การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 449 ข้าต้องการแต่งกับนาง
มีเพียงเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่กำลังมองเชวียหนิงหรานด้วยสายตาอิจฉา นางจะโชคดีอะไรปานนี้ แม้ท่านพ่อของนางจะ
ลำเอียงไปบ้าง แต่ยังมีท่านแม่และพี่ชายคอยดูแล มีต้วนชิงหมิงคอยเป็นสหาย บัดนี้ยังมีต้วนอวี้มาแอบชอบอีก ทำไม
เรื่องดีๆ ถึงเกิดกับนางเสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น เนี่ยไฉ่เยวี่ยยังกลับคิดเลยเถิดไปว่า หากหลิวยวนพูดออกมาเหมือนที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าว นางจะ
ยินยอมพร้อมใจให้ทุกอย่างแก่หลิวยวน สายตาของนางพลันไปตกอยู่ที่หลิวยวนพร้อมกับใบหน้าแดงระเรื่อ
ทางด้านเชวียหนิงหรานที่ได้ฟังที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าว ใบหน้าของนางขึ้นสีทันที นางมองไปที่ต้วนชิงหมิงเป็น
นัยว่าให้รีบช่วยนางให้หลุดจากสถานการณ์นี้โดยเร็วด้วยเถิด
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกคนภายในห้องนั้นที่มีต่อเขา ทว่าสายตาที่มองมาอย่างตำหนิของต้วนชิงห
มิงกลับทำให้เขารู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
เป็นที่ทราบกันดีว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ไม่แสดงอาการออกทางสีหน้าและแววตา แต่การถลึงตาโตมองมาของ
นาง ถือว่าเหยียนหลิ่งอวี๋พูดได้ถูกต้องแล้ว
ต้วนชิงหมิงปรายตามองไปที่เชวียหนิงหรานก่อนถอนหายใจออกมา เหยียนหลิ่งอวี๋เป็นคนที่พูดอะไรโดยไม่คิด
เวลานี้เชวียหนิงหรานมีใจให้ต้วนอวี้หรือไม่นั้นมิทราบได้ แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องนี้ออกมา ใน
ระหว่างที่นางตัดสินใจจะพูดออกมา กลับมีเสียงเรียบนิ่งพูดตัดหน้าขึ้นมา
การได้รู้จักเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้ต้วนอวี้เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ต้วนอวี้รีบทำความเคารพโดยโค้งคำนับ
และตอบ “องค์ชายสามพูดได้ดี เป็นต้วนอวี้ที่ทำอะไรเลอะเลือนไปจนอาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของหนิงหรานได้ วันนี้
เป็นวันเกิดครบรอบเจ็ดปีของอวี้เอ๋อร์พอดี ฉะนั้นหากผ่านพ้นวันนี้ไป อวี้เอ๋อร์จะให้ท่านพ่อเป็นคนไปสู่ขอถึงจวนเชวีย
ขอรับ!”
หากยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติ ต้องรอให้ผ่านพ้นวันเกิดวันนี้ไปเสียก่อน เขาจึงอายุครบเจ็ดปีเต็ม แต่กลับรีบร้อน
พูดให้ตัวเขาเองดูโตขึ้นในทันที
นํ้าเสียงที่หนักแน่นดั่งภูผาที่หนักอึ้ง คนที่ตกใจจนทำตัวไม่ถูกไม่ใช่เชวียหนิงหราน ทว่าเป็นพี่น้องตระกูลเชวียทั้ง
สองคน
เชวียจื่อซวนได้แต่หน้าแดงจนพูดอะไรไม่ออก ส่วนเชวียหนิงซวนที่นิสัยหุนหันพลันแล่น กลับเดินพุ่งไปด้านหน้า
ของเด็กน้อย เอื้อมมือไปจับบ่าของต้วนอวี้เขย่าไปมาอย่างแรง เอ่ยเสียงดังลั่น “ต้วนอวี้ เจ้ากำลังพูดบ้าอะไรกัน! รู้หรือ
ไม่ว่าเจ้าอายุแค่หกปีเท่านั้นเอง!”
ต้วนอวี้จ้องเชวียจื่อซวนด้วยสายตาหนักแน่นและตอบอย่างมั่นใจ “ข้าอายุเจ็ดปีแล้ว!”
ช่างน่าขำสิ้นดี… ใครอายุครบเจ็ดปีก็สามารถแต่งงานได้อย่างนั้นหรือ?
เชวียจื่อซวนหน้าแดงขึ้นมาด้วยความเดือดดาล “พวกเราไม่มีทางให้น้องสาวของเราไปแต่งงานกับเจ้าหรอก!”
