การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 462 แผนการขององค์หญิงจิ่นซิ่ว
ในหัวของโย่งเอ๋อร์เวลานี้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเอาชีวิตรอดจากการลงโทษจากองค์หญิงจิ่นซิ่วจึงเป็นเรื่อง
ใหญ่ ดังนั้นนางจึงได้แต่เออออห่อหมกเคียดแค้นต้วนชิงหมิงเป็นเพื่อนองค์หญิง
ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้ การรักษาตัวรอดจากอันตรายเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อน ส่วนต้วนชิงหมิงจะรู้เรื่องหรือไม่
แบมไม่เกี่ยวกับโย่วเอ๋อร์สักนิดเดียว ส่วนองค์หญิงจิ่นซิ่วจะใช้แผนการที่โหดเหี้ยมอำมหิตใดเล่นงานต้วนชิงหมิงนั้นเป็น
สิ่งที่โย่วเอ๋อร์มิอาจทราบได้
ใช่แล้ว ไม่ว่าต้วนชิงหมิงเป็นคนดีหรือคนเลว สิ่งสำคัญคือเอาชีวิตให้รอดก่อน
ด้านองค์หญิงจิ่นซิ่วค่อยๆ หันหน้ากลับมาอย่างเชื่องช้า เเววตาทั้งสองข้างแดงกรํ่าไปด้วยความอาฆาตแค้นที่โถม
กระหนํ่าขึ้นมา
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่มีทางลืมเลือนบัญชีแค้นนี้ได้ เพราะต้วนชิงหมิงเป็นสาเหตุ หลิวยวนจึงไม่สนใจองค์หญิงแม้แต่
ปรายตามอง
ถ้าหลิวยวนเปรียบเหมือนเพชรเม็ดใหญ่ที่ยังไม่ได้เจียระไน ต้วนชิงหมิงที่คอยขวางทางไม่ให้องค์หญิงจิ่นซิ่วไปนำ
เพชรเม็ดใหญ่นั้นมา ย่อมต้องถูกกำจัดให้พ้นทางไป
องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ จากนั้นพูดเสียงเรียบ “เติมชา!”
พอโย่วเอ๋อร์ได้ยินจึงค่อยโล่งใจขึ้นมา… พายุฝนที่บ้าคลั่งในที่สุดก็ผ่านไปแล้ว ต้องขอบใจชื่อต้วนชิงหมิงที่ทำให้
พายุฝนครั้งนี้ค่อยๆ สงบลง
โย่วเอ๋อร์เป็นนางกำนัลที่รับใช้องค์หญิงจิ่นซิ่วข้างกายเป็นเวลานานที่สุด ดังนั้นย่อมรู้จักนิสัยใจคอของผู้หญิงเป็น
อย่างดี โย่วเอ๋อร์ทราบดีว่าหลังจากที่องค์หญิงจิ่นซิ่วโกรธขึ้นมาทุกครั้ง จะมาเอานางกำนัลมาระบายอารมณ์ และทุกครั้ง
ที่อารมณ์เย็นลงมักจนให้เติมนํ้าชาในแก้ว
การที่องค์หญิงจิ่นซิ่วดื่มชาลงไปอย่างช้าๆ หมายความว่านางกำลังใช้ความคิดในการวางแผนขั้นต่อไปอยู่ต่างหาก
บัดนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วมัวแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องเอาชนะให้ได้ โย่วเอ๋อร์จึงรอดตัวไปได้อีกครั้งหนึ่ง
โย่วเอ๋อร์รีบเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นรีบเดินขากระเผลกออกมาอย่างรวดเร็ว โดยที่เลือด
อาบหัวเข่าทั้งสองข้าง
นางกำนัลที่คุกเข่าอยู่นอกตำหนัก พอเห็นโย่วเอ๋อร์ออกมาทุกคนต่างส่งสายตาวิงวอนมาให้นาง เพื่อไม่ให้เรียกชื่อ
พวกนางเข้าไปรับใช้ในตำหนัก แต่เมื่อได้ยินโย่วเอ๋อร์พูดเสียงเรียบว่า “เติมชา” ทุกคนจึงเหมือนยกภูเขาออกจากอกได้
แล้ว
ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี
ดังนั้นเหล่านางกำนัลจึงเริ่มไปจัดการภาระงานของแต่ละคนที่ได้รับมอบหมาย เศษกระเบื้อง เศษแจกันต่างถูก
เก็บกวาดอย่างระมัดระวัง ทั้งรอยเลือดและคราบนํ้าชาถูกเช็ดถูไม่เหลือรอย
โย่วเอ๋อร์ไปทำแผลเรียบร้อยแล้วค่อยยกนํ้าชามาอย่างระวังให้องค์หญิงจิ่นซิ่ว พร้อมพูดเสียงแผ่วเบา “องค์หญิง
เชิญดื่มชาเพค่ะ”
ด้วยความกระหายนํ้า องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงรีบคว้าหยิบถ้วยนํ้าชาขึ้นมา หมายดื่มรวดเดียวจนหมด
อีกทั้งนํ้าชาที่ร้อนทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วสะดุ้งโหยงลุกขึ้นมายืนเลย
ทันทีที่โย่วเอ๋อร์เห็นเช่นนั้น นางรีบเข้าไปรับถ้วยนํ้าชาในมือองค์หญิงออกมา จากนั้นคุกเข่าเสียงดังลงกับพื้นและ
พูดร้องขอชีวิต “องค์หญิงไว้ชีวิตด้วย องค์หญิงไว้ชีวิตบ่าวด้วยเพค่ะ……”
