งสามคนกินอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขโดยเฉพาะต้วนอวี้ที่กินจนอิมหมีพีมัน ต้วนชิงหมิงกิน
จนพุงกางไม่เหลืออาหารไว้บนโต๊ะเลย
ส่วนเหยียนหลิ่งอวี๋อาจไม่ได้สนใจอาหารเลิศรสพวกนี้มานักเขารับหน้าที่ช่วนต้วนอวี้กับต้วนชิงหมิงหนีบอาหาร
ต่อให้เป็นเต้าหู้ผัดนํ้าแดงที่ต้วนอวี้ชมมิขาดปากเหยียนหลิ่งอวี๋ก็คีบชิมเล็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ทานอาหารอย่างไม่เกรงใจต่อหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋แม้แต่น้อยด้านเหยียนหลิ่งอวี๋ที่เติบโต
ขึ้นมาในวังหลวงย่อมได้ทานอาหารเลิศรสจนเป็นเรื่องปกติไปแล้วดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจกับอาหารที่เซี่ยกั่วทำ
มากนัก
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้วนชิงหมิงทายถูกเพียงครึ่งเดียว
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่เห็นพี่น้องคู่นี้ทานอย่างเอร็ดอร่อยจึงไม่อยากคีบอาหารทานเพราะเป็นการยากที่จะเห็นต้วนชิงห
มิงทำตัวตามสบายเป็นธรรมชาติต่อหน้าเขาฉะนั้นการนั่งชมต้วนชิงหมิงทานอาหารนับเป็นเรื่องสำคัญหาดูได้ยาก
หลังจากที่ทั้งสามคนทานอาหารเสร็จแล้วก็รีบให้คนยกออกไประหว่างที่จิบนํ้าชากันอยู่นั้น ต้วนชิงหมิงจู่ๆ ถาม
ขึ้นว่า “ใช่แล้ว องค์ชายสาม เมื่อหลายวันก่อนข้าให้คนไปส่งจดหมายให้ท่านมิทราบว่าได้อ่านหรือยัง?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับ “ข้าได้อ่านแล้ว!”
เนื้อหาในจดหมายที่ต้วนชิงหมิงเขียนถึงเหยียนหลิ่งอวี๋บอกว่าบนถนนตรอกซอกซอยอับมุมมีชาวบ้านที่หนาวตาย
อดอยากอีกทั้งหิมะนอกเมืองที่ตกสะสมอย่างหนักเกรงว่าอาจเกิดภัยพิบัติได้จึงต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ได้อ่านก็จำขึ้นใจได้ทันทีดังนั้นเช้าวันถัดมาเขาจึงเตรียมความพร้อมรับมือและร่วมมือกับต้วนอ
วี้สร้างถนนชิงหลิวนี้ขึ้น บัดนี้ที่แห่งนี้สามารถทำเงินได้แล้วแต่สำหรับภัยพิบัติที่อาจมาถึงอันใกล้ ที่แห่งนี้อาจช่วยอะไรไม่
ได้มาก
สำหรับปัญหาภัยพิบัตินี้ต้วนชิงหมิงได้คิดแผนการเตรียมการเอาไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เล่าออกมาบัดนี้ได้พบเหยี
ยนหลิ่งอวี๋เข้านางจึงเล่ารายละเอียดถึงสิ่งที่นางคิดไว้ทั้งหมดออกมา
พูดตามความจริงแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่พอดี ไม่รู้จะจัดการให้ดีอย่างไร
นับวันหิมะนอกเมืองได้ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนสะสมเป็นกองสูงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้าน ยามนี้
ชาวบ้านไม่น้อยเริ่มอดตายบ้างหนาวตายบ้าง แม้จะมีการแจกข้าวต้มให้ประทังชีวิตแต่ดูแล้วอาจเป็นวิธีที่ไม่สามารถแก้
ปัญหาในระยะยาวได้
อีกอย่างถ้าภัยพิบัติจากความหนาวในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อที่ตรงจ้วงจื่อเช่นนั้นผลของภับพิบัติก็เพียงแค่เริ่มต้น
เท่านั้นในตอนนี้ราชสำนักต่างระดมความคิดหาวิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้ทว่ายังไม่ได้มีข้อสรุปถึงวิธีช่วยที่เป็นรูปธรรมออก
มาเสียทีถึงแม้เหยียนหลิ่งอวี๋อยากช่วยชาวบ้านมากเพียงใด ดูจากสถานการณ์ตอนนี้อาจไม่เอื้ออำนวย
เหยียนหลิ่งอวี๋คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือช่วยชาวบ้านเป็นอันดับแรกแม้ในวังหลวงกับจวนของขุนนางต่างให้
คนมาช่วยกันกวาดหิมะเปิดทางสัญจรให้กลัมาเป็นปกติแต่นั้นทำได้อย่างผ่านไปทีในเมืองหลวง สำหรับท้องฟั้าที่อึมครึม
หนักเช่นนี้ ดูท่าคํ่าคืนนี้หิมะต้องตกโปรยปรายลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง
เหยียนหลิ่งอวี๋ทำได้เพียงถอนหายใจ “ครั้งนี้ไม่รู้ว่าชาวบ้านต้องอดตายกันอีกเท่าไหร่……”
ในเมื่อถนนหนทางไม่ดีการสัญจรย่อมติดขัดไปด้วย จะเดินจะขนของต่างไม่ราบรื่น
