การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 450 การตัดสินใจของต้วนอวี้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลิวยวนจึงรีบพยักหน้าพลางเอ่ยขึ้น “พี่สาวรองเชวียเป็นหญิงที่ดี หากต้วนอวี้ได้แต่งกับนาง
ย่อมเป็นเรื่องมงคล ที่น่ายินดี!”
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่าหลิวยวนกับพี่น้องต้วนอวี้และต้วนชิงหมิงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน ถึงแม้เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่
ค่อยจะถูกใจเสียเท่าไร แต่เขาพอคาดเดาได้ว่าหลิวยวนไม่ได้เป็นคนปากสว่าง จึงมั่นใจว่าจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกใคร เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ได้แต่พูดเสียงเรียบ “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี…”
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนพอเห็นท่าทางที่จริงจังขึงขังของหลิวยวน พลันนึกขึ้นมาได้ทันที หากเรื่องนี้
แพร่งพรายออกไป ย่อมเป็นการทำลายชื่อเสียงของน้องสาวของพวกเขา หากวันข้างหน้าน้องสาวอยากออกเรือนกับคน
ที่ดีเกรงว่าจะเป็นเรื่องยาก อีกทั้งหากท่านพ่อและท่านแม่ทราบเรื่องนี้เข้าคงต้องห้ามปรามเชวียหนิงหรานมิให้แต่งงา
นกับต้วนอวี้เป็นแน่
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนหาได้สนใจความรู้สึกของต้วนอวี้แม้แต่น้อยไม่ พวกเขาสนใจเพียงน้องสาวของ
พวกเขาเท่านั้น ดังนั้นเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของน้องสาวอันเป็นที่รัก จึงตัดสินใจเก็บเรื่องนี้มิให้แพร่งพรายออกไป
ทั้งสองคนหันมาสบตาและพยักหน้าเป็นอันรู้กันเพียงสองคน แล้วหันไปรับรองกับเหยียนหลิ่งอวี๋ “องค์ชายสาม
โปรดความใจได้พ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของน้องสาวพวกข้า ดังนั้นพวกข้าย่อมมิมีทางบอกให้ท่านพ่อท่านแม่
และคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ได้ล่วงรู้แน่พ่ะย่ะค่ะ”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังจากได้ยินทุกคนรับรองเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่เอาเรื่องนี้
ไปแพร่งพรายด้านนอก ด้วยการช่วยเหลือของเหยียนหลิ่งอวี๋ทำให้ไม่มีใครกล้าหืออือ อีกอย่างทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนเป็นคน
สำคัญของเชวียหนิงหรานด้วยกันทั้งนั้นจึงสามารถวางใจได้เต็มที่
เชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงทำเพื่อนางมาโดยตลอด พลันเกิดความซาบซึ้งใจขึ้นมาในทันที เพียงแต่เรื่องนี้
เกี่ยวพันไปถึงชีวิตที่เหลือของผู้หญิงทั้งชีวิต จึงนับเป็นครั้งแรกของเชวียหนิงหรานที่รู้สึกเก้อเขินกับเรื่องนี้จนไปไม่ถูกได้
แต่สงบปากสงบคำ
ต้วนชิงหมิงรีบเข้าไปคล้องแขนเชวียหนิงหรานพร้อมกับเอ่ยเรียกเนี่ยไฉ่เยวี่ยให้เดินออกไปข้างนอก เปั้าหมายของ
นางคือต้องการให้พื้นที่กับผู้ชายในห้องปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออก
ประตูด้านนอกเรือนของต้วนอวี้ถูกปิดลง ลั่วสุ่ยได้รับหน้าที่เฝั้าประตูอยู่ด้านนอก ไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป
ยุ่มย่าม
บรรดาผู้ชายที่เหลืออยู่ในห้องได้เริ่มพูดเรื่องต่างๆ กันอย่างเปิดอกลูกผู้ชายแล้ว
สายตาของเหยียนหลิ่งอวี๋ยังคงแน่นิ่ง ไม่แสดงความสุขและความทุกข์ใดๆ เขาเอาแต่ก้มหน้าจิบนํ้าชาปล่อยให้ต้
วนอวี้ต้องเผชิญแรงกดดันในห้องเพียงผู้เดียว
