การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 432 เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
บทสรุปจากความบังเอิญ แน่นอนว่าจะเชื่อทั้งหมดมิได้ พ่อค้าเกลือโกรธและกลัดกลุ้มด้วยความเสียดายเกลือที่
ต้องเสียไป ทว่าเขากลับทำได้เพียงเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แม้เขาจะกลับไปที่บ้าน ทว่าจิตใจก็ยังวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องเกลือ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหตัดสินใจหยิบถุงเกลือที่เหลือ
เพียงครึ่งเดียวสาดลงไปตรงหน้าบ้านที่มีหิมะหนา เพื่อดูว่าเกลือของเขาหายไปได้อย่างไร
เป็นไปตามที่เขาคิดไว้ วันถัดมาตรงจุดที่เขาสาดเกลือลงไป หิมะได้หลอมละลายกลายเป็นนํ้าเกลือสีขาว ไหลไป
ตรงที่ดินสีดำเลอะเทอะ แต่สิ่งที่นึกไม่ถึงคือดินสีดำเหล่านั้นกลับลอยขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
พ่อค้าเกลือเห็นหิมะละลายรวมเข้ากับเกลือในบัดดล ทว่าหลังจากที่เกลือและหิมะนํ้าแข็งละลาย ก็ไม่กลับไปจับ
ตัวเป็นหิมะนํ้าแข็งอีกเลย เพราะในนั้นมีส่วนผสมของเกลืออยู่ ทำให้บริเวณตรงนั้นไม่มีหิมะกองโต
ในชาติที่แล้วระหว่างที่พ่อค้าเกลือทำการค้ากับต้วนชิงหมิง เขาได้เล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุกสนานให้ฟัง หวังเพื่อให้
นางหัวเราะออกมา แม้ในตอนนั้นต้วนชิงหมิงจะยิ้มและหัวเราะออกมาจริง ทว่ากลับแอบจดจำเรื่องที่อีกฝั่ายเล่าได้อย่าง
ขึ้นใจ
อันที่จริงหลักการที่เกลือสามารถละลายหิมะได้นั้น คนที่อาศัยอยู่กับทะเลย่อมรู้ดี เพราะว่าสถานที่ที่ใช้ทำนา
เกลือ ต่อให้เป็นภูเขาหิมะก็จะไม่จับตัวเป็นนํ้าแข็ง ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความลับสุดยอดอะไร เพียงแต่ในสถานที่ที่ไม่ติด
ทะเล เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่รู้กันมากนัก… อีกอย่างการขนส่งในเวลานั้นก็ยังไม่เจริญ ราคาของเกลือจึงมีราคาสูงกว่าข้าวสาร
หากชาวบ้านได้เกลือมาสักถ้วยหนึ่งจะเก็บรักษายิ่งกว่าของลํ้าค่า จึงไม่มีใครเอามาใช้ทดลองการละลายของหิมะแน่นอน
ทางด้านต้วนอวี้ที่ตั้งใจฟังที่ต้วนชิงหมิงเล่ามาก็อดรู้สึกแปลกใจขึ้นมามิได้ ปกติพี่สาวที่เอาแต่คิดเรื่องแก้แค้นของ
เขาจะมีความรู้ในเรื่องนี้ด้วย
เนื่องจากคนยุคปัจจุบันต่างรู้ดีว่าเกลือสามารถละลายหิมะได้ แต่คนในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เลือกจะไม่ใช้เกลือ
ละลายหิมะ แต่เลือกที่จะปล่อยให้หิมะคงตัวกองพะเนินอยู่อย่างนั้นแทน
อีกอย่างคนในยุคปัจจุบันรู้ว่าการจับตัวของนำเกลือยังตํ่ากว่านํ้าเปล่ามาก หากสาดเกลือลงไปในหิมะจะทำให้นํ้า
ที่ละลายกลายเป็นนํ้าเกลือ ส่งผลให้หิมะละลายไปเองอย่างต่อเนื่องยากที่ให้หิมะกลับมาคงตัวดังเดิม
ดังนั้นต้วนชิงหมิงจึงใช้หลักการเกลือละลายหิมะมาใช้ ซึ่งสิ่งนี้ต้วนอวี้รู้อยู่แล้ว แต่สำหรับคนยุคโบราณนั้นรู้เรื่อง
นี้น้อยมาก เขาจึงได้แต่คิดไม่พูดไม่จา
ต้วนอวี้ยังจำได้ว่าโลกในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่เขาจากมานั้น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลนั้นเป็นเรื่อง
