การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 46 น้องเขยใจร้อน
ดูท่าจะต้องแบกหน้าไปขอเงินจากน้องสาว ไม่อย่างนั้นดอกเบี้ยคงพุ่งสูงกว่านี้เป็นแน่
โชคดีที่ไม่กี่วันมานี้ต้าชุ่ยส่งจดหมายมาหาเขา ในนั้นเขียนว่ามีเรื่องจะปรึกษาแต่สองสามวันมานี้ซานไล่จือพัวพัน
อยู่ที่บ่อน จึงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องน้องสาว ทว่าตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว ไม่ใช่ไปเพราะเป็นห่วงใยแต่ไปเพื่อเงินเท่านั้น
“ซานไล่จือ ถ้าไม่มีเงินก็ไสหัวไป!”
ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องมา ประตูบ่อนเปิดอ้าออกทันที
เมื่อเห็นที่นั่งของเขาถูกคนอื่นนั่งแทน ในใจของซานไล่จือที่ยังไม่อยากจะออกจากบ่อนพนัน จึงคิดได้ว่าต้องไป
หลอกเอาเงินจากน้องสาวมาให้เยอะกว่านี้ ถึงตรงนี้จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง
“โอ้ว นี่ใช่พี่ซานไล่จือหรือไม่?”
แสงไฟส่องสะท้อนเห็นชายหนุ่มผู้นั้นอายุราวยี่สิบปี สวมชุดยาวสีดำ ร่างสูงสง่า
เมื่อซานไล่จือเห็นชายคนนั้นอยู่ด้านหน้า จึงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าคล้ายกำลังค้นหาความทรงจำถึงชายผู้นี้
“เจ้าเป็นใคร? ข้าไม่รู้จักเจ้า!”
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ข้าเป็นหลานของหลิวอี๋เหนียง ครั้งที่แล้วได้พบน้องลิ่งข้ารู้สึกถูกใจเป็นอย่างมาก เดิมทีอยากจะให้อี๋เหนียงช่วย
ให้ข้าได้แต่งกับนาง แต่อี๋เหนียงบอกว่าข้ามีคู่หมั้นหมายแล้ว เรื่องเห็นด้วยหรือไม่นั้นให้ไปถามน้องลิ่งเอาเอง”
ได้ยินคำพูดของอีกฝั่ายซานไล่จือก็รู้สึกโล่งระบายลมหายใจเฮือกหนึ่งพลางตบไปที่อกเบาๆ
“เรื่องนี้ นางเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าตัดสินใจแทนไม่ได้…ปัญหาคือเจ้าสามารถให้เงินสินสอดนางได้เท่าไหร่?”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย พูดอย่างภูมิใจ
“ข้ากับน้องลิ่งรักกันด้วยใจจริง เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา… สักร้อยตำลึง เป็นอย่างไร?”
ซานไล่จือได้ฟังพลันตาลุกวาวและชี้นิ้วขึ้นพูดด้วยความดีใจเป็นที่สุด
“ร้อยตำลึง?” สามารถเอาเงินไปคืนองค์ชายสามได้ แถมยังเหลือพอเล่นต่อสักสองสามตา ถือว่าไม่เลว…
ชายหนุ่มผู้นั้นแอบชำเลืองมองสีหน้าของซานไล่จือ กล่าวต่อด้วยสีหน้าท่าทางละม้ายรู้สึกลำบากใจ
“แต่น้องลิ่ง… อยากจะเป็นแต่ภรรยาเอก!”
ได้ยินคำพูดของชายหนุ่มแล้วซานไล่จือยกมือทำท่าทางตบอกเอ่ย
“สินสอดร้อยตำลึง เป็นเงินจำนวนมากที่ครอบครัวคนธรรมดาไม่เคยได้แม้แต่จะเห็น นางเป็นแค่สาวใช้บื้อๆ…
เป็นอี๋เหนียงแล้วไม่ดียังไง? เจ้าลองคิดดูสิว่าอี๋เหนียงจวนต้วนยังสามารถจัดการดูแลจวนได้เลย”
ได้ฟังคำพูดของซานไล่จือทำให้อีกฝั่ายรู้สึกดีใจขึ้นมา
“พี่ชายจะช่วยพูดกับน้องลิ่งให้ข้าใช่หรือไม่?”
