การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 446 เรื่องในใจของสาวน้อยใครจะล่วงรู้ได้?
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 446 เรื่องในใจของสาวน้อยใครจะล่วงรู้ได้?
เดิมทีเชวียหนิงหรานต้องการพูดกลบเกลื่อนอีกสองประโยค แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่จริงจังของต้วนอวี้กลับทำให้นาง
รู้สึกกดดันจนพูดไม่ออก
นางเลือกไอกลบเกลื่อนความกดดัน หันไปส่งสายตาให้กับเนี่ยไฉ่เยวี่ยและต้วนชิงหมิง ทว่าสองคนนั้นกลับก้ม
หน้าก้มตาไม่มองมาที่นาง ทางด้านต้วนอวี้ก็รอฟังคำตอบด้วยสีหน้าที่ตั้งใจ ยิ่งทำให้นางรู้สึกกดดันจนทำตัวไม่ถูก
เชวียหนิงหรานกลอกตาไปมา หยิบผ้าเช็ดหน้าแสร้งปั้องปาก “แหะ แหะ! หลายวันมานี้อากาศเย็นเหลือเกิน อวี้
เอ๋อร์จะออกไปไหนมาต้องสวมเสื้อให้หนาหน่อย มิเช่นนั้นอาจไม่สบายเอาได้!”
ต้วนอวี้อมยิ้มส่งให้เชวียหนิงหรานด้วยความไร้เดียงสา เขากะพริบตาปริบๆ เอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงจริงจัง “พี่หนิง
หราน เหมันต์ฤดูไม่ได้หนาวเหน็บเพียงไม่กี่วันนี้กระมัง ยิ่งไปกว่านั้นหากพ้นวันนี้ไป อวี้เอ๋อร์ก็จะอายุครบเจ็ดปีและไม่ใช่
เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เหตุใดเรื่องใส่เสื้อผ้าหนาๆ ถึงยังต้องพูดยํ้าเช่นนี้ด้วย?”
“ความหมายของอวี้เอ๋อร์คือรำคาญที่พี่พูดใช่หรือไม่?” เชวียหนิงหรานทำหน้าไม่ถูก
วันนี้เป็นวันอะไรกันแน่เนี่ย เนี่ยไฉ่เยวี่ยพูดเหน็บนาง แม้แต่ต้วนอวี้ยังคิดว่านางพูดไปเรื่อยอีก
ต้วนอวี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อเห็นว่าเชวียหนิงหรานเก็บอาการและความรู้สึกไม่อยู่ แต่เมื่อเห็นนางทำสีหน้าไม่ถูก
เขาก็อดสงสารไม่ได้ รีบส่ายหน้าและอธิบายอย่างจริงใจ “พี่หนิงหรานอย่าได้เข้าใจผิดไป… พี่หนิงหรานเป็นห่วงอวี้เอ๋อร์
มีหรือที่อวี้เอ๋อร์จะไม่ดีใจ เพียงแต่อวี้เอ๋อร์อยากรู้ว่าคำพูดของพี่ไฉ่เยวี่ยประโยคไหน ทำให้หนิงหรานไม่ถูกใจกัน?”
เมื่อก่อนต้วนอวี้เรียกเชวียหนิงหรานว่า พี่สาวเชวีย จากนั้นกลายเป็นพี่หนิงหราน ไปๆ มาๆ ก็เรียกชื่อตรงๆ
ราวกับต้องการดึงความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันขึ้นไปอีก
อันที่จริงชื่อของหญิงสาวนั้นเป็นสิ่งที่สูงส่งและไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถเรียกชื่อโดยตรง แต่เมื่อถูกต้วนอวี้เป็นผู้
เอ่ยกลับไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด กลับเป็นต้วนชิงหมิงที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจถึงความเหมาะสม แต่ในเมื่อผู้เป็น
น้องชายต่างนับวันนับคืนรอคอยการมาของเชวียหนิงหราน นางจึงมิอยากพูดขัดให้ต้วนอวี้เสียใจ ฉะนั้นจึงหาเรื่องพูดคุ
ยกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยต่อไป ปล่อยให้เชวียหนิงหรานหาทางรอดเอาเอง
เชวียหนิงหรานนึกไม่ถึงว่าต้วนอวี้จะจับประเด็นนี้ไม่ปล่อย อันที่จริงสิ่งที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยพูดดูเหมือนสนุกปาก หาก
ต้องให้เชวียหนิงหรานนำมาพูดใหม่ตอนนี้คงกระดากปากไม่น้อย
ต้วนอวี้มองไปที่ใบหน้ากลํ้ากลืนฝืนทนของเชวียหนิงหราน ก่อนเอ่ยขึ้น “พี่หนิงหราน… พี่ไฉ่เยวี่ยไม่ได้พูดว่า
อะไรถึงพี่หนิงหรานเสียหน่อย เหตุใดต้องทำตัวไม่ถูกเช่นนี้ด้วย?”
