การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 459 ล้มปั่วย
ฮูหยินหลิวรู้สึกไม่พอใจราวกับคลื่นนํ้าที่โหมซัดเข้าชายฝังอย่างบ้าคลั่ง
ใช่แล้ว หนิวไปั๋ตายในนํ้ามือขององค์หญิงจิ่นซิ่วและองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย แต่หลิวยวน ทางอ้อมก็เป็นคน
ฆ่าทางอ้อม หากองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ถูกใจหลิวยวน หนิวไปั๋ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในวังวนนี้และตายจากไป สรุปแล้วไม่
ว่าการตายของหนิวไปั๋หรือเรื่องเลวร้ายในจวนหลิว ล้วนมาจากการหลิวยวนเพียงคนเดียว
ทั้งหมดมาจากนํ้ามือของหลิวยวน
ก่อนที่หลิวยวนมาปรากฏตัว ในจวนหลิวมีแต่ความสงบสุขมาโดยตลอด เพียงแต่เวลานี้กลับมีภัยอันตรายรอบ
ด้าน… เรื่องภัยทั้งหมดหลิวยวน หากเขาหายตัวไป จวนหลิวคงกลับมาสงบสุขเหมือนเมื่อก่อน
ฮูหยินหลิวคิดในใจพลางกุมมือไว้แน่น … หลิวยวน ในเมื่อเจ้าเป็นคนทำร้ายหลานข้าให้ตาย เช่นนั้นก็เอาชีวิตเจ้า
แลกคืนก็แล้วกัน
ฮูหยินหลิวรู้สึกได้ว่าภายในใจของนางเวลานี้ เป็นเหมือนกับหิมะที่ถูกเหยียบยํ่าอยู่ใต้เท้าให้จมธรณี
เวลานี้ในใจของฮูหยินหลิวนอกจากความเคียดแค้นที่ถาโถมเข้ามา… องค์หญิงจิ่นซิ่วนั้นแตะต้องไม่ได้ แต่หลิว
ยวนไม่เหมือนกัน เขาอยู่ในจวนหลิว ฉะนั้นไม่ช้าก็เร็วฮูหยินหลิวจะชำระแค้นในครั้งนี้ให้ครบถ้วน
หลิวยวน เจ้าเป็นคนรนหาที่ตายเอง เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้……
หลังจากองค์หญิงจิ่นซิ่วถูกส่งตัวกลับวังหลวง ฮูหยินหลิวเดินออกจากห้องหนังสือไป เหลือเพียงหลิวจื๋อและหลิว
ยวนอยู่เพียงสองคน
หลิวยวนก้มตาก้มตามองพื้นมิกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาหลิวจื๋อ
ส่วนหลิวจื๋อปรายตามองบุตรชายของเขาโดยไม่พูดไม่ไม่จา ไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องใดอยู่
กระทั่งเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ หลิวยวนที่เม้มปากแน่นก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อเป็นเพราะลูกไม่ดีเอง ที่เป็นต้นเหตุให้
องค์หญิงจิ่นซิ่วมาสร้างเรื่องที่นี่บ่อยครั้ง จนต้องลำบากท่านพ่อเลยขอรับ”
หลิวจื๋อมองไปที่หลิวยวนโดยไม่ตอบสิ่งใด
หลิวยวนแอบเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย ประจวบเหมาะที่สายตาของหลิวจื๋อมองมาพอดี
เมื่อสายตาพ่อลูกมาบรรจบกัน หลิวจื๋อผู้พ่อรีบหันหน้าไปทางอื่น เขาเดินไปอ้อมหลิวยวนผู้เป็นลูกไปหยิบหนังสือ
ที่วางอยู่บนโต๊ะพลิกขึ้นเปิดอ่านอย่างช้าๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบขึ้น “ยวนเอ๋อร์กำลังอ่านตำราจงยง[1]?”
หลิวยวนถูกทดสอบความรู้อย่างไม่ทันตั้งตัว โชคยังดีที่เขาเป็นคนอ่านรักการศึกษาจึงตอบกลับอย่างตรงไปตรง
มา “ใช่แล้วขอรับ ช่วงนี้ลูกกำลังศึกษาตำราจงยงขอรับ”
จากนั้นหลิวยวนพลิกตำราไปหลายต่อหลายหน้า ก่อนถามเสียงเรียบขึ้น “ขงจื้อกล่าวว่า ‘ผู้มีปัญญา’ ย่อม
ปฏิเสธการติดกับดักไม่ได้ ผู้คนต่างทราบ ‘ผู้มีปัญญา’ เลือกทางสายกลาง โดยมิปรารถนาให้จันทรากลับเต็ม” ประโยค
นี้หมายความอย่างไร?
หลิวยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนโค้งคำนับตอบกลับไป “เรียนท่านพ่อ ประโยคนี้ท่านบรมครูขงจื้อกล่าวว่าผู้คน
มักคิดว่าตนเป็นผู้มีปัญญามาก ทว่าหลายครั้งกลับถูกสิ่งต่างๆ ผลักให้ตกสู่หลุมพลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนที่มี
ปัญญามักกล่าวว่าเลือกทางสายกลาง ทว่ามิอาจยืนหยัดอยู่ได้จนจันทราเวียนบรรจบเต็มดวงอีกครั้ง”
หลิวยวนฟังคำอธิบายเรียบร้อยจึงวางตำราจงยงในมือลง จากนั้นนำมือทั้งสองข้างไขว้หลัง เดินอ้อมหลิวยวนแฃะ
เดินออกประตูไป
ชั่วพริยตาเดียว หลิวยวนยืนงงงวยมองอย่างไม่เข้าใจความหมายที่หลิวยวนต้องการสื่อ
เรื่องในคํ่าคืนนี้ เดิมทีหลิวยวนเป็นคนวางแผนไว้ทั้งหมด ตั้งแต่การใช้ยาเสน่ห์ การพูดยั่วเย้าองค์หญิงจิ่นซิ่ว การ
ให้หลิวจื๋อปรากฏตัวที่ห้องหนังสือ สิ่งเหล่านี้อยู่ในความควบคุมของหลิวยวนทั้งหมด
เดิมทีบทสนทนาระหว่างองค์หญิงจิ่นซิ่วถึงเรื่องการจายตายของหนิวไปั๋ ก็เป็นเขาที่จุดประเด็นให้องค์หญิงตอบ
ออกมา เพื่อให้หลิวยวนและทุกคนได้ยินความจริงทั้งหมด
สิ่งที่นึกไม่ถึงคือ ในเมื่อหลิวจื๋อได้เห็นและได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว กลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไรสักอย่าง หลิวจื๋อไม่
ตำหนิและเค้นถามอะไรจากหลิวยวนเลย มีเพียงถามความรู้ทั่วไปก่อนเดินกลับออกไป
หลิวจื๋อเป็นคนที่ชอบพูดถึงเรื่องต่างๆ คนหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะเล่าอะไรมักเล่าอย่างเต็มที่ โดยไม่เคยพูดครึ่งๆ กลางๆ
ให้เก็บมาฉงนใจ ดังนั้นหากหลิวจื๋อไม่ต่อว่าหลิวยวนในยามนี้ พอเรื่องผ่านไปก็ถือว่าแล้วๆ กัน
สิ่งที่หลิวหยวนยังคงไขข้อสงสัยมิกระจ่างคือ เหตุใดหลิวจื๋อที่เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง กลับไม่พูดอะไรเดี่ยวกับเรื่อง
นี้ออกมาแม้คำเดียว?
เมื่อเห็นหลิวจื๋อเดินไปออกประตูไป หลิวยวนรีบโค้งคำนับ “น้อมส่งท่านพ่อขอรับ!”
หลิวจื๋อหันกลับมาจ้องหลิวยวนอย่างตั้งใจ จากนั้นสะบัดหน้าหนีเดินจากไป
หลิวยวนยังคงยืนอยู่หน้าประตูที่มีลมหนาวเหน็บได้พร้อมเสื้อผ้าจนปลิวไหวไปตามลม โดยไม่รู้ถึงความหนาวนั้น
แม้แต่น้อย ในเวลานี้เขายังคงลืมสายตาที่หลิวจื๋อมองมาเมื่อครู่มิได้ สายตานั้นมีความหมายแฝงที่เขายังมิอาจไขความ
ฉงนนั้นได้
ทันใดนั้นหลิวยวนเข้าใจสิ่งที่หลิวจื๋อต้องการถามจากคำอธิบายเมื่อครู่ได้แล้ว “การอวดฉลาดอาจนำภัยมาสู่ตน
ได้!”