เขาใช้มือตบไปที่ไหล่ของชายหนุ่มด้วยท่าทางที่มุ่งมั่น พยักหน้าเป็นคำตอบ
“น้องชาย เจ้ายังอ่อนต่อโลกนัก ผู้หญิงน่ะใช่ว่าพูดอะไรแล้วเจ้าจะต้องฟังทั้งหมด เคยได้ยินหรือไม่ที่ว่ารวบรัด
ตัดตอนให้นางเป็นของน้องชาย หลังจากนั้นนางก็ไม่มีโอกาสเสียใจ ทำได้เพียงฝากชีวิตไว้กับเจ้าเสียเท่านั้น”
คนหน้าบางตรงหน้าพูดอย่างเคอะเขินระคนทำท่าลำบากใจในที
“ทำอย่างนี้จะได้ผลจริงหรือ?”
ซานไล่จือยกมือตบไปที่อกของเขา กล่าวแน่นหนักด้วยความภาคภูมิใจ
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา เจ้ากลับไปเลือกวันและเตรียมเงินมาให้ครบ ถึงวันนั้นข้าจะพานางมาพบเจ้า อยากทำอะไร
กับนางก็ตามใจ เเบบนี้ดีหรือไม่เล่า?”
พลางเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยสุ้มเสียงเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน
“น้องชายอย่างนั้นอย่าลืมสินสอด! พี่ชายช่วยเจ้าเช่นนี้ เจ้ามีสิ่งใดอยากจะพูดอีกบ้างหรือไม่เล่า?” พูดเสร็จก็ทำ
มือนับเงิน
ชายหนุ่มคนนั้นรีบหยิบตั๋วเงินยี่สิบหยวนใส่ในมือของเขาทันที พูดยิ้มๆ
“พี่ชาย… เงินนี้พี่เก็บไว้ใช้ ยังไม่รวมกับสินสอด……คืนวันมะรืนข้าจะมารับ เตรียมคนให้พร้อมแล้วกัน!”
เขาหยุดเว้นจังหวะกล่าวต่อ
“ข้าขื่อ หลิวฉือ พี่ชายจำข้าให้ดีล่ะ ถ้าฝันของข้าเป็นจริงจะต้องขอบคุณพี่ชายอย่างงาม…”
เขาเป็นคนเห็นแก่เงิน ในแววตาเขาเห็นเพียงภาพที่กำลังรับเงินมานับและกอดเงินไว้ จึงพยักหน้าตอบรับ
“น้องชายกำลังจะได้กอดนางในดวงใจแล้ว ถ้าเรื่องสำเร็จ อย่าลืมบุญคุณของพี่ชายล่ะ!” อยากจะได้น้องสาวข้า
เป็นภรรยา! เงินแค่ยี่สิบตำลึงซื้อข้าไม่ได้หรอก ต้องรอดูกันต่อไป
ชายหนุ่มขยี้มือ ยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ไม่ลืมแน่นอนๆๆๆ!”
ซานไล่จือกลัวว่าชายหนุ่มจะอายจึงพูดเล่นกับเขาเสียหน่อยแล้วค่อยจากไป
ก่อนจากกันได้นัดแนะสถานที่และเวลาอย่างละเอียด อีกฝั่ายจึงทันได้เห็นท่าทางที่พอใจเป็นพิเศษของซานไล่จื
อก่อนจากไป
มุมปากของเขาโค้งขึ้นน้อยๆ อย่างเชื่องช้าเมื่อเห็นสีหน้าพึงพอใจของซานไล่จือ ใบหน้าของชายหนุ่มละม้ายดูถูก
เหยียดหยาม… เจ้าขายน้องสาวให้ข้าแล้ว รู้ตัวหรือไม่?
หลิวหรงเดินไปเดินมาอยู่ในเรือนด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธ
เรื่องในวันนี้เดิมทีไม่เกี่ยวกับนาง แต่เพราะถูกต้วนชิงหมิงเล่นงานจึงถูกกักบริเวณโดยไม่รู้ตัว ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
ใบหน้าที่สะสวยกลับมีร่องรอยมิชวนมอง
“ต้วนชิงหมิง… เจ้าอย่าคิดว่าข้าถูกกักบริเวณแล้วจะทำอะไรเจ้าไม่ได้… หลังจากนี้อย่าได้หวังจะใช้ชีวิตอย่างสงบ
สุข ไม่มีทาง!”
เสียงร้องโอดโอยดังลอยมาตามลม คือเสียงแม่นมหวางที่ร้องอย่างทรมานหลังจากถูกโบยไปสามสิบที โชคดีที่เป็น
ช่วงฤดูเหมันต์เสื้อผ้าที่สวมใส่ค่อนข้างหนา ถ้าเป็นหน้าร้อนกลัวว่าจะเจ็บหนักกว่านี้!
