การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 455 แผนการของหลิวยวน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าวันนี้ทั้งวันหลิวยวนกับเหยียนหลิ่งอวี๋พูดคุยอะไรกันบ้าง เหมือนกับไม่มีผู้ใดรู้แผนการที่ต้วน
ชิงหมิงเตรียมให้หลิวยวน
เรื่องในวันนี้เริ่มตั้งแต่ตะวันโผล่พ้นขอบฟั้าจนกระทั่งลาลับขอบฟั้า เวลาผ่านพ้นและพัดผ่านไปอย่างเร็วรวด
วันนี้ทั้งวันหลิวยวนไม่ได้อยู่ที่จวนเสนาบดี นั่นทำให้หลิวจื๋อตำหนิเขาเป็นการใหญ่อย่างไม่พอใจ ทว่าเขาได้แต่นิ่ง
เงียบไม่เถียงกลับสักคำเดียว ก่อนเดินออกจากห้องหนังสือของผู้เป็นบิดากลับไปที่เรือนของตัวเอง
เช้าตรู่ของวันถัดมา หลิวยวนยังคงไปทำความเคารพหลิวจื๋อตั้งแต่เช้า เขาอ่านตำราเพื่อเตรียมสอบเข้ารับราชการ
เฉกเช่นทุกวัน และหากไม่สังเกตจะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ตั้งแต่วันนั้นที่เด็กหนุ่มกลับมาจากจวนต้วน นิสัยของเขาก็เริ่ม
เปลี่ยนไป
จากเดิมทีตั้งใจศึกษาค้นคว้าและอ่านตำราอย่างจริงจัง ไม่สนใจคนรอบข้าง แต่หลังจากวันนั้นเขาก็ดูเป็นมิตรกับ
คนรอบข้างมากขึ้น แม้ว่าการกระทำที่เปลี่ยนไปจะทำให้คนในจวนต่างพากันซุบซิบนินทา แต่เขาก็ยังคงทำต่อไปไม่
สนใจสายตาคนอื่น
อีกอย่างตอนนี้หลิวยวนเริ่มให้ความสำคัญกับการแต่งตัวมากขึ้น เขามักพูดทำนองอิจฉาความรํ่ารวยมั่งคั่งของ
บรรดาเหล่าองค์ชาย ที่มีทั้งอำนาจและความน่าเกรงขาม จนเขารู้สึกน้อยเนื้อตํ่าใจ บอกกับคนรอบข้างว่าต้องเป็น
เหมือนบรรดาองค์ชายให้ได้ มิอย่างนั้นจะเสียชาติเกิด
ทุกคนต่างจับตามองการเปลี่ยนแปลงของหลิวยวน พูดได้ว่าบางคนชอบใจ แต่บางคนกลับกังวลใจ ที่สำคัญข่าวนี้
ได้ถูกผู้คนเล่าต่อกันไปปากต่อปาก เพียงไม่นานก็ไปถึงหูขององค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยและองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินเรื่องเล่าของหลิวยวน พลันดีใจจนออกนอกหน้า รีบแต่งองค์ทรงเครื่อง ผัดแปั้งอย่าง
รวดเร็ว
คํ่าคืนที่ปกคลุมไปด้วยความมืด เข้าแทรกซึมทุกหนทุกแห่ง
ท้องฟั้าไร้ซึ่งหมู่ดาวเปล่งแสงสว่าง ระหว่างนภากาศและพสุธาต่างปกคลุมไปด้วยความอันธการ ไม่ว่าใกล้หรือ
ไกลล้วนแล้วแต่มืดสนิท
ภายในจวนเสนาบดีเวลานี้เงียบสงัด แม้แต่เสียงแมลงสักตัวยังไม่ได้ยิน เนื่องด้วยคํ่าคืนที่มาเร็วในช่วงเหมันต์ฤดู
ผู้คนต่างพากันเข้านอนแต่หัวคํ่า แสงไฟในห้องถูกดับลง เหลือไว้เพียงโคมไฟตามทางเดินที่ยังติดอยู่ ส่องแสงสะท้อน
หิมะที่ตกลงสู่พื้นพสุธากลายเป็นแสงระยิบระยับไปทั่วบริเวณ
เมื่อก้าวเดินผ่านสวนดอกไม้ไปก็จะถึงเรือนของหลิวยวน ขณะนี้แสงไฟในห้องอ่านหนังสือยังติดอยู่ ระหว่างที่
หลิวยวนกำลังหยิบตำราขึ้นมาท่องอ่าน ที่ด้านนอกห้องสายลมอันหนาวเหน็บได้สอดผสานเข้ากับหิมะที่กำลังโปรยปราย
พัดกระทบเข้ากับหน้าต่างลอดช่องเข้าไปในเรือน
แสงไฟจากเทียนในห้องพลิ้วไหวไปมา ตามแรงลมที่ลอดเข้ามา เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปปั้องไม่ให้แสงไฟดับ จากนั้น
ค่อยนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบนิ่งต่อไป
ทว่าไม่นานประตูห้องอ่านหนังสือได้ถูกเปิดออก เห็นเงารูปร่างของสตรีได้แวบเข้าไปในห้องอ่านหนังสือหลิวยวน
จนมองแทบไม่ทัน
