การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 456 ความหวาดกลัวขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
ที่กล่าวกันว่าบุรุษที่มีความแข็งแกร่งย่อมไม่หวาดกลัวสิ่งใด ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ใช้ความก้าวหน้าในชีวิตมา
เพื่อล่อหลิวยวนให้ติดกับ
ภายใต้แสงไฟของเทียนไขที่พลิ้วไหวไปมาส่อง หลิวยวนวางตำราที่อยู่บนมือลง แล้วนำขึ้นมานวดขมับอย่าง
เบามือ จากนั้นค่อยๆ ปรายตามองไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว
หลิวยวนเข้าใจเป็นอย่างดีว่าชีวิตคนเราต้องเลือกสิ่งดีที่สุดให้กับตัวเอง บัดนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วได้เย้ายวนหลิวยวน
ต่อหน้า เขาได้เห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วผู้โอหังในภาพลักษณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วเห็นท่าทางที่ลังเลใจของหลิวยวน จึงใช้สายตาที่ยั่วยวนจ้องมองแน่นิ่งไปที่เขา เผยให้เห็น
ความปรารถนาส่วนลึกในใจที่มิอาจบิดปังต่อไปได้อีก
ในที่สุดหลิวยวนได้หันมาสบตาของนางอย่างช้า นี่คงเป็นการตอบแทนความขยันที่นางได้พยายามมาทั้งหมด
เป็นที่รู้กันว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อปรารถนาได้หลิวยวนมาครอบครอง รวมทั้งเงินทอง
จำนวนมากที่ใช้ซื้อคุณหนูทั้งสองในจวนเสนาบดี นางยังยอมทำทุกอย่างเพื่อให้หนิวไปั๋ถึงแก่ความตาย สิ่งที่องค์หญิงจิ่น
ซิ่วยอมทำไปทั้งหมดอย่างไม่สนใจดีชั่วนั้น เพียงเพื่อต้องการให้สายตาของหลิวยวนหันมองมาที่นางบ้าง
การมาขององค์หญิงจิ่นซิ่วในครั้งนี้ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นางหวังเพียงพูดโน้มน้าวให้หลิวยวนยอมรับความ
รู้สึกที่นางมีให้ เห็นทีคํ่าคืนนี้คงมีความหวังแล้วสิน่ะ
หลิวยวนวางตำราในมือลงและใช้สายตาที่ลุกวาว ใสบริสุทธิ์จับจ้องไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว เผยให้เห็นความ
ปรารถนาที่แอบซ่อนเอาไว้ภายในเช่นกัน
จากนั้นหลิวยวนเอ่ยขึ้นว่า “องค์หญิงที่สูงส่งเช่นนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของบุรุษทุกรูปนาม กระผมต้องการใช้
ความขยัน ความพยายามและความสามารถ ในการได้ทุกสิ่งที่ต้องการมาด้วยตัวเอง”
หลังจากที่องค์หญิงจิ่นซิ่วฟังจบลงก็พูดอย่างร้อนใจขึ้นมา “สิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนั้น รวมถึงท่านแม่ของเจ้าด้วย
ใช่ไหม?”
หลิวยวนพลันโมโหและพูดตำหนิองค์หญิงจิ่นซิ่วเสียงแข็ง “ขอให้องค์หญิงระมัดระวังคำพูดด้วยขอรับ ท่านแม่
ของกระผมอยู่ในจวนเสนาบดีนี่แหละ”
“ท่านแม่” ที่หลิวยวนเอ่ยหมายถึงฮูหยินหนิวในจวนเสนาบดี แต่เห็นได้ชัดว่า “ท่านแม่” ที่องค์หญิงจิ่นซิ่ว
ต้องการหมายถึงคือท่านแม่ตระกูลเหลิ่ง ที่เป็นมารดาแท้ๆ ของหลิวยวน
องค์หญิงจิ่นซิ่วยิ้มเจื่อนๆ ออกมา “หึ หึ! หลิวยวน ข้านึกว่าเจ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ที่ไหนได้เจ้าก็หลอกตัวเอง
เป็นเหมือนกันหรือ?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วก้าวเดินขึ้นมาเบื้องหน้าของหลิวยวน พูดชัดถ้อยชัดคำว่า “หลิวยวน ท่านแม่ตระกูลเหลิ่งของเจ้า
ได้พลัดพรากกับเสนาบดีหลิวผู้เป็นพ่อของเจ้า จนต้องระหกระเหินกลับไปที่บ้านเกิดเมืองนอน เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่
อย่างยากลำบาก เดิมทีข้านึกว่าเจ้าจะรับท่านแม่กลับมาเข้ามาที่จวนเสนาบดี แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้ากลับไปยอมรับหญิงอื่น
เป็นท่านแม่เสียแทน โดยไม่สนใจท่านแม่แท้… หลิวยวนจิตใจเจ้าทำด้วยอะไรกัน?”