ต้วนอวี้ถูกเชวียจื่อซวนจับตัวเขย่าไหล่จนเกือบล้มลงกับพื้น โชคดีที่ต้วนชิงหมิงรีบเข้ามาคว้าไว้ได้ทัน ด้าน
เนี่ยไฉ่เยวี่ยรีบกุมมือของต้วนชิงหมิงเอาไว้แน่น ส่ายหน้าเป็นสัญญาณบอกต้วนชิงหมิงอย่าได้เอาเรื่อง
เรื่องที่ต้วนอวี้อยากแต่งกับเชวียหนิงหราน เกรงว่านับจากนี้ไปต้องเผชิญเรื่องราวต่างๆ อีกมาก นางคงช่วยต้วนอ
วี้ได้เพียงครั้งคราวเท่านั้น แต่มิอาจอยู่ปกปั้องไปได้ชั่วชีวิต และดูเหมือนว่าต้วนอวี้อยากพึ่งกำลังของตัวเขาเองในการ
จัดการเรื่องนี้
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจพลางชำเลืองมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ พบว่าอีกฝั่ายกำลังมองอมยิ้มส่งมาให้ ทำให้
นางเขินจนต้องรีบก้มหน้าลงแทบไม่ทัน
ทางด้านต้วนอวี้ในเวลานี้ แม้ว่าเขาจะตัวเล็กกว่าเชวียหนิงซวน ทว่ามาดและท่าทางกลับกินกันไม่ลง ต้วนอวี้ยัง
คงยืนนิ่งมองไปทางเชวียหนิงซวนพลางหัวเราะเยาะ “ต้วนอวี้ยังไม่มีภรรยา หนิงหรานก็ยังไม่ได้ออกเรือน เหตุใดจะ
แต่งงานกันไม่ได้?”
เชวียหนิงซวนได้แต่โมโหจนหน้าแดงกํ่า ทว่าไร้ซึ่งคำพูด
ในสมัยโบราณยังไม่มีความคิดที่บุรุษอายุน้อยหาเลี้ยงภรรยาที่อายุมากกว่า
หากจะพูดว่าต้วนอวี้อายุยังน้อยและอยากแต่งงานกับคนที่อายุมากกว่านั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ ดูจากตอนที่คนให้
กำเนิดบุตรออกมา มักถูกจับคู่ให้หมั้นหมายตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่เมื่อบุรุษเติบใหญ่ขึ้น สามารถมีอนุภรรยาได้มากมาย
ตามใจปรารถนา ส่วนภรรยาได้แต่นั่งเศร้าโศกอาดูรโดยที่ไม่มีผู้ใดเห็นต่างกับความคิดนี้
เชวียหนิงซวนตะลึงจนพูดไม่ออก ในขณะที่เชวียจื่อซวนสวนกลับอย่างหนักแน่น “ต้วนอวี้ ต่อให้เจ้าจริงใจให้น้อง
สาวของพวกเรา พวกเจ้าทั้งสองก็มิอาจอยู่ครองคู่กันได้ จากที่ข้าได้ยินมา ท่านพ่อท่านแม่กำลังปรึกษากันเรื่องงานแต่ง
ของนางอยู่”
เพียงประโยคนี้เพียงประโยคเดียว สีหน้าของต้วนอวี้ก็เปลี่ยนไปทันที “คุยเรื่องการหมั้นหมายเรียบแล้ว แต่ยังไม่
ได้ส่งของกำนัลมา อย่างนั้นข้าย่อมมีโอกาส!”
เชวียจื่อซวนส่ายหัวไปมา “เกรงว่าจะยาก”
หัวใจของต้วนอวี้พลันหนักอึ้ง
เขาเข้าใจความหมายที่เชวียจื่อซวนต้องการสื่อออกมา ทว่ามีหรือที่เขาจะยอมเลิกราไปอย่างง่ายดาย
ต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองเชวียจื่อซวนช้าๆ “คนผู้นั้น พี่รู้จักด้วยหรือ?”
“รู้จักสิ!” เชวียจื่อซวนพยักหน้ารับเบาๆ
ต้วนอวี้ได้ถามต่อไปว่า “บ้านคนผู้นั้นฐานะเป็นเช่นไร มีอนุภรรยาอยู่แล้วหรือไม่?”
“ฐานะทางบ้านไม่ต้องพูดถึงเลย ส่วนเรื่องจะมีอนุภรรยาไหม แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว” เชวียหนิงซวนตอบหลัง
จากที่ครุ่นคิดเรียบร้อยแล้ว
ปกติแล้วบรรดาคุณชายที่มีฐานะรํ่ารวยไม่เคยมีผู้ใดมีภรรยาเอกเพียงผู้เดียว ก่อนที่จะหาภรรยาเอกให้บุตรชาย
นั้น มักให้สาวใช้ในจวนปรนนิบัติทั้งร่างกายและจิตใจ จากนั้นรอไปเรื่อยๆ จนคุณชายแต่งงาน สาวใช้จึงกลายเป็น
อนุภรรยาโดยปริยาย
พอต้วนอวี้ได้ฟังจึงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมถามกลับไป “ถ้าหนิงหรานยอมตกลงปลงใจด้วย ต้วนอวี้จะไม่มี
ทางรับอนุภรรยามาเพิ่มอีก ทั้งยังจะมีนางเพียงคนเดียวเป็นคู่ครองตราบวันสิ้นลมหายใจ”
คำพูดของต้วนอวี้ทำเอาทุกคนต่างตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด
มีนางเพียงคนเดียวเป็นคู่ครองตราบวันสิ้นลมหายใจ?