ง่ายดายมาก เขาจำได้ว่านํ้าเกลือสามารถกัดเซาะผิวถนนและผืนดินได้ ดังนั้นหลายประเทศที่ต้องการรักษาถนนจึงไม่ใช้
วิธีสาดเกลือลงหิมะแล้ว แต่กลับประดิษฐ์นวัตกรรมเม็ดสำหรับละลายหิมะโดยเฉพาะ
ยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ทำให้หลายพื้นที่ไม่มีหิมะตก การใช้เกลือ
ช่วยละลายนํ้าแข็งหิมะจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
เดิมทีต้วนอวี้อยากบอกต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋ เรื่องเกลือ ว่าสามารถทำลายผิวถนนหนทาง แต่เมื่อคิดๆ ดู
แล้วเขากลับนิ่งเงียบไว้เสียดีกว่า
อย่างไรเสียยามนี้ต้วนอวี้ยังอยู่ในร่างเด็ก หากรู้เรื่องอะไรที่เกินตัวต้องสร้างความสงสัยให้กับคนอื่นเคลือบแคลง
สงสัย เขายังรู้อีกว่าหิมะในเมืองหลวงนับวันยิ่งกองสูงขึ้น ครั้นจะเดินหรือสัญจรก็ยาก ดังนั้นการละลายหิมะนํ้าแข็งจึง
ต้องทำอย่างเร่งด่วน ส่วนเรื่องการทำลายพื้นผิวถนนหนทางนั้นอาจไม่ส่งผลมาก เนื่องจากถนนหนทางในยุคโบราณเป็น
พื้นดินเสียส่วนใหญ่ ไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน
ในเมื่อต้วนอวี้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว จึงไม่พูดขัดต้วนชิงหมิงและเหยียนหลิ่งอวี๋
แต่มีบางเรื่องที่ต้วนอวี้ต้องพูดเตือนทั้งสองคนเสียหน่อย “อวี้เอ๋อร์ได้ยินมาว่าการกัดเซาะของนํ้าเกลือค่อนข้าง
มาก ไม่รู้ว่าจะส่งผลต่อถนนหนทางหรือเปล่า?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังก็พยักหน้ารับรู้ “เรื่องนี้ปล่อยไปก่อนแล้วกัน ถนนหนทางใช้สัญจรไม่ได้สามารถซ่อมกลับมา
แต่ถ้าคนตายไปแล้วจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้อีก”
คำพูดของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้ต้วนชิงหมิงคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
เพราะในความคิดของนาง เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนไม่ทำการทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน นางนึกไม่ถึงว่าคนไม่เอาไหน
อย่างเขาจะห่วงใยราษฎรมากถึงเพียงนี้!
เมื่อทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋จึงอาสาพาทั้งสองคนไปเยี่ยมชมรอบๆ
กว่าที่เด็กหนุ่มจะมาส่งต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้ถึงจวนต้วน ก็เป็นเวลาพลบคํ่าแล้ว เขาต้องรีบนำวิธีการแก้ปัญหา
ของต้วนชิงหมิงกลับเข้าวังหลวง ส่วนต้วนอวี้ที่กินอิ่มหนำสำราญก็อยากนอนเต็มประดาจึงไม่ได้รั้งเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่พูด
คุยต่อ
ส่วนต้วนชิงหมิงที่แอบหนีหนิงเปั่าจวี่กับหนิงจ้งจวี่ไปก็ไม่ทราบว่าทั้งสองคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง นางกลัวต้วนเจิ้ง
ตำหนิจึงใจร้อนรนอยู่ไม่เป็นสุข
สองพี่น้องบอกลาเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นที่เรียบร้อยต่างพากันเดินเข้าจวนไป ส่วนเด็กหนุ่มก็เดินขึ้นรถม้าจากไป
ต้วนชิงหมิงคิดไม่ถึงว่าหลังจากที่นางออกไปข้างนอกเกือบครึ่งวัน ในจวนต้วนแห่งนี้ได้เกิดเรื่องนี้แล้ว!