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดก่อนพูดขึ้น “ถ้าตามที่องค์ชายสามคิดไว้สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้อยู่ที่ถนนหนทางหรือชีวิตชาว
บ้านเพคะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถลึงตาโตขึ้น “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
เมื่อครู่ตอนอยู่ตลาดในเมืองหลวงต้วนชิงหมิงเรียกพี่ชายใหญ่หนิงกับพี่ชายรองหนิงจนเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ได้ฟังรู้สึก
ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมากตอนนี้ภายใต้กระท่อมนํ้าแข็งที่มีเพียงสามคน นางยังคงเรียกเขาว่า “องค์ชายสาม” อีกดูท่า
นางคงเรียกจนติดปากแล้วกระมัง?
ต้วนชิงหมิงชะงักไปครู่หนึ่งนางรู้ดีว่าองค์ชายสามผู้นี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น จึงรีบกัดฟันตอบกลับไป “เหยียน
หลิ่งอวี๋ไหนลองบอกมาสิ ในใจของเจ้าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?”
ต้วนชิงหมิงแอบต่อว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ในใจอย่างดูแคลนดูท่าทางแล้วเหยียนหลิ่งอวี๋ผู้นี้คิดแต่จะหาเรื่องแก้แค้น
คนอื่นไปเรื่อย
เมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋เห็นต้วนชิงหมิงที่หัวไวมีไหวพริบรู้จักปรับคำเรียกได้ทันท่วงที เขาจึงตอบขึ้นอย่างดีใจ
“แน่นอนว่าต้องจัดการเรื่องถนนหนทางเป็นอันดับแรก……”
พูดได้เพียงครึ่งหนึ่งนํ้าเสียงของเหยียนหลิ่งอวี๋กลับจริงจังขึ้นมา “เจ้าลองคิดๆ ดู หากหิมะตกโปรยปรายไม่ยอม
หยุดเช่นนี้ไม่ถึงครึ่งเดือนถนนหนทางที่ไปเมืองหลวงต้องเป็นติดขัดเมื่อติดขัดแล้วชาวบ้านย่อมออกไปไหนมาไหนจาก
บ้านไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมิหนำซํ้าอากาศที่หนาวเหน็บ อาหารที่ไม่เพียงพอต้องทำให้มีคนหนาวตายและอด
ตายเป็นแน่หากเป็นเช่นที่ว่าหลังวันตรุษจีนปีนี้คงต้องมีโรคเวินอี้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งแล้ว”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้าเห็นด้วยเพราะสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋คาดการณ์กับความเป็นจริงแทบมิต่างกันเลยหิมะที่
ตกหนักตัดขาดถนนหนทางส่งผลให้การเดินเท้าลำบากไปด้วยจนสุดท้ายชาวบ้านที่ยากจนไม่มีข้าวกินต้องหนาวตายและ
อดตายหรือไม่ก็บ้านที่สร้างไม่แข็งแรงจะถูกหิมะที่ตกสะสมทับจนพังกลายเป็นคนไร้ที่อยู่และล้มตายตามกันไป
ยิ่งไปกว่านั้นหากไม่จัดการกับศพของชาวบ้านที่มากมายกองพะเนินได้ทันท่วงทีกลิ่นและเชื้อโรคจะแพร่กระจาย
กลายเป็นโรคระบาดเวินอี้ในที่สุด
ฉะนั้นสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋พูดออกมากับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงคิดเอาไว้ตรงกันนั่นก็คือการช่วยเปิดทางถนนหนทางเพื่อ
ให้การสัญจรเป็นไปด้วยดีก่อนเพราะทางสัญจรได้แล้ว ทั้งสิ่งของและคนก็จะเดินทางไปได้ถึงแม้สิ่งนี้ไม่สามารถแก้ปัญหา
ที่ต้นเหตุได้ แต่อย่างน้อยที่สุดคนเดินได้ขนของได้ ย่อมช่วยให้ผู้คนต่างหนีเอาชีวิตรอดได้
แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คืออุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้หิมะจับตัวเป็นนํ้าแข็งเช่นนั้นต้องใช้วิธีใดถึง
สามารถเปิดถนนหนทางเพื่อให้การสัญจรกลับมาได้อีกครั้ง
ต้วนชิงหมิงยังจำได้ว่าก่อนที่จะออกจากจวนต้วนได้เห็นทหารไม่น้อยกำลังกวาดเปิดถนนหนทางที่หิมะตกลง
อย่างยากลำบาก
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นจนแทบผูกเข้าหากันแล้วเพราะเขายังคิดวิธีที่ดีไม่ออก
ด้านต้วนชิงหมิงที่เห็นจึงอมยิ้มและพูดว่า “อันที่จริงจะทำให้หิมะที่จับตัวเป็นนํ้าแข็งละลายไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่
ขาดของสิ่งเดียวไปเท่านั้นเอง!”