ประตูไม้ที่หนักอึ้งถูกดึงปิดเข้ามาและลงกลอนอย่างช้าๆ หลิวยวนเงยหน้าขึ้นมองก็พบรอยยิ้มหวานขององค์หญิง
จิ่นซิ่วที่ส่งมาให้ พร้อมพูดเสียงออดอ้อนขึ้นมา ‘หลิวยวน’
ในวันนี้องค์หญิงดูตั้งใจแต่งตัวเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
วันนี้นางสวมชุดผ้าฝั้ายสีชมพูอมม่วงรัดรูปเห็นสัดส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย ประกอบกับแขนเสื้อ ชายเสื้อโดย
รอบและตะเข็บต่างปักเย็บด้วยด้ายทอง ยามแสงไฟภายในห้องตกกระทบยิ่งดูระยิบระยับ ลวดลายบนเสื้อปักรูปช่อดอก
โบตั๋นที่กำลังผลิบาน ไม่ว่าใครได้เห็นย่อมเป็นถูกตาต้องใจ
ส่วนด้านล่างเป็นกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ชายกระโปรงปักรูปดอกโบตั๋นเข้าชุดกับเสื้อสีฟั้าอ่อนและด้าย
เงิน กระโปรงเข้ารูปสอดประสานกับร่างกาย ดูแล้วช่างอรชรอ้อนแอ้นงดงามตราตรึง
ใบหน้าขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้รับการประทินโฉม ผัดแปั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ ผิวพรรณที่เรียบเนียนขาวผ่องเป็น
ยองใย ริมฝีปากรูปกระจับแดงระเรื่อเหมือนทาชาด ข้างแก้มมีปอยผมปล่อยลงมาทั้งสองข้างพลิ้วไหวไปมาตามการก้าว
เดิน ดวงตาที่ดำขลับดูเย้ายวนมิอาจละสายตา
ทุกย่างก้าวยามนางเดินจะมีกลิ่นหอมละมุนออกจากเรือนกาย ขจรขจายไปทั่วห้องอ่านหนังสือ
ทว่ากลิ่นหอมนั้นแม้ละมุนละไมแต่กลับรู้สึกฉุนไปเสียหน่อย ทำเอาหลิวยวนที่ไม่ค่อยได้ใช้เครื่องหอมถึงกับคัด
จมูกขึ้นมา
นางค่อยๆ ย่างกายเข้ามาใกล้ขึ้นทีละน้อย กลิ่นหอมที่ตัวนางเริ่มพวยพุ่งเข้าจมูกเด็กหนุ่ม จนเขาเริ่มหายใจไม่
สะดวก หลิวยวนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย บีบตำราที่อยู่ในมือไว้แน่น พูดเสียงเรียบนิ่ง “ดึกดื่นคํ่ามืดแบบนี้ ชายหญิงอยู่ด้วย
กันสองต่อสองดูไม่เหมาะสม ขอเชิญองค์หญิงกลับไปก่อนจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
นํ้าเสียงของหลิวยวนไม่ได้พูดแข็งกระด้างจนเกินไป ทว่าละม้ายเป็นการไล่อยู่ในที
ทุกครั้งที่หลิวยวนอยู่ต่อหน้าองค์หญิงจิ่นซิ่วมีครั้งไหนที่เขาเคยเกรงใจบ้าง หากปฏิเสธอย่างอ่อนโยนมีหรือนางจะ
รับฟัง
ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วที่ถูกปฏิเสธจนเคยชินแล้วจึงไม่คิดถอยกลับไปโดยง่าย กลับยิ้มหยาดเยิ้มออกมาไม่สนใจคำ
พูดของหลิวยวน พร้อมกับคว้ามือของอีกฝั่ายมาจับไว้ “หลิวยวน คํ่าคืนนี้หนาวเหน็บเหลือเกิน เหตุใดยังไม่พักผ่อนกายา
อีก หรือว่ากำลังรอข้าอยู่อย่างนั้นหรือ?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วผู้หลงตัวเอง ขยับเข้ามาใกล้หลิวยวนทีละนิด ยิ่งนางใกล้เข้ามากลิ่นหอมบนกายก็ยิ่งฟุั้งตลบ
อบอวล จนแทบหายใจไม่ออกเกือบอาเจียนออกมา
เขาผลักองค์หญิงจิ่นซิ่วออกไปด้วยความรู้สึกรังเกียจ ประกาศกร้าวอย่างไม่เกรงใจ “ที่นี่เป็นห้องหนังสือ ท่านพ่อ
สามารถเข้าออกได้ทุกเมื่อ ขอเชิญองค์หญิงกลับไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ถูกหลิวยวนผลักออกไม่ได้โกรธเคืองเขาแม้แต่น้อย นางเพียงถอยหลังไปสองก้าว เอ่ยอย่างยิ้ม
แย้ม “หึ หึ! หลิวยวนก็พูดเล่นไปได้ ดึกดื่นคํ่าคืนเช่นนี้ ท่านเสนาบดีคงพักผ่อนไปตั้งนานแล้ว จะมาปรากฏตัวยามนี้ได้
อย่างไรกัน?”