ด้วยความที่ถ้วยนํ้าชาร้อนทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วบ้วนนํ้าชาออกมาทันที จนเปียกเลอะเทอะเสื้อผ้าไปหมด ลิ้นก็ดัน
ขึ้นตุ่มพองจนแสบร้อนไปหมด
บรรดานางกำนัลทุกคนที่เห็นท่าทางขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือแม้แต่ขยับตัวไปไหน
ด้วยรู้ดีว่าหากทำอะไรอาจขัดใจองค์หญิงจิ่นซิ่วที่อารมณ์รุนแรง จนอาจนำมาซึ่งความซวยได้
โย่วเอ๋อร์คุกเข่าคำนับและร้องขอชีวิตอยู่อย่างนั้นไม่หยุด จนกระทั่งหน้าผากของนางมีเลือดไหลซิบออกมาเลอะ
พื้นที่เพิ่งทำความสะอาดไป
นางกำนัลในตำหนักทุกคนมิมีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
ส่วนองค์หญิงจิ่นซิ่วกลับบขมวดคิ้วขึ้น พลางหันไปตำหนิโย่วเอ๋อร์ “ยังไม่รีบไปเตรียมนํ้าร้อนอีก ข้าจะไปอาบนํ้า
แล้ว”
“ได้เพค่ะ” โย่วเอ๋อร์รีบตอบรับทันทีด้วยความงงงวยอยู่มิน้อย จากนั้นนางรีบเงยหน้าผากที่เปือนเลือดมองไปที่
องค์หญิงจิ่นซิ่วด้วยความหวาดกลัว จนลืมไปว่าเมื่อครู่นี้ได้ตอบอะไรองค์หญิงไป
เป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ลงโทษโย่วเอ๋อร์ นางกำนัลทุกคนต่างรู้ดี เมื่อก่อนหากใครทำให้องค์หญิงเจ็บเพียงเล็กน้อยแม้
กระทั่งเส้นผม องค์หญิงต้องลงโทษอย่างหนัก แต่คราวนี้องค์หญิงกลับแปลกใจจนมิอยากเชื่อ
พูดได้ว่าโย่วเอ๋อร์มิอาจคาดเดาอารมณ์ขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้ทะลุปรุโปร่ง
โย่วเอ๋อร์คาดเดาอารมณ์ไม่ออกว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วคิดอย่างไร ส่วนองค์หญิงก็ไม่ได้อธิบายและเอาแต่มองโย่วเอ๋อร์
ยืนเหงื่อแตกด้วยความงงงวย ก่อนจะเดินจากไป
ที่จริงองค์หญิงจิ่นซิ่วมิใช่คนที่ใจกว้างและมิได้บอกว่าจะไม่ทำโทษโย่วเอ๋อร์ แต่โชคดีที่นํ้าชาร้อนๆ ของโย่วเอ๋อร์
กลับทำให้องค์หญิงจิ่นซิ่วคิดแผนการเล่นงานต้วนชิงหมิงขึ้นมาได้แล้ว
พูดได้ว่าด้วยความสะเพร่าของโย่วเอ๋อร์ องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงคิดแผนการเล่นงานต้วนชิงหมิง ที่คนธรรมดาทั่วไปคง
คาดคิดไม่ถึง
ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่อยากเสียเวลาลงโทษโย่วเอ๋อร์ แต่เลือกที่จะใช้เวลาในการวางแผนเล่นงานต้วนชิงหมิงให้
สมบูรณ์ที่สุดดีกว่า
ทางด้านโย่วเอ๋อร์ไม่รู้ด้วยซํ้าว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วกำลังคิดสิ่งใดอยู่ภายในใจ เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเดินจากไป โย่ว
เอ๋อร์รีบลุกขึ้น หันมากำชับให้นางกำนัลไปเตรียมนํ้าร้อนให้เรียบร้อย จากนั้นสาวเท้าตามออกไป พลางคิดเรื่องที่ทำไมไม่
ถูกลงโทษ
ใช้เวลาไม่นานองค์หญิงจิ่นซิ่วได้อาบนํ้าและเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เป็นที่เรียบร้อย ทันใดนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วได้เอ่ย
ถามขึ้นว่า “โย่วเอ๋อร์รีบไปบอกเสด็จแม่ว่า อีกสองวันข้างหน้าข้าจะจัดงานเลี้ยง”
ตามหลักแล้วการที่องค์หญิงจิ่นซิ่วถูกกักบริเวณมิอาจออกไปนอกตำหนักได้แม้แต่ก้าาวเดียว รวมถึงมิสามารถจัด
งานเลี้ยงได้ แต่ว่าองค์หญิงกลับยืนกรานจะจัดให้ได้ โย่วเอ๋อร์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าตอบอย่างไรดี
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วสั่งเช่นนั้นแล้ว โย่วเอ๋อร์ได้แต่ตอบรับอย่างว่าง่าย “เรียนองค์หญิง ประเดี๋ยวบ่าวไปรายงานให้
เพค่ะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วที่ขณะนี้กำลังผลัดแปั้งแต่งหน้าอยู่ได้พูดเสียงเรียบขึ้นอีก “โย่วเอ๋อร์ อันที่จริงเจ้าไม่เชื่อว่าเสด็จแม่
จะรับปากจัดงานเลี้ยงใช่หรือไม่?”
