การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 451 ความสุขเป็นอย่างไรกันแน่?
ทุกคนต่างตกอกตกใจเมื่อได้ยินที่ต้วนอวี้พูดออกมา
สรุปแล้วอายุตัดสินประสบการณ์ หรือประสบการณ์เป็นตัวตัดสินว่าใครโตหรือไม่โต
หากต้องเลือกระหว่างเด็กอายุเจ็ดปีที่เฉลียวฉลาดกับคนปัญญาอ่อนอายุสามสิบ ไม่ต้องบอกก็รู้คำตอบได้อยู่แล้ว
เห็นได้ชัดว่าการอุปมาอุปไมยของต้วนอวี้ช่างเหนือชั้นเสียจริง
ต้วนอวี้ยกมือขึ้นถูจมูก ก่อนยกถ้วยนํ้าชาขึ้นมาจิบลงคออย่างช้าๆ จากนั้นจึงพูดชัดถ้อยชัดคำ “พวกเจ้าคง
ปฏิเสธข้าเพราะอายุที่น้อยนิดสินะ ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่เป็นข้าจึงไม่รับพิจารณา แต่ข้าขอถามหน่อยแล้วกัน ในสายตาของ
คุณชายเชวียทั้งสองนั้น ความสุขของน้องสาวสำคัญหรือว่าเรื่องอายุสำคัญกว่า?”
ต้วนอวี้ถามขึ้นมาอย่างจริงจัง ทำให้ภายในห้องเงียบสงัดไปชั่วขณะจนรู้สึกอึดอัดไปหมด ทว่าเพียงไม่นานหลิว
ยวนได้ถามขึ้นว่า “ต้วนอวี้ เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ ความรักของเจ้าอาจจะไม่ได้รับคำอวยพรและการสนับสนุน”
เนื่องจากอายุและเหตุผลของแต่ละตระกูล ความน่าจะเป็นที่ตระกูลเชวียกับตระกูลต้วนจะมาดองกันมีโอกาส
เพียงน้อยนิด ไม่แน่ว่าความรักของพวกเจ้ายังไม่ทันได้เริ่มอย่างจริงจังก็ต้องยุติลงแล้ว
ต้วนอวี้หันหลังกลับมามองหลิวยวน ตอบกลับเสียงเรียบ “เช่นนั้น พี่หลิวยวนคิดว่าสิ่งที่พี่เรียกว่าคำอวยพรและ
การสนับสนุนคืออะไร? ต้องเป็นคนที่มีฐานะเทียบเคียงกัน? อายุใกล้เคียงกัน? และหากเป็นอย่างนั้นจริง ข้าอยากถามพี่
หลิวยวนว่าในใจของพี่นั้น ต้องเป็นผู้หญิงที่สูงศักดิ์และเทียบเคียงกันถึงได้เป็นภรรยาของพี่หรือและนั่นจะเรียกว่าความ
สุข? แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้มีความรักต่อกันแม้แต่น้อย จะเรียกว่าความสุขได้อย่างไรกัน?”
เดิมทีหลิวยวนอยากพูดโน้มน้าวให้ต้วนอวี้เลิกล้มความคิดที่จะแต่งงานกับเชวียหนิงหราน ทว่ากลับถูกต้วนอวี้พูด
สวนกลับทันควัน และทุกคำพูดที่เปล่งออกมาล้วนคมบาดลึก จนหลิวยวนอ้าปากค้างพูดอะไรมิออก
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนไม่ได้เป็นคนที่มีฝีปากในการถกเถียงมากนัก ครั้นได้ยินต้วนอวี้พูดเชือดเฉือนได้
อย่างนิ่มๆ ก็ไปไม่ถูกเช่นกัน แต่ทั้งสองคนยังไม่เชื่อว่าสิ่งที่ต้วนอวี้พูดออกมาจะทำได้จริง เพราะคำสาบานของเด็กน้อยที่
อายุหกเจ็ดปีนั้นเชื่อถือไม่ได้
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ด้านนอกหน้าต่างบัดนี้กลับมีหิมะตกโปรยปรายลงมาอีก
ครั้งหนึ่ง เหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังนั่งอยู่ได้ผินหน้าออกมองไปนอกหน้าต่าง กล่าวเสียงเรียบ “ตอนนี้ก็สายมากแล้ว หาก
ไม่มีเรื่องอื่นใด ข้าขอตัวไปทำธุระก่อน”
เด็กหนุ่มกล่าวจบลงก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปข้างนอกทันที
เชวียจื่อซวนและเชวียหนิงซวนต่างอึ้งกิมกี่ องค์ชายสามที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้อย่างตั้งใจ พูดสรุปออกมาเพียงว่า ตอน
นี้ก็สายมากแล้ว ข้าขอตัวไปทำธุระก่อน?