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงกลับมาเรือน เยวี่ยเจียก็รีบเข้ามากระซิบกระซาบข้างหู ถึงเรื่องที่ต้วนอวี้หรานหายตัวไป ต้วน
เจิ้งออกจากจวนไปยังไม่กลับมา เยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วต่างคุกเข่าอยู่หน้าเรือนหลิวหรงเพื่อรอการลงโทษ”
ต้วนชิงหมิงได้ฟังหัวใจก็รู้สึกเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
ตอนออกไปข้างนอกนางได้เห็นต้วนอวี้หรานครั้งหนึ่ง กลับนึกไม่ถึงว่าตอนนี้นางจะหายตัวไปแล้ว?
นางหายตัวไปเองหรือว่าถูกลักพาตัวไปกันแน่ ถ้าเป็นว่านางหายตัวไป หลิวหรงต้องออกตามหา แต่ถ้าถูกลักพา
ตัวไป ใครกันที่อุกอาจทำกับต้วนอวี้หรานแบบนี้?
ช่วงนี้จวนต้วนเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ช่วงก่อนต้วนชิงหมิงถูกไล่สังหาร ต้วนอวี้หายตัว แม้ว่าต้วนอวี้
หรานยอมรับว่าเป็นคนทำ แต่ทำไมจู่ๆ นางถึงใจกล้าบ้าบิ่นได้เพียงนี้?
เด็กสาวครุ่นคิด พลางหันหน้าไปทางเรือนของต้วนอวี้หราน แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปตรงกำแพงเรือนของต้วนอวี้
หราน ยิ่งเข้าไปใกล้ยิ่งได้ยินเสียงด่าทอสาดเสียเทเสียกับเสียงร้องอ้อนวอนทั้งนํ้าตา
นางขมวดคิ้วขึ้นทันที เดินดุ่มๆ เข้าไปในเรือนต้วนอวี้หราน
นางเดินเข้าไปเห็นเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วที่คุกเข่าอยู่หน้าเรือน ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเหมือนกำลังวิงวอนขอร้องให้ต้
วนชิงหมิงช่วยชีวิตพวกนางด้วย
ใบหน้าของเยวี่ยหวากับเยวี่ยซิ่วต่างบวมแดงไปหมด เสื้อผ้าก็ดูเหมือนถูกฉุดกระชากจนขาด ดูท่าแล้วหลิวหรงคง
ทำโทษบ่าวรับใช้สองคนนี้ไม่เบา ยามนี้นางเห็นบ่าวรับใช้ทั้งสองคนคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะ มีเลือดไหลซิบๆ ลงบนหิมะจน
เป็นคราบสีแดง
ถึงแม้บ่าวอย่างพวกนางจะทำสัญญาขายชีวิตให้เจ้านาย แต่เมื่อเห็นการลงโทษที่หนักขนาดนี้ ต้วนชิงหมิงได้แต่
มองอย่างสงสารจับใจ
อันที่จริง พวกนางไม่มีความผิดร้ายแรง เพียงแต่ผิดตรงที่ติดตามเจ้านายอย่างต้วนอวี้หราน ตอนนี้ต้วนอวี้หราน
แอบไปเที่ยวเล่นข้างนอกโดยทิ้งให้บ่าวสองคนรับโทษแทน อีกทั้งยังตกอยู่ในนํ้ามือของหลิวหรงกับแม่นมหนิงอีก บ่าว
สองคนนี้คงต้องรับโทษหนักอย่างเลี่ยงไม่ได้เป็นแน่
ต้วนชิงหมิงกวาดสายตาขึ้นมอง พบหลิวหรงกำลังนั่งเก้าอี้กอดโส่วหลูอยู่ในอุ้มมือ สายตาอำมหิตที่เต็มไปด้วย
ความโกรธของหลิวหรงกำลังจ้องอาฆาตเยวี่ยหวาและเยวี่ยซิ่ว “วันนี้ถ้าพวกเจ้าทั้งสองคนไม่บอกว่าต้วนอวี้หรานไป
ที่ไหน ก็จงคุกเข่าอยู่อย่างนี้จนกว่าเจ้านายของพวกเจ้าจะกลับมาละกัน!”