การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 461 โดนกักบริเวณ
ในวังหลวงที่ตำหนักซู่อวี้ขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ต่างมีเครื่องลายครามถูกเขวี้ยงแตกกระจัดกระจายไปทั่ว เศษเครื่อง
ลายครามได้สะท้อนแสงระยิบระยับจนน่าตระหนก
ทางเดินที่ทอดยาวไปถึงประตูตำหนัก มีนางกำนัลต่างคุกเข่าต้อนรับอยู่บนพื้นที่หนาวเหน็บ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ร่างกาย ด้วยกลัวว่าอาจทำให้องค์หญิงไม่พอใจและจะกลายเป็นปลาแห้งที่ถูกแขวนร่างไว้ที่กำแพงด้วยความซวย
บนพื้นตรงประตูตำหนักมีเลือดที่หยดติ๋งๆ เป็นรอยวงกว้างซึมไปในหิมะขาว
นางกำนัลใหม่ที่เสีบชีวิตถูกลากร่างไปบนพื้นจนเลือดซึมหิมะเป็นทางยาว ไม่ว่าจะทำความสะอาดอย่างไรก็มิอาจ
ทำได้หมด
แต่ไหนแต่ไรองค์หญิงจิ่นซิ่วก็มีนิสัยเช่นนี้ หากไม่พอใจสิ่งใดก็จะอาละวาดโยนข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้อง
จากนั้นก็ระบายความโกรธกับนางกำนัลที่อยู่ข้างกายเหมือนกับนางกำนัลคนนั้น ฉะนั้นเมื่อเห็นท่าทีขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
ที่กำลังจะระเบิดความโกรธ ทุกคนต่างรีบไปคุกเข่าบนพื้นหิมะด้านนอก ไม่มีใครกล้าเข้ามารับใช้ถึงด้านในตำหนัก
ด้านในตำหนักจู่ๆ ได้ยินเสียงแจกันใบใหญ่แตกดัง “เพล้ง” พร้อมกับองค์หญิงจิ่นซิ่ววิ่งออกมาด้วยความกระหืด
กระหอบ “ทำไมกัน ทำไมต้องกักบริเวณข้าด้วย ข้าทำอะไรผิด ข้าทำอะไรผิดร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
ตั้งแต่ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วกลับมาจากจวนเสนาบดีเมื่อคํ่าคืนที่ผ่านมา นางก็ถูกพระพันปีตำหนิยกใหญ่ จากนั้นก็สั่ง
กักบริเวณในทันที
ด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วรู้สึกไม่พอใจอยากมาก เพราะเหตุผลใดที่ทำให้นางต้องถูกกักบริเวณคืออะไรก็มิทราบได้
แม้แต่เสด็จแม่ก็มิอาจพบได้ นางไม่เข้าใจว่าการชอบหลิวยวนนั้น สร้างความอัปยศได้ถึงเพียงนี้เลย
ความไม่เข้าใจและไม่ชัดเจนถึงเหตุผล ได้เปลี่ยนให้จิตใจขององค์หญิงจิ่นซิ่วเต็มเปียมไปด้วยความเดือดดาล หาก
ใครเข้ามาใกล้ นางพร้อมระเบิดใส่อย่างไม่ไว้หน้า
หัวหน้านางกำนัลโย่วเอ๋อร์ถือเป็นคนที่องค์หญิงจิ่นซิ่วเชื่อใจมากที่สุด โดยปกติมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถกล้า
พูดให้องค์หญิงจิ่นซิ่วอารมณ์เย็นลงได้ เวลานี้นางกลับมาถึงตำหนัก ได้เห็นเศษแจกันที่ตกกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง
โย่วเอ๋อร์จึงหน้าเปลี่ยนสีด้วยความตกใจ จากนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาองค์หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิงบ่าวกลับมาแล้วเพค่ะ”
ด้วยความเดือดดาลที่ยังคุกรุ่นอยู่ ไม่ว่าใครหน้าไหนเดินเข้ามา พลันสั่งด้วยเสียงที่ดังลั่น “ไสหัวออกไป อย่ามาให้
ข้าเห็นอีก!”
โย่วเอ๋อร์หน้าเปลี่ยนสี รีบหันหลังกลับออกไปโดยไม่พูดไม่จา
ทว่าโย่วเอ๋อร์ไม่ทันได้ระวังเหยียบเศษแจกันเอาไปเต็มๆ จนนางร้อง “โอ้ย โอ้ย” ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว แม้
เสียงร้องค่อนข้างเบามาก ทว่าภายในตำหนักที่เงียบสงบกลับได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน ด้วยความตกใจโย่วเอ๋อร์รีบเขย่ง
ก้าวเท้าสั้นๆ หมายเดินออกไปด้วยความเงียบ
แต่องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ได้ยิน จึงหันหน้ากลับมามองด้วยแววตาที่แดงกรํ่า “เจ้ามาทำอะไรในตำหนัก อยากตายใช่
ไหม?”