เห็นทีองค์หญิงจิ่นซิ่วตั้งใจเลือกเวลานี้มาโดยเฉพาะ เพียงแต่การมาของนางในครั้งนี้ คงไม่ได้กลับไปโดยเร็วเป็น
แน่ หากเป็นเช่นนั้นจริงถึงรุ่งอรุณของวันใหม่เมื่อใด ข่าวลือนี้คงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
ทันทีที่คิดเรื่องข่าวลือขึ้นมา ในใจส่วนลึกของหลิวยวนยิ่งเกลียดชังองค์หญิงจิ่นซิ่วเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ “ต่อให้ท่าน
พ่อพักผ่อนแล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนย่อมไม่พ้นหูพ้นตาไปได้… คํ่าคืนนี้ ขอเชิญองค์หญิงกลับไปก่อนเถิด”
ไม่ง่ายเลยที่องค์หญิงจิ่นซิ่วจะได้ออกมานอกวังสักครั้ง หากนางมีโอกาสได้พักที่เรือนหลิวยวนสักคืน มีหรือจะ
ปล่อยโอกาสทองนี้ไป ในเวลานี้เมื่อมองสีหน้าของหลิวยวนที่ดูรำคาญใจ องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับมีความคิดใหม่ผุดขึ้นมาใน
หัว
หญิงสาวหัวเราะอย่างชอบใจ สืบเท้าไปด้านหน้าสองก้าว “เรื่องที่หลิวยวนมีปณิธานยาวไกลข้าย่อมรู้ดี หากหลิว
ยวนศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากเสนาบดีผู้เป็นพ่อก็เป็นได้เพียงขุนนางระดับสาม ถ้า
อยากเลื่อนตำแหน่งขึ้นสูงไปอีกเกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเจ้าแต่งงานกับราชนิกุลแล้วละก็ อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์
ย่อมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นไม่ต้องพูดถึงขุนนางระดับสามต๊อกต๋อยเช่นนี้ แม้แต่ขุนนางที่มีอำนาจแถวหน้าก็
ไม่ใช่เรื่องยากเกินตัวอีกต่อไป”
ครั้นได้ยินที่องค์หญิงจิ่นซิ่วเล่าออกมา หลิวยวนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
คำพูดขององค์หญิงจิ่นซิ่วสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง พูดได้ว่าการเป็นบุตรชายของเสนาบดีนับว่าเป็นโชคดีของเขา
แต่หากมองกลับกันก็เป็นเหมือนการผูกมัดแบบหนึ่ง อย่างไรเสียบุตรชายของเสนาบดีจะได้การนับหน้าถือตา ในขณะ
เดียวกันก็ต้องประสบกับเรื่องลำบากที่ยากเกินคาดเดา
หากเขาได้แต่งงานดองกับราชวงศ์ขึ้นมาเล่า หน้าที่การงานกอปรกับเป็นบุตรชายเสนาบดี ย่อมทำให้ชีวิตในวัน
ข้างหน้าของเขายาวไกลจนสุดประมาณ
ในใจของหลิวยวนทราบเป็นอย่างดี หากต้องการแต่งงานกับราชนิกุล องค์หญิงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันและ
สามารถช่วยเขาได้ก็มีแต่องค์หญิงจิ่นซิ่วเท่านั้น
เมื่อก่อนที่นางตามรังควานหลิวยวนด้วยคำว่า ‘ความรัก’ ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกได้ถึง ‘ความจอมปลอม’
บัดนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วมองข้ามขั้นความรักไป นางเอาแต่คิดเรื่องอนาคตและตำแหน่งที่สูงส่งของหลิวยวนขึ้นมา
แทน เหตุนี้จะมิให้หลิวยวนเริ่มสงสัยในตัวองค์หญิงจิ่นซิ่วได้เยี่ยงไรกัน