ครั้งนี้เป็นเพราะเชวียหนิงหรานคิดมากเกินไปจริงๆ พอต้วนอวี้พูดขึ้นนางก็หน้าแดงกํ่าจนไปต่อไม่เป็น
ทางด้านเนี่ยไฉ่เยวี่ยรีบลากต้วนชิงหมิงแอบไปคุยเงียบๆ กันสองคนแล้ว สายตาของเนี่ยไฉ่เยวี่ยเปล่งประกาย
ราวกับว่าเก็บสมบัติที่มีราคาสูงลิบลิ่วได้ ถามเสียงเบา “ชิงหมิง วันเกิดของต้วนอวี้วันนี้ มีคนมาร่วมงานและอวยพรวัน
เกิดเยอะหรือไม่?”
ต้วนชิงหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหัวเราะออกมา “เยอะที่ไหนกันเล่า อวี้เอ๋อร์อายุยังน้อย รู้จักคนไม่มาก พูดก็พูด
เถอะ นอกจากคุณชายเชวียสองท่านแล้ว คนอื่นที่มาก็เพื่อนชิงหมิงเท่านั้น ไม่นับว่าคึกคักหรอก”
ต้วนชิงหมิงตั้งใจไม่พูดถึงหลิวยวนทำให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่นานนางก็เก็บความรู้สึกผิดหวังนี้กลับ
ไปไว้ในใจแทน “ดูจากท่าทางของอวี้เอ๋อร์แล้ว ดูดีใจไม่น้อยเลยนะ”
คำพูดนี้ต้องการเชื่อมโยงไปถึงเชวียหนิงหราน ต้วนชิงหมิงจึงหันกลับไปมองต้วนอวี้ พบเชวียหนิงหรานมีสีหน้าที่
เขินอายจึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ก็ใช่นะสิ เจ้ากับพี่หนิงหรานมาร่วมงานได้ อวี้เอ๋อร์ย่อมดีใจมาก!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรู้ดีว่าที่ต้วนอวี้ดีใจจนออกหน้าออกตาเป็นเพราะเจอเชวียหนิงหรานต่างหาก ทว่าคำพูดนี้จะพูดต่อ
หน้าคนอื่นมิได้ นางจึงอมยิ้มและเปลี่ยนเรื่องอื่นพูดขึ้นแทน
ด้านนอกประตูเรือนจู่ๆ มีเสียงชิวหนิงดังขึ้น “เป็นคุณชายหลิวใช่ไหมเจ้าคะ? โปรดรอสักครู่ ชิวหนิงจะเข้าไป
เรียนคุณหนูให้เจ้าค่ะ!”
คุณชายหลิวที่ว่าหมายถึงหลิวยวนอย่างนั้นหรือ?
ทันทีที่เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยิน เนื้อตัวเต้นก็เต้นด้วยความดีใจ ใบหน้าที่ขาวอมชมพูบัดนี้แดงกํ่า เมื่อได้ยินชื่อของหลิว
ยวน ไม่เสียแรงที่นางอุตส่าห์แต่งองค์ทรงเครื่องมาร่วมงานวันเกิดในวันนี้
ต้วนชิงหมิงลุกขึ้นยืน “อ้อ! คุณชายหลิวมาแล้ว พวกเราออกไปดูกันเถอะ”
วันตรุษจีนปีนี้หลิวยวนเกิดปั่วยขึ้นมากะทันหัน ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงได้ ยิ่งไปกว่านั้น
ได้ยินมาว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่กลัวคนครหา ไปเยี่ยมหลิวยวนถึงจวนเสนาบดี เรื่องนี้ทำเอาเสนาบดีหลิวจื๋อถึงกับหัวเสียไม่
น้อย… เดิมทีนั้นต้วนชิงหมิงวางแผนไปเยี่ยมหลิวยวนเช่นกัน แต่เหยียนหลิ่งอวี๋กลับห้ามนางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ใน
ตอนนั้น หากนางเข้าไปผสมโรงคงต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ต้วนชิงหมิงรู้ดี เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะองค์หญิงจิ่นซิ่ว
นางไม่ยอมให้หญิงอื่นเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับหลิวยวน หากนางยังยืนกรานไปเยี่ยมอาจเกิดเรื่องจนบานปลาย สุดท้าย
จึงต้องให้บ่าวรับใช้ผู้ชายของต้วนอวี้ ใช้ชื่อของต้วนอวี้ในการไปเยี่ยมแทน
เรื่องนี้ทำให้ต้วนชิงหมิงเป็นห่วงหลิวยวนขึ้นมาไม่น้อย นางกับหลิวยวนรู้จักกัน ดังนั้นการไปเยี่ยมจึงเป็นการ
แสดงนํ้าใจและมิตรภาพที่มีต่อกัน ทว่าบัดนี้หลิวยวนมาถึงที่นี่ นางย่อมรู้สึกดีใจ
พอเนี่ยไฉ่เยวี่ยเห็นต้วนชิงหมิงมีท่าทางดีใจจนออกนอกหน้า นางจึงคิดในใจว่าต้วนชิงหมิงที่ภายนอกทำเป็นไม่
สนใจ แต่เมื่อได้ยินชื่อหลิวยวนขึ้นมา กลับดีใจจนเนื้อตัวสั่นมากกว่านางเสียอีก หรือว่าสิ่งที่นางสังหรณ์ใจจะเป็นจริง?