ทันใดนั้นสีหน้าของโย่วเอ๋อร์กลับซีดขาวขึ้นมาฉับพลัน
โย่วเอ๋อร์รับใช้ใกล้ชิดตั้งแต่องค์หญิงจิ่นซิ่วยังเป็นเด็กน้อย จึงเข้าใจนิสัยใจคอขององค์หญิงเป็นอย่างดี การทำให้
องค์หญิงไม่พอใจเหมือนรนหาที่ตายชัดๆ แต่เมื่อครู่นางได้รับคำสั่งจากองค์หญิงจิ่นซิ่วให้ไปหาฮองเฮา เพื่อขอร้องให้
ฮองเฮาไปขอร้องพระพันปีให้ปล่อยองค์หญิงจากการถูกกักบริเวณ โย่วเอ๋อร์ไปยืนรอหน้าตำหนักของฮองเฮาแต่ถูกกลับ
ปฏิเสธ
แท้ที่จริงแล้วการที่พระพันปีสั่งกักบริเวณองค์หญิงจิ่นซิ่วในครั้งนี้ ยังต้องการเตือนให้ฮองเฮาอย่าได้ไปเยี่ยมหรือ
มาขอร้องให้ปล่อยตัว
ด้วยความจำใจฮองเฮาจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ไม่ไปเยี่ยมองค์หญิงจิ่นซิ่ว แม้แต่หัวหน้านางกำนัลที่ถูกส่งมาก็
ยังไม่พบหน้าอีกด้วย
โย่วเอ๋อร์ไม่ได้เข้าเฝั้าฮองเฮาตามที่คิดไว้ หลังจากกลับมาที่เรือนก็พบเศษแจกันแตกเกลื่อนกลาดไปทั่วอีก
ประกอบกับอารมณ์ที่เดือดดาลขององค์หญิงจิ่นซิ่ว และรอยเลือดตรงกำแพงตำหนัก โย่วเอ๋อร์จึงทราบดีว่ามีนางกำนัล
รับเคราะห์จนถึงแก่ความตายไปแล้ว ดังนั้นด้วยความกลัวตาย นางจึงไม่มีทางเลือกคุกเข่าลงไปสองข้างทั้งๆ ที่พื้นมีเศษ
แจกันเต็มไปหมด
เศษแจกันที่แหลมคมได้ทะลุเสื้อผ้าเข้าไปทิ่มแทงเนื้อที่นุ่มนิ่มของโย่วเอ๋อร์ จนเลือดไหลซึมออกมาที่หัวเข่า นาง
กัดฟันทนความเจ็บปวด ฝืนเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงจิ่นซิ่ว รวบรวมกำลังเอ่ยเสียงเรียบว่า “องค์หญิงเพค่ะ… ฮองเฮา
ตรัสว่าเรื่องนี้ต้องมีคนใส่ร้ายองค์หญิงเป็นแน่ องค์หญิงวางใจได้ ฮองเฮาจะทวงความยุติธรรมให้กับองค์หญิงด้วย
พระองค์เองเพค่ะ”
สายตาขององค์หญิงจิ่นซิ่วปรากฏความโหดเหี้ยมอำมหิตขึ้นมา นางถามโย่วเอ๋อร์ด้วยเสียงเย็นชาขึ้น “เจ้า
หมายความว่าเสด็จแม่ยอมให้เจ้าเข้าเฝั้าอย่างนั้นหรือ?”
ไม่ว่าใครที่องค์หญิงจิ่นซิ่วส่งไปเข้าเฝั้าฮองเฮาต่างถูกปฏิเสธและตำหนิกลับมาทั้งนั้น ทว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วกลับคาด
ไม่ถึงก็คือฮองเฮาไม่เพียงไม่พบนางกำนัลที่ส่งไป ยังเรียกให้นางกำนัลเหล่านั้นกลับมาตำหนิองค์หญิงอีก ทั้งยังบอกให้
องค์หญิงจิ่นซิ่วสงบจิตสงบใจรอจนกว่าพระพันปีจะมายกเลิกคำสั่งกักบริเวณ
แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ วันนี้โย่วเอ๋อร์กลับไปเข้าเฝั้าฮองเฮาแล้ว?