โย่งเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนตอบเสียงเบากลับไป “ฮองเฮารักองค์หญิงมากที่สุดเพค่ะ ฉะนั้นฮองเฮาจะต้อง
รับปากความต้องการขององค์หญิง”
คำพูดนี้ดูเหมือนออกมาจากความคิดของโย่วเอ๋อร์มากกว่าฮองเฮา องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงหัวเราะเยาะเสียงดังออกมา
“เหอะ เหอะ! โย่วเอ๋อร์ เจ้าพูดผิดไปแล้ว คนที่เสด็จแม่รักมากที่สุดไม่ใช่ใครอื่น คนนั้นก็คือตัวเสด็จแม่เอง!”
แต่ไหนแต่ไรมาองค์ไม่เคยได้ยินหญิงจิ่นซิ่วกล่าวถึงเสด็จแม่ในทางลบมาก่อนเลย โย่วเอ๋อร์ถึงกับชะงักงันจนพูดมิ
ออก
สายตาองค์หญิงจิ่นซิ่วกลับเคร่งขรึมขึ้นในชั่วพริบตา จากนั้นได้กลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม
องค์หญิงจิ่นซิ่วพลันหัวเราะเยาะขึ้น “ถึงแม้เสด็จแม่รักตัวนางเองมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคงมิยอมให้ข้าจัดงาน
เลี้ยงขึ้นแน่ แต่ไม่เป็นไรหรอก องค์หญิงอย่างข้าก็พอรู้จุดอ่อนของเสด็จแม่เหมือนกัน”
โย่วเอ๋อร์เม้มปากแน่นไม่ตอบอะไร เห็นทีองค์หญิงจิ่นซิ่วคงอยากใช้จุดอ่อนของฮองเฮามาข่มขู่ให้ยอมทำตาม
แต่น่าเสียดายตรงที่เรื่องเหล่านี้โย่วเอ๋อร์พอคาดเดาได้ ทว่ากลับไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา นางได้แต่อมยิ้มน้อยๆ
วางหวีที่สางผมให้องค์หญิงจิ่นซิ่วลงและพูดขึ้นว่า “องค์หญิงเพค่ะ ดูทรงผมที่บ่าวเกล้าให้เป็นอย่างไรบ้าง?”
กระจกทองเหลืองที่ถูกขัดจนเงาสะท้อนใบหน้าที่งดงามขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ผิวพรรณที่เรียบเนียน ดวงตาที่กลม
โต คิ้วที่โก่งดั่งคันศร รวมๆ แล้วช่างงดงามเหลือเกิน
วันนี้โย่วเอ๋อร์ช่วยองค์หญิงจิ่นซิ่วสางผม โดยรวบผมเกล้าแบ่งเป็นสองช่อที่โค้งเป็นทรงกลม จากนั้นใช้ปินประดับ
มุกที่ทำอย่างวิจิตรเสียบเข้าไป ทำให้ดูสูงศักดิ์ เลอโฉมยิ่งนัก
ส่วนเสื้อผ้านั้นได้สวมชุดกระโปรงเหลืองอ่อนที่พริ้วไหวไปตามลม ทั้งชุดได้ถักทออย่างประณีตและเสริมด้วยการ
แต่งหน้าช่วยขับให้เป็นเหมือนนางฟั้าที่งดงามล่องลอยมาจากสรวงสวรรค์ก็มิปาน