หน้าผากของหลิวยวนจู่ๆ มีเหงื่อไหลท่วมออกมา เพราะเขาเพิ่งเข้าใจความหมายที่หลิวจื๋อต้องการสื่อ การอวดดี
อวดฉลาดเกินไป อย่างไม่พอดีอาจทำให้ติดกับดักได้โดยไม่รู้ตัว
อีกด้านหนึ่งแม้ว่าเขาจะ “ทำอย่างพอดีแล้วหยุดลง” โดยเลือกทางสายกลาง แต่ใจที่โหยหาชัยชนะมากเกิน
ผลลัพธ์จึงออกทะเลไปอย่างไกล โดยที่ลืมความคิดการทำอย่างพอดีแล้วหยุดลง
หลิวยวนค่อยๆ กำมือทั้งสองข้างจนแน่นอย่างเชื่องช้า บัดนี้เขาเข้าใจเรื่องทุกอย่างถ่องแท้แล้ว เขาทำเกินพอดี
ตามหลักทางสายกลางนั่นเอง
แต่ปัญหานี้ยังคงไม่ได้รับคำตอบอยู่ดี
เช้าวันถัดมา ในเมืองหลวงได้มือข่าวการปั่วยหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่วแพร่สะพัดไปทั่ว
ด้านบ่าวใช้จวนหลิวพูดปากต่อปากถึงเรื่องที่องค์หญิงจิ่นซิ่วมาที่จวนหลิวในกลางดึก เพื่อบีบให้หลิวยวนออกยอม
แต่งงานด้วย คิดไม่ถึงว่าวิญญาณของหนิวไปั๋ ตามมาหลอกหลอนองค์หญิงจนตกใจสุดขีดล้มปั่วยลง มิอาจลุกขึ้นจาก
เตียงได้เลย
ยังมีเรื่องเล่าที่สองเล่ากันว่า ที่จริงแล้วเนื่องจากองค์หญิงจิ่นซิ่วออกมาสร้างเรื่องกลางดึกที่จวนเสนาบดีหลิว
ความทราบไปถึงฮองเฮาจนโดนกักบริเวณ
ข่าวการล้มปั่วยขององค์หญิงประจวบเหมาะกับช่วงเทศกาลหยวนเซียว ที่บรรดาคุณหนูสูงศักดิ์ในวังหลวงต่าง
พบหน้าสังสรรค์ตามธรรมเนียม เพราะฉะนั้นข่าวที่แพร่ออกไปช่วยเปิดโอกาสให้องค์หญิงจิ่นซิ่วได้มีเวลารักษาอาการ
ปั่วยสักระยะหนึ่ง
ข่าวที่แพร่สะบัดจากปากต่อปาก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้คความเป็นความจริงไหม ดังนั้นต้วนชิงหมิงที่นั่งจิบชาอยู่ในห้อง
พอได้ยินเรื่องนี้เข้าถึงกับหัวเราะเจื่อนๆ ไปทางเหยียนหลิ่งอวี๋ “เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความดีความชอบขององค์ชายสาม
สินะ?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่กำลังเล่นหมากรุกกับต้วนชิงหมิงอยู่ ตอบกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “จะบอกว่าเกี่ยวก็ใช่ ไม่
เกี่ยวก็ไม่ผิด”
“หมายความว่ายังไง?” ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
ในที่สุดเหยียนหลิ่งอวี๋จึงยอมเงยหน้าขึ้น มองไปที่แววตาที่ลุกวาวของต้วนชิงหมิง ก่อนตอบเสียงเรียบกลับไป
“ถ้าพูดตามความจริงแล้วก็ไม่ได้มีอะไรอะไรมาก ควันที่ปรากฏในห้องเป็นข้าเองที่ซื้อธูปหอมมา ส่วนการแต่งตัวเป็น
หนิวไปั๋ หลิวยวนเป็นคนรับผิดชอบ หากแผนที่ว่ามาไม่สำเร็จ หลิวยวนได้เตรียมแผนสำรองไว้คือ หากหลิวจื๋อไม่มาออก
หน้าก็ใช้หนิวไปั๋ตัวปลอม แกล้งให้องค์หญิงตกใจจนต้องยอมถอย โชคดีที่หลิวจื๋อมาทันเวลา แต่หลิวยวนกลับถูกองค์
หญิงบีบบังคับให้แต่งงาน ด้วยไหวพริบที่ไวของหลิวจื๋อจึงใช้วิธีเล่นละครทรมานตัวเองนิดหน่อย จนกระทั่งองค์หญิงยอม
ถอยหลับไป”
“องค์หญิงจิ่นซิ่วล้มปั่วยจริงไหม?” ต้วนชิงหมิงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
เหยียนหลิ่งอวี๋เบะปากก่อนตอบกลับกวนๆ กลับไป “จะว่าล้มปั่วยหรือไม่ล้มปั่วยก็ย่อมได้”
ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ราวกับไม่พอใจคำตอบของเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่เมื่อพิจารณาดูอยู่ประเดี๋ยวก็
หัวเราะขึ้นมา “ข้าเข้าใจแล้ว หากบอกว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วล้มปั่วยก็เท่ากับตกใจจนล้มปั่วน แต่หากบอกว่าไม่ได้ล้มปั่วยก็
เท่ากับนางถูกกักตัว?”
[1] ตำราจงยง เป็นตำราที่รวบรวมคำสอนของขงจื้อเกี่ยวกับหลักสัจธรรม ทางสายกลาง ซึ่งในสมัยโบราณใช้เป็น
ตำราเล่มหนึ่งเพื่อสอบเข้ารับราชการ