พูดได้ว่าพี่น้องตระกูลเชวียทั้งสองคนต่างเดาใจเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ออก ไม่รู้ว่าสิ่งที่เหยียนหลิ่งอวี๋ทำนั้น จะมีผู้ใด
เข้าใจความหมายได้
บัดนี้ทุกคนภายในห้องรีบลุกขึ้นมาน้อมส่งเหยียนหลิ่งอวี๋เดินออกประตู มีเพียงต้วนอวี้ที่พูดเสียงแผ่วเบาให้เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ได้ยิน… หากเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่อยู่ที่นี่ สิ่งที่อยากพูดในวันนี้เกรงว่าคงไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้ เชวียหนิงซวนกับเช
วียจื่อซวนพี่น้องคู่นี้คงไม่มีทางปล่อยอวี้เอ๋อร์ไปได้ง่ายดายแบบนี้
แน่นอนว่าในสายตาของต้วนอวี้ เชวียหนิงซวนกับเชวียจื่อซวนไม่ได้สลักสำคัญอะไรต่อเขาแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่
สำคัญสำหรับเขาคือเชวียหนิงหรานเข้าใจความในใจและได้ยินคำสัญญาสาบานต่างหาก
สรุปแล้วทั้งหมดทั้งมวลในใจของต้วนอวี้ ขอเพียงเชวียหนิงหรานเข้าใจเขา เรื่องอื่นก็ไม่มีความสำคัญอะไรแล้ว
เพียงแต่ว่าต้วนอวี้ต้องมานะบากบั่น ให้ทุกคนต่างยอมรับให้ได้สักวัน…
สิ่งที่ผู้ชายในห้องกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้น บรรดาคุณหนูที่อยู่ด้านนอกต่างยืนรอคอยโดยมิได้ไปไหน มีเพียง
เนี่ยไฉ่เยวี่ยที่อยู่ไม่สุข นางคอยมองกลับไปที่ประตูราวกับว่าหลิวยวนกำลังจะเดินตามออกมาในอีกไม่ช้า
เชวียหนิงหรานเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นไม่พูดไม่จา ต้วนชิงหมิงจึงไม่ได้ถามอะไร เพราะเชวียหนิงหรานโตกว่านาง
หลายปีคงต้องมีความคิดที่รอบคอบมากกว่า อีกอย่างต้วนอวี้ยังเป็นน้องชายของนาง สถานการณ์แบบนี้ไม่ว่าพูดอะไร
อาจถูกเข้าใจผิดได้ง่ายดาย
ระหว่างที่ยืนรออยู่ด้านนอก จู่ๆ เชวียหนิงหรานได้เงยหน้าพรวดขึ้นมา เอ่ยถามต้วนชิงหมิง “น้องชิงหมิง หรือว่า
ท่านพ่อของพี่อยากให้พี่แต่งงานออกจวนเชวียไปโดยเร็ว? หรือว่าพวกเขาอยากให้พี่แต่งงานไปให้พ้นๆ กับใครก็ได้?”