ต้วนชิงหมิงเห็นท่าทางของเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็อดถอนหายใจไม่ได้ “ข้ากับคุณชายหลิวนับถือกันเป็นพี่น้อง ช่วงวันตรุษ
จีนเขาไม่สบายหนัก ข้ามิอาจไปเยี่ยมได้จึงรู้สึกผิดอยู่ในใจ ขอให้พี่ไฉ่เยวี่ยอย่าได้คิดเรื่องของข้ากับหลิวยวนเกินเลยไปถึง
ขั้นนั้นเลย!”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยถูกต้วนชิงหมิงอ่านใจออกหมด พูดปัดด้วยใบหน้าขึ้นสี “ข้าคิดมากที่ไหนกัน ข้าว่าเจ้าต่างหากที่
คิดมากเกินไป!”
ถึงแม้เนี่ยไฉ่เยวี่ยพูดว่าไม่ได้คิดอะไร แต่สีหน้าท่าทางที่แสดงออกมากลับชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย ต้วนชิงหมิง
เห็นแล้วอดยิ้มเยาะในใจมิได้… ดูท่าเนี่ยไฉ่เยวี่ยผู้นี้จะตกหลุมรักหลิวยวนเข้าแล้วกระมัง?
ต้วนชิงหมิงได้ถามขึ้นมา “พี่ไฉ่เยวี่ยรู้หรือไม่ว่าหลิวยวนปั่วยเป็นอะไร?”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยส่ายหัวปฏิเสธ
อีกฝั่ายจึงเปิดปากเล่า “ได้ยินมาว่าหลิวยวนล้มปั่วยลง กลางดึกก่อนวันที่ต้องไปร่วมงานเลี้ยงวันตรุษจีนในวัง
หลวง องค์หญิงจิ่นซิ่วเดินทางไปเยี่ยมหลิวยวนถึงจวนเสนาบดี จนสุดท้ายสร้างความไม่พอใจให้กับเสนาบดีหลิวจื๋อเป็น
อย่างยิ่งเลยล่ะ”
เนี่ยไฉ่เยวี่ยได้ยินเพียงแค่หลิวยวนล้มปั่วยก็ตกใจมากแล้ว แต่พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดนางถึงกับยกมือปิดปาก
ด้วยความตกใจ “มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ?”
นี่เป็นเรื่องที่จวนเสนาบดีสั่งปิดเงียบมิให้แพร่งพรายออกไป แต่ต้วนชิงหมิงกลับรู้มาจากเหยียนหลิ่งอวี๋ ฉะนั้นนาง
จึงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยครุ่นคิดเรื่องนี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมือต้วนชิงหมิง “ชิงหมิง เรื่องนี้เจ้ารู้มาจากที่ไหนกัน?”
นางไม่มีทางบอกเนี่ยว่าเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนเล่าให้ฟัง นางจึงตอบนิ่งๆ กลับไป “อวี้เอ๋อร์เป็นคนบอกข้าน่ะสิ!”
ลางสังหรณ์ของผู้หญิงนั้นแม่นยำมาก เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของต้วนชิงหมิงแล้ว เนี่ยไฉ่เยวี่ยมั่นใจว่าจะต้องไม่ใช่
ต้วนอวี้อย่างแน่นอน ส่วนใครจะเป็นคนบอกนั้นไม่สำคัญ ขอเพียงเป็นเรื่องหลิวยวนก็พอแล้ว
โดยปกติแล้วเรือนของสตรีจะไม่ได้เปิดให้เข้าออกได้โดยง่าย อีกทั้งหลิวยวนยังเป็นผู้ชาย หากไม่ได้รับอนุญาต
จากเจ้าของเรือนเสียก่อน เขาก็มิสามารถก้าวเท้าเข้าไปได้แม้แต่ก้าวเดียว