คำพูดจากปากองค์หญิงจิ่นซิ่ว ช่างบาดคมราวกับมีดแหลมเชือดเฉือนเข้ามากลางใจของหลิวยวน สายตาของเขา
กลับมีนํ้าตาเอ่อคลอขึ้นมาและร่วงหล่นลงพื้นอย่างช้าๆ
สิ่งที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกล่าวมาเป็นเหมือนการพูดแทงใจดำให้กับหลิวยวน นางดีใจจนออกนอกหน้านอกตา… หลิว
ยวน ครั้งนี้ข้าพูดแทงใจดำของเจ้าเข้าอย่างจัง ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะให้เหตุผลใดในการทำให้ข้ายอมแพ้เจ้า
หลิวยวนยังคงสงบนิ่งโดยหันไปพูดกับองค์หญิงจิ่นซิ่วเสียงเรียบ “กระผมทราบดีว่าองค์หญิงเป็นคนเฉลียวฉลาด
ฉะนั้นคำพูดเมื่อครู่กระผมรับรู้แล้วขอรับ บัดนี้เวลาก็ดึกดื่นมากแล้ว เพื่อไม่ให้มีคำครหา ขอเชิญองค์หญิงกลับไปก่อน
เถิด จะได้เป็นผลดีต่อตัวองค์หญิงและกระผมทั้งสองฝั่าย”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่เตรียมการล่วงหน้ามาเป็นอย่างดีกลับส่ายหน้าเล็กน้อย “หลิวยวน การหลบๆ ซ่อนๆ มิอาจช่วย
แก้ปัญหาได้ ข้าขอให้เจ้าคิดถึงคำพูดเมื่อครู่ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน… ขอเพียงเจ้ายอมแต่งกับข้า ข้าจะรายงานให้เสด็จพ่อมอบ
ตำแหน่งขุนนางให้กับเจ้าทันที”
หลิวยวนมองไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่วราวกับอยากพูดบางอย่างแต่กลับเลือกไม่พูด จากนั้นสักครู่หนึ่ง หลิวยวนได้เอ่ย
เสียงเย็นชาขึ้นมา “ข้อเสนอขององค์หญิงดูมากเกินไปขอรับ กระผมอยากรู้เพียงว่าองค์หญิงรับปากน้องสาวสองคนใน
จวนด้วยข้อเสนออะไร ถึงได้ซื้อพวกนางเป็นพวกได้… ไม่ก็ลองให้กระผมทายดูก่อนแล้วกัน ถ้าไม่มอบอำนาจให้พวกนาง
ก็คงเป็นการช่วยกำจัดคนที่ขวางหูขวางตาใช่หรือไม่ขอรับ?”
นํ้าเสียงของหลิวยวนเย็นชาขึ้นไปอีก จนองค์หญิงจิ่นซิ่วถึงกับชะงักไป เรื่องเหล่านี้นางเคยรับปากฮูหยินหลิวกับ
คุณหนูหลิวทั้งสองคนเอาไว้ ทว่าบัดนี้คำสัญญาเหล่านั้นทำไมหลิวยวนถึงได้รู้เข้า หรือว่าสิ่งที่นางวางแผนไว้ทั้งหมดก่อน
หน้านี้ หลิวยวนจะรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว?
เอาเป็นว่าเรื่องเหล่านี้องค์หญิงจิ่นซิ่วยังไม่รู้ว่าหลิวยวนรู้มาได้อย่างไร
ด้านหลิวยวนหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ ภายใต้แสงเทียนที่พลิ้วไหวไปมา เขามองไปที่องค์หญิงจิ่นซิ่วและพูดยิ้มๆ
ติดตลก “สิ่งที่กระผมอยากทราบก็คือองค์หญิงชอบกระผม จึงยอมทำได้ทุกอย่าง แต่หากวันหนึ่งวันใดที่กระผมหมด
ประโยชน์ขึ้นมา จุดจบคงไม่พ้นการตายเหมือนหนิวไปั๋ ที่ไม่เหลือแม้แต่ร่างเอาไว้ใช่ไหมขอรับ?”