แม่นมหวางนอนอยู่ในห้องไม่สามารถขยับเขยื้อน ทำให้แม่นมหลี่ได้อำนาจแทน นางพูดอย่างละเอียดตรงหน้า
หลิวหรงว่า
“อี๋เหนียงอย่าได้รีบร้อนไป คุณหนูใหญ่เป็นแค่เด็กที่กำลังจะโต ต่อให้มีเล่ห์เหลี่ยมแค่ไหนก็มาจากคนรอบตัวสอน
นางเท่านั้น… อี๋เหนียงเห็นการเติบโตของคุณหนูใหญ่จะไม่รู้นิสัยใจคอของนางเลยหรือเจ้าคะ?”
คำพูดไม่กี่ประโยคของแม่นมหลี่ ทำให้นางตกใจพลางจับไปที่แขนของแม่นมหลี่บีบอย่างแรง พูดว่า
“เจ้าพูดอะไร? ลองพูดใหม่อีกครั้งสิ!”
อารมณ์เริ่มรุนแรง สายตาที่เยือกเย็นระคนโหดเหี้ยมของหลิวหรงทำให้แม่นมหลี่ผงะถอยหลังไปหลายก้าว ละลํ่า
ละลักพูดว่า
“บะ บ่าวไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะ!”
“ไม่… เจ้าพูดออกมาแล้วต่างหาก!”
หลิวหรงพยักหน้าไม่หยุดคล้ายกำลังใช้ความคิด มือที่ยังจับแขนของแม่นมหลี่เปลี่ยนเป็นใช้เล็บที่ยาวจิกลงไป
ความเจ็บปวดเมื่อเล็บแทรกผ่านผิวหนังแผ่ลามจากแขนไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้นางเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว
ทว่าไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย!
แววตาของหลิวหรงปรากฏทั้งความโหดเหี้ยมและดีใจผสมปนเปอยู่ด้วยกัน
“เจ้าพูดประโยคเมื่อครู่นี้อีกครั้งสิ”
แม่นมหลี่ละม้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้ทำได้เพียงพูดใหม่อีกครั้ง
“คุณหนูใหญ่เป็นแค่เด็กที่กำลังจะโต ต่อให้มีเล่ห์เหลี่ยมแค่ไหนก็มาจากคนรอบตัวสอนนางเท่านั้น… อี๋เหนียง
เห็นการเติบโตของคุณหนูใหญ่จะไม่รู้นิสัยใจคอของนางเลยหรือเจ้าคะ?”
หลิวหรงค่อยๆ คลายมือออก ย้อนคิดถึงคำพูดของแม่นมหลี่อีกครั้ง
‘อี๋เหนียงเห็นการเติบโตของคุณหนูใหญ่จะไม่รู้นิสัยใจคอของนางเลยหรือเจ้าคะ?’
พูดถึงตรงนี้นางคล้ายคิดอะไรบางอย่างได้ ดวงตาเบิกโพลงลุกวาวขึ้นมา… ใช่แล้ว! แม้คนอื่นไม่รู้นิสัยนาง แต่ข้า
เป็นคนเห็นนางเจริญเติบโตมา ทำไมข้าจะไม่รู้!
เพราะรู้นี่แหละถึงได้แปลกใจว่าเหตุใดช่วงนี้นางถึงมีปัญหา หรือจะเป็นเพราะแม่นมหนิง เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว ต้
วนชิงหมิงเปลี่ยนไปตั้งแต่แม่นมหนิงกลับบ้านเกิดครั้งนั้น ใช่แล้ว!
หวนคิดถึงตอนที่ต้วนชิงหมิงไม่สบายครั้งนั้น ตอนนั้นแม่นมหนิงเข้าๆ ออกๆ จวนต้วนอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งกลางคํ่า
กลางคืนยังพาคนแปลกหน้าเข้ามาอีก ไม่แน่ว่านางถูกแม่นมหนิงสอนอะไรมาเป็นแน่!
หลิวหรงค่อยๆ ขยับมานั่งที่เก้าอี้ เงยหน้ามองไปยังท้องฟั้าหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา
“ต้วนชิงหมิงไม่ว่าใครจะสอนอะไรเจ้า แต่ถ้าอยากจะสู้กับข้า เจ้ายังห่างชั้นไปหน่อย…”
ชั่วอึดใจต่อมา หลิวหรงกวักมือเรียกแม่นมหลี่เข้ามา
“เจ้ารีบไปเดี๋ยวนี้”
แม่นมหลี่ฟังคำพูดของหลิวหรงและพยักหน้าอยู่หลายครั้ง ละลํ่าละลักตอบด้วยความร้อนรน
“ใช่เจ้าค่ะ… ได้เจ้าค่ะ บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ!”