โย่วเอ๋อร์เมื่อได้ยินที่องค์หญิงจิ่นซิ่วถามขึ้นถึงกับตัวสั่นสะเทิ้มด้วยความหวดกลัว หลายวันมานี้องค์หญิงจิ่นซิ่ว
ส่งให้นางกำนัลไปขอเข้าเฝั้ากลับถูกปฏิเสธจนหมดสิ้น กระทั่งตอนนี้โย่วเอ๋อร์กลับมาสร้างเรื่องโกหกใหญ่หลวงขึ้น อย่าง
นี้ก็เท่ากับโย่วเอ๋อร์รนหาที่ตายชัดๆ
แต่ด้วยการรับใช้ข้างกายองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นเวลานาน นางจึงตอบกลับด้วยไหวพริบเฉพาะหน้าว่า “เรียนองค์
หญิงเพค่ะ หลายวันมานี้ฮองเฮาก็เดือดดาลกีบสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยรู้ว่าไม่ใช่ความผิดขององค์หญิง ฉะนั้นฮองเฮาได้ใช้แม่นม
มาบอกบ่าว ให้องค์หญิงอย่าร้อนใจไป ฮองเฮาจะหาวิธีช่วยให้องค์หญิงออกไปข้างนอกได้ให้เร็วที่สุดเพค่ะ!”
พอองค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินก็กรีดร้องจนหน้าดำหน้าแดงออกมา “อะไรน่ะ? รีบให้เร็วที่สุดอย่างนั้นหรือ แล้วจะต้อง
รอไปถึงเมื่อไหร่กัน?”
โย่วเอ๋อร์ก้มหน้าก้มตาลงทันที ตอบเสียงอ่อยๆ กลับไป “เรียนองค์หญิงเกรงว่าน่าจะอีกสองวันเพค่ะ”
“ขอเวลาอีกเพียงสองวัน……”
องค์หญิงจิ่นซิ่วพูดไปพลางยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของโย่วเอ๋อร์ “ให้ข้ารออีกสองวันเลยหรือ… บ่าวเฮงซวย! ถ้า
เจ้ากล้าพูดปดขึ้นมาคงรู้ว่าผลจะเป็นเช่นไร? ปกติสด็จแม่ไม่เคยรับปากอะไรไปเรื่อย หากไม่ต้ององค์หญิงอย่างข้า
ประเดี๋ยวนี้ ก็คงจะไม่ได้พูดอะไรกับเจ้าแม้แต่น้อยสิท่า……”
ด้วยความลนลานนี่ปรากฏออกมาจนผิดสังเกต โย่วเอ๋อร์จึงโดนองค์หญิงจิ่นซิ่วตบเข้าทีหนึ่งจากล้มลงไปกับพื้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นรอบเลือดไหลซิลออกมาจากมุมปาก
โย่วเอ๋อร์มิกล้าขยับตัวลุกขึ้น นางได้แต่พูดขอร้องขอชีวิตอยู่อย่างนั้น “เรียนองค์หญิง บ่าวมิกล้าเพค่ะ… ทั้งหมด
เป็นสิ่งที่แม่นมนำคำพูดของฮองเฮามาบอกกับบ่าวเอง แม่นมยังพูดอีกว่าเรื่องนี้จะโทษองค์หญิงไม่ได้ ทั้งหมดเป็นความ
ผิดของหลิวยวนที่ไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูง บังอาจปฏิเสธความหวังดีขององค์หญิงเพค่ะ”
เมื่อพูดถึงหลิวยวนขึ้นมา องค์หญิงจิ่นซิ่วก็กัดฟันกรอดๆ ทันใด ความปรารถนาดีของนางกลับถูกหลิวยวนเอามา
เล่นงาน เห็นทีหลิวยวนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้วกระมัง
แต่เหตุผลประการใดที่หลิวยวนไม่ชอบในตัวอองค์หญิงจิ่นซิ่วนั้น นางยังนึกหาคำตอบไม่อ
ได้ยินมาว่าหลิวยวนกับต้วนชิงหมิงแห่งจวนต้วนมีการไปมาหาสู่กันเป็นนิจ ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจใช้อยู่ด้วยกัน
มานานแล้ว
พอองค์หญิงจิ่นซิ่วคิดไปเรื่อยถึงเรื่องนี้ก็อดกัดฟันแน่นไม่ได้ “เชอะ! หลิวยวนหลงใหลได้ปลื้มต้วนชิงหมิงอย่างโง
หัวไม่ขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
ในเวลานี้โย่วเอ๋อร์ไม่สนแล้วว่าต้วนชิงหมิงจะเป็นตามที่องค์หญิงจิ่นซิ่วว่าหรือไม่ โย่งเอ่อร์รีบก้มหน้าคำนับองค์
หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้องเพค่ะ… ต้วนชิงหมิงผู้นั้นไม่ใช่หญิงดีเด่อะไร นางต้องยั่วยวนคุณชายหลิวจนทำให้
องค์ชายหลิวตีตัวออกห่างจากองค์หญิงเป็นแน่เพค่ะ!”
หลังจากที่โย่วเอ๋อร์พูดจบลง แผ่นหลังของนางก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางไม่รู้จริงๆ ว่าใครคือต้วนชิงหมิง แต่ใน
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วพูดออกมาย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน โย่วเอ๋อร์จึงสวมรอยต่อว่าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจขององค์
หญิงจิ่นซิ่วไปก่อน