สายตาของหลิวยวนที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย มองดูแล้วไม่เหมือนชายธรรมดาทั่วไป กลับดูเหมือนวิญญาณผี
เร่ร่อนที่หลุดออกมาจากนรกเบื้องล่าง ไม่ว่าใครก็มิกล้าสบตา
หลิวยวนหันไปมององค์หญิงจิ่นซิ่วและหัวเราะออกมาอยู่อย่างนั้น จนสีหน้าแปรเปลี่ยนแฝงด้วยความชั่วร้าย
สีหน้านั้นมองไม่ขาดว่ากำลังดูแคลนหรือเสียดสี ทำเอาองค์หญิงจิ่นซิ่วถึงกับผงะไป
หลังจากนั้นหลิวยวนได้ยื่นหน้าเข้าไปข้างหูขององค์หญิง พลางพูดเสียงกดตํ่าและเจ้าเล่ห์ออกมา “เนื่องจากองค์
หญิงจิ่นซิ่วไม่ชอบหนิวไปั๋จึงต้องฆ่าให้ตาย เพื่อจะได้มาชอบกระผมได้ อย่างนั้นหากวันใดเกิดไม่ชอบกระผมขึ้นมาแล้ว
จุดจบของกระผมคงอเนจอนาถไม่ต่างกับหนิวไปั๋สิท่า… องค์หญิงโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือเกิน!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเพิ่งได้สติขึ้นและเห็นใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้เพียงปลายนิ้วของหลิวยวน นางตกใจอย่างมากถึงขั้น
ถอยหลังไปหลายก้าวจนชนเก้าอี้ที่หลิวยวนนั่งเมื่อครู่นี้
เก้าอี้ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วถอยไปชนนั้น ด้านข้างเป็นโต๊ะที่มีเทียนไขจุดวางอยู่ แสงเทียนพลิ้วไหวไปมา องค์หญิงจิ่น
ซิ่วเงยหน้าขึ้นมองไปฝังตรงข้ามของโต๊ะ กลับเห็นเงาของชายหนุ่มรูปงาม ใบหน้าหล่อเหลากำลังอ่านตำราอย่างตั้งอกตั้ง
ใจ ความตั้งใจไม่ว่าใครเห็นย่อมรู้สึกสงบนิ่งตามไปด้วย
องค์หญิงจิ่นซิ่วมองไปฝังตรงข้ามถึงกับต้องตกใจมิน้อย เนื่องจากเงาคนเมื่อครู่ไม่ใช่ใครอื่นกลับเป็นหลิวยวน!
เพียงแต่หากคนที่นั่งโต๊ะฝังตรงข้ามเป็นหลิวยวน เช่นนั้นคนที่เดินเข้ามากระซิบข้างหูเมื่อครู่จะเป็นใครกัน
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วหันกลับไปมองข้างหลังก็พบหลิวยวนเดินประชิดเข้ามาทีละก้าวๆ พร้อมกับพูดประโยคเมื่อครู่
ไม่หยุด “องค์หญิง… กระผมคงไม่พ้นโดนฆ่าตายอย่างอเนจอนาถเหมือนหนิวไปั๋ใช่ไหมขอรับ?”
ในเวลานี้องค์หญิงจิ่นซิ่วเหมือนได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหนิวไปั๋ ดังวนเข้ามาหลอกหลอนในโสตประสาท นาง
มองเห็นใบหน้าที่ของหนิวไปั๋ยิ่นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสติแตกกระเจิงไปหมดแล้ว
ข้างหูยังคงเหมือนมีเสียงท่องตำราลอยวนไปมา เสียงนั้นได้ลอยล่องเข้าไปในโสตประสาท ทุกคำพูดต่างได้ยิน
อย่างชัดเจน ระหว่างนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วได้หันกลับไปมองพบชายหนุ่มคนนั้น กำลังท่องตำรา ราวกับไม่รับรู้สิ่งต่างๆ ที่
เกิดขึ้นรอบข้างตัวอย่างไรอย่างนั้น
เหตุใดชายหนุ่มที่เดินเข้ามาประชิดตัวกับคนที่ตั้งใจท่องตำราอย่างขะมักเขม้นเป็นหลิวยวน เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ดูแปลกพิลึกไปหมด ทุกอย่างดูน่าหวาดกลัวจนองค์หญิงจิ่นซิ่วรู้สึกว่าขาข้างหนึ่งอยู่บนสวรรค์เบื้องบน ขาอีกข้างอยู่ใน
นรกเบื้องล่าง……