การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 470 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (3)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 470 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (3)
ต้วนอวี้ไม่มีกะจิตกะใจอยากคัดใครแล้ว เขาจึงชี้นิ้วสั่งให้องครักษ์ลับหญิงไปยืนอยู่ฝังที่ไม่ได้ถูกคัดออก “เจ้า…
เดินไปฝังนู้น”
องครักษ์ลับหญิงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เพราะต้วนอวี้ชี้ให้นางไปต่อแถวที่ไม่ถูกคัดออก นั่นหมายความว่าบนตัว
ขององครักษ์ลับหญิงที่มีผงติดอยู่ ไม่ต้องถูกคัดออก
สิ่งนี้ทำให้องครักษ์ลับชายต่างมีสีหน้าไม่พอใจราวกับพร้อมจะระเบิดอารมณ์ได้ทุกเมื่อ กำมือแน่นทั้งสองข้าง
พร้อมหันมามองต้วนอวี้ด้วยความเดือดดาล “ถือดีอะไรเอาข้าน้อยออก”
ถือดีตรงที่บนตัวของเจ้ามีบางสิ่งติดตัวอยู่จึงถูกคัดออก แต่องครักษ์คนนี้ก็มีผงติดอยู่เช่นกัน ทำไมยังไม่ถูกคัด
ออก
เห็นได้ว่าจุดนี้ทำให้องครักษ์ลับชายไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากองครักษ์ชายคนนี้แล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจ คนที่ถูกคัดออกต่างต่อว่าและคาดเดาไปต่างๆ
นานา ส่วนคนที่ยังไม่ได้เข้าไปในห้องก็เริ่มคิดทางหนีทีไล่ให้กับตัวเอง… ใช่แล้ว ต้วนอวี้ผู้นี้มาทดสอบอะไรมั่วซั่วไปหมด?
ทำไมบางคนที่ติดตัวติดผงกลับถูกคัดเข้า ทำไมบางคนที่ไม่มีผงติดตัวกลับถูกคัดออก?
ถึงแม้บรรดาองครักษ์ลับต่างปฏิบัติตามคำสั่งจากคนที่ถือปั้ายคำสั่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องยอม
สวามิภักดิ์
ต้วนอวี้แสดงความรู้สึกเย้ยหยันในแววตาที่มองไปยังบรรดาองครักษ์ลับทีละคนๆ “คนต่อไป”
คราวนี้องครักษ์ลับที่ถูกคัดออกต่างหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด
เพราะต้วนอวี้ไม่แยแสคำถามของพวกเขาแม้สักนิดเดียว
หากการไม่แยแสเช่นนี้มาจากเหยียนหลิ่งอวี๋นับเป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง แต่ถ้ามาจากเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา
นับว่าเป็นการดูถูกดูแคลน
บรรดาองครักษ์ลับเหล่านี้ผ่านหอกแหลมคมดาบมานับไม่ถ้วน การที่พวกเขาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่อาจทนการ
ดูถูกดูแคลนได้อีกต่อไป
องครักษ์ลับชายคนนั้นหน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธ เขาก้าวเท้าขึ้นหนึ่งก้าวไปยืนเบื้องหน้าของต้วนอวี้
“คุณชาย… ถือดีอะไรมาเอาข้าน้อยออก?”
องครักษ์พูดด้วยท่าทางลำพองและไม่ไว้หน้าต้วนอวี้อีกต่อไปแล้ว เป็นที่รู้กันภายในว่าพวกเขาเป็นองครักษ์ลับที่
ฝีมือฉมังที่สุดของเหยียนหลิ่งอวี๋ พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือซึ่งไม่มีทางยอมให้ใครมากดขี่รังแก
เมื่อองครักษ์ลับชุดดำคนนั้นพูดออกมา องครักษ์ลับคนอื่นๆ ต่างพูดเออออห่อหมกไปด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ถือดี
อะไรมาจากไหน?”
ในฐานะหัวหน้าองครักษ์ลับย่อมต้องมีเสน่ห์ในการนำลูกน้อง อย่างน้อยที่สุดคำสั่งแต่ละอย่างต้องทำให้พวกเขา
ยอมรับและทำตามอย่างหมดใจ ทว่าตอนนี้ต้วนอวี้ไม่ได้ทำให้พวกเขาเห็นแม้แต่อย่างเดียว ยังกลับมากดขี่รังแกพวกเขา
อีก
ต้วนอวี้ปรายตามององครักษ์ลับที่มีใบหน้าเคืองโกรธ นับดูแล้วมีทั้งหมดสามคน
ต้วนอวี้ตอบกลับโดยที่พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัว “ข้าต้องให้เหตุผลกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน แต่ยังมิใช่ตอนนี้”
องครักษ์ลับทั้งสามที่ถูกคัดออกจึงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น
เมื่อเห็นต้วนอวี้เอ่ยปาก คนที่เหลือต่างไม่กล้าขยับตัว ราวกับการโต้เถียงตรงหน้านี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขา
และไม่มีทางทำให้อารมณ์มุ่งมั่นของพวกเขาที่เหลือไขว้เขวลงไปได้
ต้วนอวี้หันกลับมามององครักษ์ลับสามคนที่มองมาอย่างโมโหโกรธา “พวกเจ้าสามคนอยู่ที่นี่ ส่วนคนที่เหลือตาม
ข้ามา”
พอองครักษ์ลับทั้งสามคนได้ยินถึงกับหน้าชาไปชั่วขณะ… ต้วนอวี้ผู้นี้จะทำอะไรกันแน่ มาถึงตอนนี้กลับไม่
ทดสอบและคัดพวกเขาออกจากกลุ่มทันที
ทำไม เหตุผลคืออะไรกันแน่?