พูดตามความเป็นจริงแล้วชีวิตของต้วนอวี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องมาใส่ใจมากนัก ในเมื่อต้วนอวี้เป็นคน
จุดประเด็นขึ้นมาด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกคือ ต้วนอวี้มิอาจทนมองดูภาพบาดตาบาดใจที่เชวียหนิงหราน
ต้องแต่งงานไปกับคนอื่นได้ ประการที่สองคือ ต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋เคยมีสัญญาต่อกัน เหยียนหลิ่งอวี๋จึงทราบถึง
ความมานะอุตสาหะเหล่านี้ที่เขาทำเพื่อเชวียหนิงหรานเพียงผู้เดียว
การถือกำเนิดเป็นองค์หญิงองค์ชายในราชวงศ์นั้น ชะตากำหนดมาแล้วมักไม่ได้ความรักจากคนที่รัก ฉะนั้นสิ่งที่
เหยียนหลิ่งอวี๋มิได้มาครอบครอง เขาก็หวังเพียงว่าต้วนอวี้จะไม่ได้ครอบครองเช่นเดียวกัน
ในสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋สามารถช่วยต้วนอวี้ได้นั้น มีเพียงการนั่งมองต้วนอวี้ที่ต้องเผชิญความ
กดดันด้วยความสงบเสงี่ยม อย่างไรเสียนี่เป็นเรื่องระหว่างจวนต้วนและจวนเชวีย ในฐานะองค์ชายสามจึงไม่สมควรเข้า
มาแทรกแซง หรือบงการให้เป็นดังใจปรารถนา ยิ่งไปกว่านั้นต้วนอวี้ก็มิได้ร้องขอ ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียงผู้ชม นั่งมองดูอยู่
ในห้องนี้เงียบๆ เท่านั้น
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนย่อมไม่มีทางเดินโทง ออกไปโดยไม่สนใจ ขอเพียงพี่น้องตระกูลเชวียคู่นี้ไม่เดินหนี
ออกไป ทุกอย่างเป็นอันพูดคุยไกล่เกลี่ยกันได้ พี่น้องตระกูลเชวียไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจความสุขในชีวิตแทนเชวียหนิงหรานได้
เพียงแต่ท่าทีของพวกเขาทั้งสองเป็นเหมือนคำตอบแทนทุกคนในจวนเชวียทั้งหมด นี่เองเป็นเหตุผลหลักที่ทำไมเหยียน
หลิ่งอวี๋ได้หยิบยกประเด็นเรื่องต้วนอวี้กับเชวียหนิงหรานขึ้นมา
อันที่จริงแล้วคำที่พูดว่า ‘ทำด้วยความปรารถนาดี’ อาจไม่ใช่สิ่งที่อีกฝั่ายต้องการให้เป็น ฉะนั้นจึงไม่ควรเข้าไป
ยุ่มย่ามก้าวก่ายในชีวิตของผู้อื่น
ทว่าทันทีที่เชวียหนิงหรานเดินออกไปข้างนอก ความเดือดดาลของพี่น้องตระกูลเชวียคู่นี้จึงได้พุ่งทะยานไปถึงจุด
ขีดสุด
ในเวลานี้พี่น้องตระกูลเชวียทั้งสองมีสีหน้าเปลี่ยนสี สายตาดุดัน หน้าผากมีเส้นเลือดปูดขึ้น แววตาที่ลุกเป็นไฟ
พร้อมที่จะเข้ามาจัดการต้วนอวี้ โชคดีที่องค์ชายสามอยู่ในห้องด้วย มิเช่นนั้นต้วนอวี้คงโดนอัดจนน่วมเป็นแน่
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ต้วนอวี้ ดูเขากำลังจะถูกพี่น้องตระกูลเชวียจัดการ ทางด้านหลิวยวนได้แต่ปรายตามองไป
ไม่แสดงอาการดีใจหรือเป็นกังวลแต่อย่างใด
เนื่องจากการมาเมืองหลวงครั้งแรกของหลิวยวนนั้นเต็มไปด้วยความทุลักทุเล เขาต้องสูญเงินทั้งหมดจะต้องร่อน
เร่พเนจรไปทั่วจนเกือบอาหารตาย โชคดีที่ต้วนชิงหมิงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยให้หลุดพ้นจากอันตรายมาได้ นางได้ให้หมอมา
รักษาหลิวยวนจนหายเป็นปกติ ส่วนต้วนอวี้ได้ให้ความอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เขารับรู้ว่าในใต้
หล้ายังมีคนดีหลงเหลืออยู่ ส่วนต้วนเจิ้งที่ต้อนรับเขาด้วยความจริงใจทำให้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่หลิวยวนมิเคยได้รับ
มาก่อน นับแต่นั้นมาหลิวยวนจึงนับต้วนอวี้และต้วนชิงหมิงเป็นคนที่ใกล้ชิดมากที่สุด
อีกอย่างนี่เป็นครั้งแรกที่หลิวยวนเริ่มรู้จักความรัก เขาจึงรับรู้ได้ว่าการที่จะชอบใครสักคนหนึ่ง คะนึงหาในทุกยาม