ทันทีที่เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ยินรีบซักไซร้ถามต่อไป “เจ้ารีบพูดมาได้เลยว่าต้องใช้สิ่งใดกัน?”
“เกลือเพค่ะ!” ต้วนชิงหมิงตอบ
เหยียนหลิ่งอวี๋ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “เกลืออย่างนั้นหรือ?”
เกลือไม่ได้เอาไว้ใช้ทำอาหารเหรอ?จะเอามาใช้หลอมหิมะนํ้าแข็งได้ยังไง? อีกอย่างถนนหนทางในเมืองที่กว้าง
ขนาดนั้นต้องใช้เกลือจำนวนมากเท่าไหร่กว่าจะทำให้หิมะนํ้าแข็งหลอมละลาย?
เนื่องจากในยุคนี้เกลือพึ่งเป็นสิ่งที่คนพึ่งค้นพบว่าสามารถใช้ประกอบอาหารจึงถูกควบคุมจากราชสำนักและแจก
จ่ายไปอย่างเข้มงวดกวดขัน
เมื่อเห็นสีหน้าที่กังวลของเหยียนหลิ่งอวี๋ต้วนชิงหมิงจึงพูดอย่างมีแผนในใจ “เกลือเป็นสิ่งที่สามารถหลอมละลาย
หิมะนํ้าแข็งได้ต่อให้อากาศจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่มีปัญหา อีกทั้งไม่จำเป็นต้องใช้เกลือชั้นดีขอเพียงเป็นเกลือหยาบก็
เพียงพอแล้วเมื่อใช้เหลือละลายนำแข็งหิมะแล้วก็ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ซํ้าดังนั้นพวกเราต้องไปเริ่มไปเอา
เกลือหยาบจากราชสำนักซึ่งมีมากมายมาเริ่มทำกับถนนในเมืองหลวงก่อน”
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้น “แต่ว่าเกลือจะใช้ไห้จริงๆ หรือ?”
เขาไม่ได้สงสัยในตัวต้วนชิงหมิงแต่กลัวว่าวิธีนี้จะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งยังไม่รู้จำนวนที่ต้องใช้ว่ามากขนาดไหน
“ได้อย่างแน่นอนเพค่ะ!” ต้วนชิงหมิงพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ
ในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงได้พูดคุยกับพ่อค้าเกลือคนหนึ่งพ่อค้าเกลือคนนั้นบอกต้วนชิงหมิงว่า ในฤดูหนาวปีหนึ่ง
ระหว่างเดินทางเขาเดินทางไม่ทันระวังกระสอบเกลือที่กำลังขนกลิ้งตกลงทางเดินและทับคนติดามจนเสียชีวิตลาที่ติดกับ
เกวียนหลุดออกวิ่งหนีหายไป พ่อค้าเกลือได้รับบาดเจ็บจนไม่มีแรงเก็บเกลือกลับมาได้เขาจึงทำสัญลักษณ์เอาไว้แล้วจะ
กลับมาเก็บในวันถัดไปแต่เมื่อถึงวันถัดมาเขาก็ต้องแปลกใจที่เกลือนั้นหลอมละลายไปกับหิมะนํ้าแข็งไปอย่างไร้ร่องรอย
ในตอนนั้นพ่อค้าเกลือคิดว่าถูกขโมยมาลักไปจึงเอาแต่ยืนร้องไห้โฮอย่างนั้นอยู่ตรงนั้นต่อว่าหัวขโมยใจชั่วแต่
สุดท้ายเขากลับพบว่าเกลือที่หกไปนั้นได้หลอมละลายหิมะนํ้าแข็งกลายเป็นนํ้าใสแจ๋ว