ต้วนชิงหมิงถึงกับสะอึกขึ้นมา นางรีบกุมมือเชวียหนิงหรานไว้แน่นขึ้น “พี่หนิงหรานอย่าเพิ่งคิดเยอะไปเลย ลูกผู้
หญิงนั้นมีใครบ้างที่ไม่แต่งงานออกเรือน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านพ่อท่านแม่พิจารณาแล้วกัน”
เมื่อเชวียหนิงหรานได้ยินรีบส่ายหน้าอย่างขุ่นเคืองใจ “ไม่ ท่านพ่อท่านแม่คงคิดเพื่อตัวพวกท่านเองเท่านั้น”
ต้วนชิงหมิงและเนี่ยไฉ่เยวี่ยที่พอจะรู้เรื่องราวในจวนเชวียมาบ้าง พอได้ยินถึงกับพูดต่อไปไม่ถูก
เนี่ยไฉ่เยวี่ยส่งสายตามองไปที่ต้วนชิงหมิงก่อน จากนั้นเดินเข้าไปเอ่ยเสียงค่อยกับเชวียหนิงหราน “หนิงหรานอ
ย่าได้เสียใจไปเลย องค์ชายสามกับคุณชายทั้งหลายกำลังช่วยเจ้าคิดหาทางออกอยู่มิใช่หรือ เจ้าวางใจเสียเถอะ อย่างไร
เสียเจ้าต้องมีความสุขอย่างแน่นอน”
เชวียหนิงหรานหันหน้ามองเนี่ยไฉ่เยวี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยข้อกังขาหลายอย่าง แต่เมื่อเนี่ยไฉ่เยวี่ยบอกว่าเห
ยียนหลิ่งอวี๋จะช่วยเหลือ นางจึงค่อยสบายใจลงได้บ้าง
อีกหนึ่งเดือนกว่าๆ ข้างหน้าก็จะถึงวันเกิดครบรอบอายุสิบสองปีของเชวียหนิงหรานแล้ว ยิ่งใกล้อายุสิบห้าปี ยิ่ง
ใกล้วันที่จะต้องแต่งงานออกเรือนไปทุกที เชวียหนิงหรานยังเป็นบุตรสาวของภรรยาเอกจวนเชวีย การแต่งงานสำหรับ
นางนั้นเป็นสิ่งที่ละเลิกมิได้ เพียงแต่สิ่งที่นางเป็นกังวลคือว่าที่สามีในอนาคตจะเป็นเหมือนท่านพ่อหรือไม่ ที่รับหญิงอื่น
มาเป็นอนุภรรยามากมาย ส่วนนางกับท่านแม่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจอย่างเชื่องช้าออกมา “พี่หนิงหรานอย่าคิดมากไปเลย บางทีเรื่องอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่าง
ที่คิดก็เป็นได้?”
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงคาดหวังคืออยากให้ต้วนอวี้ขอเชวียหนิงหรานแต่งงานได้สำเร็จ ครองคู่อยู่กันไปตราบนานเท่า
นาน โดยไม่มีเรื่องการรับอนุภรรยาเข้ามาให้ทุกข์ทรมานหัวใจ
ทว่าเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะสถานการณ์ของตระกูลต้วนและตระกูลเชวียที่ไม่ลงรอยกันอยู่บ้าง
อาจทำให้การแต่งงานของต้วนอวี้และเชวียหนิงหรานเกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อคิดมาได้ถึงตรงนี้ต้วนชิงหมิงก็อดส่ายหน้าขึ้นมาไม่ได้ ทำไมต้วนอวี้ไม่เลือกหญิงอื่น กลับมาเลือกทางเดินที่
ยากลำบากอย่างเชวียหนิงหรานด้วย
เนี่ยไฉ่เยวี่ยชำเลืองมองเชวียหนิงหรานทีหนึ่ง ก่อนจะถามสิ่งที่ต้วนชิงหมิงไม่กล้าเอ่ยถามเชวียหนิงหรานขึ้นมา
แทน ขอเพียงรับรู้ความในใจของเชวียหนิงหรานที่แท้จริง เรื่องต่อไปถึงจะดำเนินต่อไปได้ไม่ใช่หรอกหรือ?