สิ่งที่พูดออกมานั้นเป็นเหมือนกับนิยายปรัมปรา ในยุคโบราณที่ต้วนอวี้มาอยู่นั้น มิเคยมีชายใดไม่มีอนุภรรยาเลย
การรับอนุภรรยาเป็นจึงเป็นเรื่องปกติวิสัย เพราะการตัดสินผู้ชายนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอนุภรรยามากน้อย แต่ดูจากผล
งานการออกศึกสงครามสู้รบ
เชวียจื่อซวนใช้แรงกลืนนํ้าลายเฮือกใหญ่ลงคอ พร้อมกับส่งสายตาให้กับเชวียหนิงซวน
ท่านพ่อมีอนุภรรยามากจนท่านแม่เจ็บชํ้านํ้าใจจนสิ้นแล้ว เรื่องนี้คนอื่นอาจไม่รู้ ทว่าพี่น้องอย่างพวกเขากลับรู้ดี
เชวียหนิงหรานเป็นน้องสาวคนเดียวของพวกเขา พวกเขาย่อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องสาวจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข การ
มีอนุภรรยาสามารถสร้างเรื่องราวได้ไม่จบไม่สิ้น ฉะนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมพี่น้องตระกูลเชวียทั้งสองคนที่อายุสิบ
สามสิบปีแล้วยังไม่คิดแต่งงานออกไป
สรุปแล้วอะไรที่เรียกว่าความสุขกันแน่ ฐานะที่รํ่ารวย ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือความรุ่งโรจน์ของบรรพบุรุษ?
กลัวว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความฝันของบุรุษทุกคน ส่วนสตรีนั้นกลับคิดเพียงว่าได้รับความรักจากผู้เป็นสามี แต่
บัดนี้คำพูดของต้วนอวี้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงตามกันไป ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดจะทำได้จริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยจิตใจที่กล้า
หาญของเขาได้ทำให้ทุกคนต่างซาบซึ้งใจ
เชวียจื่อซวนนิ่งเงียบ ปล่อยให้ต้วนชิงหมิงพาตัวเชวียหนิงหรานเดินออกไปด้านนอก
ถึงแม้ต้วนอวี้อายุยังน้อยแต่ก็มีความรับผิดชอบเหมือนชายชาตรี ดังนั้นมีบางเรื่องที่สตรีนั้นไม่สะดวกที่จะอยู่ฟัง
ระหว่างที่ปล่อยให้พี่ชายพูดเรื่องที่เป็นจริงเป็นจัง เชวียหนิงหรานรีบก้มหน้าก้มตาเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีต้
วนชิงหมิงเดินตามไปติดๆ ทว่าคล้อยหลังกลับหันมามองเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างรู้สึกเป็นห่วง
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้าให้เล็กน้อยแสดงให้ต้วนชิงหมิงวางใจได้ เรื่องทั้งหมดเขาเป็นคนเปิด เป็นเขาที่ต้องจบมัน
เอง
ระหว่างนั้นมีหลายคนเตรียมตัวจะเดินออกจากเรือนไปข้างนอก ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับกดเสียงตํ่า “เรื่องในวันนี้
ให้รู้กันแค่นี้ หากใครเอาไปแพร่งพรายต่อ อย่าหาว่าองค์ชายอย่างข้าไม่ไว้หน้า!”
คำพูดที่เหยียนหลิ่งอวี๋กล่าวว่า ‘ข้าไม่ไว้หน้า’ อย่างหนักแน่น จนทำให้เนี่ยไฉ่เยวี่ยถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว
คนในเรือนนั้น หลิวยวนคงไม่พูดพล่อยๆ พี่น้องตระกูลเชวียย่อมไม่พูดเพราะเชวียหนิงหรานเป็นน้องสาว ส่วนต้วนชิงห
มิงและเชวียหนิงหรานก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาไปเล่าต่อ
โชคดีที่นางมีไหวพริบเอาตัวรอดเก่ง รีบตอบกลับทันทีว่า “เรื่องนี้เกี่ยวโยงไปถึงความสุขของสหาย ไฉ่เยวี่ยไม่มี
ทางเอาไปแพร่งพรายเด็ดขาดเพคะ”
เหยียนหลิ่งอวี๋จ้องเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยแววตาเรียบนิ่ง แม้ภายนอกนางจะดูไม่มีพิษมีภัย แต่เขากลับรู้สึกว่าความคิด
ความอ่านของนางช่างซับซ้อนยากคาดเดา ไม่เหมือนกับเชวียหนิงหรานที่จิตใจบริสุทธิ์ ต้วนชิงหมิงมีเพื่อนไม่เยอะ เหยี
ยนหลิ่งอวี๋จึงไม่อยากทำให้ต้วนชิงหมิงรู้สึกมีอคติกับเนี่ยไฉ่เยวี่ยเหมือนที่เขารู้สึก
ด้านหลิวยวนที่นั่งดูอยู่ด้านข้างๆ รับรู้ได้ถึงความจริงจังของเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคิดว่าความสุขของต้วนอวี้
กับการจะได้อยู่กับคนดีๆ อย่างเชวียหนิงหรานเป็นเรื่องที่ดีมิน้อยเลย