มิใช่เรื่องง่าย ทว่าต้วนอวี้ที่อายุยังน้อยกว่าเขามากกลับมีคนที่อยากใช้ชีวิตคู่แล้ว หลิวยวนก็อดรู้สึกยินดีปรีดาไปด้วยไม่
ได้ แม้จะแฝงไปด้วยความกังวล
สายตาของต้วนอวี้กวาดไปที่ทุกคนจนสุดท้ายมาหยุดตรงเหยียนหลิ่งอวี๋
มีบางเรื่องหากทำไปแล้ว ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าผิด แต่ก็ไม่นึกเสียใจที่ทำลงไป อย่างมากก็แค่เสียใจและบ่นพึมพำไปช่วง
ระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าไม่ลงมือทำ แล้วนั่งมองโอกาสผ่านไป โอกาสเหล่านั้นย่อมไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีก หลงเหลือไว้
เพียงความเสียดายไปทั้งชีวิต ต้วนอวี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเลือกทำให้ถึงที่สุด ไม่อยากปล่อยให้ตัวเขาเองต้องมา
เสียใจในภายหลัง
ต้วนอวี้มองเชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนด้วยสายตาที่แน่นิ่ง ราวกับกำลังคัดสรรคำพูดที่รื่นหูมากล่าว “สิ่งที่ข้า
ต้องการทราบจากทุกท่านคือ หนิงหรานเป็นหญิงเพียงคนเดียวที่ข้ารักมากที่สุดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้ และ
วันข้างหน้า ดังนั้นข้าตัดสินใจแล้วว่าจะต้องแต่งงานกับนางให้จงได้ ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดนี้”
พอได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำเอาเชวียหนิงซวนถึงกับสะดุ้งโหยง “ต้วนอวี้ เจ้าอายุแค่ไม่กี่ปี
เท่านั้นเอง ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ว่าเมื่อก่อน ตอนนี้ และวันข้างหน้าอะไรนั่น……เจ้ายังเอาตัวไม่รอดเลยจะมารับประกัน
อะไรส่งเดชได้อย่างไรกัน!”
เชวียหนิงซวนไม่เชื่อคำพูดที่ว่า ‘รักกันไปชั่วชีวิต’ ดูจากความรักที่ท่านพ่อมีต่อท่านแม่ในวัยหนุ่มสาว ที่ต่างพรํ่า
บอกกันและกันว่าจะรักกันไปชั่วชีวิต แต่ดูเวลานี้ท่านพ่อรับผู้หญิงจากข้างนอกมาคนแล้วคนเล่า ปล่อยให้ท่านแม่ที่ผม
ขาวโพลนรอคอยความรักอย่างไร้ซึ่งความหวัง
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ทำให้เชวียหนิงซวนเมื่อเติบโตจนรู้ความมากขึ้น ได้สาบานต่อตัวเขาเองว่าจะไม่เชื่อว่าคำว่า
‘รักกันไปชั่วชีวิต’ อีก
ยิ่งไปกว่านั้นต้วนอวี้อายุน้อยกว่าเชวียหนิงหรานถึงหกปี หากวันที่งดงามของผู้หญิงได้ผ่านพ้นร่วงโรยไป เชวีย
หนิงซวนเชื่อมั่นว่าต้วนอวี้ที่หน้าตาหล่อเหลา ไม่มีทางสามารถรักษาคำพูดว่าจะมีเชวียหนิงหรานเป็นคนรักไปชั่วชีวิตได้
ต่อให้เชวียหนิงซวนเอง เขายังไม่เชื่อตัวเขาเลยว่าจะมีผู้หญิงเพียงคนเดียวได้ ฉะนั้นนับประสาอะไรกับต้วนอวี้
ย่อมไม่มีทางทำได้หรอก!
เชวียหนิงซวนที่คิดจนอารมณ์พลุ่งพล่านได้พยายามระงับอารมณ์ลง เขามองไปที่ต้วนอวี้ ก่อนจะถอนหายใจเฮือก
ยาวออกมา “ต้วนอวี้ อย่าหาว่าพวกพี่ดูแคลนเจ้าเลย เจ้าอายุยังน้อย ไม่จำเป็นต้องมาให้คำมั่นสัญญาอะไรเช่นนั้นไปชั่ว
ชีวิตหรอก”
เนื่องจากอยู่ต่อหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ พี่น้องตระกูลเชวียทั้งสองจึงพูดจาอย่างมีมารยาทกับต้วนอวี้ แต่หากเหยียน
หลิ่งอวี๋ไม่อยู่ในห้องละก็ มีหวังสองคนนั้นคงโกรธจนไล่เตะเขาเป็นลูกบอลไปแล้ว
หลังจากที่ต้วนอวี้ได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย “อายุน้อยแล้วผิดตรงไหนด้วย?
ใครเป็นคนกำหนดว่าอายุน้อยมิสามารถสาบานรักได้? สรุปแล้วอายุตัดสินประสบการณ์ หรือประสบการณ์เป็นตัวตัดสิน
ว่าใครโตหรือไม่โต… หากยึดตามที่พี่ทั้งสองคนพูดออกมา คนปัญญาอ่อนอายุสามสิบย่อมฉลาดเฉลียวกว่าเด็กอายุเจ็ดปี
อย่างนั้นหรือ?”