เนี่ยไฉ่เยวี่ยเอื้อมไปจับมือของเชวียหนิงหราน เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “หนิงหราน พวกเราไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้า
พร้อมตากันแบบนี้บ่อยๆ ที่นี่ก็มีแค่พวกเรา ไหนเจ้าลองบอกข้ากับชิงหมิงหน่อย ในใจของเจ้านั้นคิดเห็นเรื่องต้วนอวี้เป็น
ประการใด?”
สีหน้าของเชวียหนิงหรานแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เนี่ยไฉ่เยวี่ยจึงแอบส่งสายตาให้ต้วนชิงหมิงทีหนึ่ง นางจึงถาม
อย่างจริงจังขึ้นมา “พี่หนิงหรานวางใจได้ อวี้เอ๋อร์ถึงแม้จะเป็นน้องชายแท้ๆ ของข้า แต่ว่าพี่หนิงหรานเป็นเพื่อนสนิท
ของข้า เรื่องนี้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ข้าย่อมเข้าใจหัวอกพี่”
เชวียหนิงหรานบิดตัวหันไปอีกทาง นางเข้าใจดีว่าการที่จะพบหน้าพร้อมกันสามคนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากตอน
นี้ไม่พูดสิ่งที่อยากพูดออกไป บางทีโอกาสอาจไม่มีอีกแล้ว
อย่างไรเสียเชวียหนิงหรานก็เป็นคนที่นิสัยตรงไปตรงมา นางครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยขึ้น “พูดตามตรงนะ หากต้องให้
แต่งกับชายที่ไหนไม่รู้ ข้าขอแต่งกับอวี้เอ๋อร์ยังจะดีกว่า เพียงแต่…”
เชวียหนิงหรานพูดไปสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงย่อมเข้าใจความกังวลของนาง ประการแรก การขอแต่งงานของต้วนอวี้อาจไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะการแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่มาก ตัวเชวียหนิงหรานเองอาจไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ ประการที่สอง ต้วนอวี้อายุยังน้อย
คำสาบานของเด็กน้อยอาจเป็นคำพูดที่เอาจริงเอาจังมิได้ ฉะนั้นนางจึงไม่กล้าฝากความหวังทั้งหมดให้กับต้วนอวี้ได้
แต่ไหนแต่ไรมาเชวียหนิงหรานชอบต้วนอวี้ในฐานะน้องชายมาโดยตลอด ที่สำคัญต้วนอวี้ว่านอนสอนง่าย ชอบ
เอาอกเอาใจให้นางมีความสุขอีก ถ้าบอกว่านี่เป็นความรักหญิงชาย เชวียหนิงหรานก็มิกล้าพูดได้เต็มปาก เพราะรักแรก
ของนางคงมิอาจฝากไว้กับต้วนอวี้ได้
ต้วนชิงหมิงเข้าใจความคิดและความรู้สึกของเชวียหนิงหรานเป็นอย่างดี นางจึงกุมมือเชวียหนิงหรานไว้แน่น พูด
เบาๆ กลับไป “พี่หนิงหรานอย่าได้กังวลเรื่องนี้มากเกินไปเลย เรื่องของอวี้เอ๋อร์ให้วางไว้ก่อน เอาเรื่องที่่ท่านพ่อท่านแม่
ของพี่หนิงหราน จะยกให้แต่งงานกับใครเป็นมาเป็นเรื่องด่วนก่อนเสียดีกว่า หากชายผู้นั้นมิอาจมอบความสุขให้พี่ได้
พวกเราสองคนจะพยายามคัดค้านอย่างสุดกำลัง”
ความคิดของต้วนชิงหมิงที่ปรากฏแวบขึ้นมาคือ ต้องหาวิธีให้อีกฝั่ายตกใจจนขวัญหนีดีฝั่อ จนต้องมาขอถอนหมั้น
กลับไป