ทำไมถึงทำแบบนี้?
ถือดีอะไรคัดพวกเราออก?
ยังไม่ทันที่องครักษ์ลับสามคนจะได้เอ่ยปากถามสิ่งเหล่านี้ ต้วนอวี้กลับเอ่ยเสียงเรียบขึ้น “ถ้าอยากรู้ว่าทำไมก็
สามารถเดินเข้าไปดูในห้องนั้นให้เต็มตา แล้วพวกเจ้าก็จะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงเอาพวกเจ้าออก”
หลังจากพูดจบลง เด็กน้อยกวักมือให้บรรดาองครักษ์ที่เหลือเดินออกจากจวนแห่งนี้ไป
องครักษ์ลับที่เหลือทั้งสามคนยังไม่เข้าใจเหตุผลในการทดสอบครั้งนี้ พวกเขาต่างหันหน้ามองกันด้วยความฉงน
ใคร่รู้กับสิ่งที่ต้วนอวี้พูดทิ้งไว้… เหตุผลอะไรกัน? ในห้องนั้นสรุปแล้วมีอะไร? ต้วนอวี้ใช้หลักการอะไรในการคัดพวกเขา
ออก?
องครักษ์ลับทั้งสามคนจึงเดินไปผลักประตูห้องให้เปิดออก ทันใดนั้นพวกเขาก็ต้องอึ้งจนพูดไม่ออกกับสิ่งที่เห็น
เบื้องหน้า แท้ที่จริงแล้วภายในห้องเต็มไปด้วยความมืดมิดโดยมีของหลายอย่างระเกะระกะไปทั่ว พร้อมกับมีลำแสงที่
ทะลุผ่านเข้ามาจากภายนอกอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของห้อง หากเดินไปรอบๆ โดยตรงจะถูกลำแสง
เหล่านั้นส่องโดนตัว ซึ่งทางเดียวที่จะหลบหลีกได้นั่นก็คือการปีนนั่นเอง
แม้เห็นครั้งแรกยังไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อตั้งใจมองตามลำแสงที่พาดผ่าน พวกเขาทั้งสามคนต่างปรากฏ
ใบหน้าที่ละอายใจออกมา
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดจึงถูกต้วนอวี้คัดออก… ข้อแรก คนที่ไม่ได้สัมผัสสิ่งใดในห้องเลย แต่แท้ที่จริง
แล้วกลับถูกลำแสงส่องโดนตัวนับครั้งมิถ้วน หากเป็นการต่อสู้จริง พวกเขาย่อมตายเป็นคนแรกๆ
ข้อสอง ถึงแม้ที่ตัวของบางคนจะมีผงติดอยู่ แต่ไหวพริบปฏิภาณย่อมดีกว่าคนในข้อแรกมาก พอพวกเขาเจอ
ลำแสงพาดผ่านต่างเลือกวิธีปีนหลบขึ้นไป ดังนั้นที่บริเวณทรวงอกจึงสัมผัสกับผงที่ต้วนอวี้นำไปทาไว้
ยิ่งไปกว่านั้นองครักษ์ลับตัวเล็กคนนั้น แม้เนื้อตัวจะสัมผัสผงเพียงเล็กน้อย ทว่ามือทั้งสองกลับสะอาดสะอ้าน นั่น
หมายความว่าเขาไม่ได้เลือกวิธีปีนเสา แต่เลือกที่จะปีนขึ้นไปบนคานข้ามกลับออกมา ซึ่งคานในห้องวางไขว้สลับซับซ้อน
และมีองศาที่แตกต่างกันไปมาจึงสามารถหลบลำแสงได้ทั้งหมด
ส่วนสามคนนี้ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจสภาพภายในห้อง กลับมีปฏิกิริยาที่แสดงออกโดยไม่ได้ไตร่ตรองจึงถูกคัด
ออก นับว่าเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล
ทั้งสามคนได้แต่ก้มหน้ายอมรับ เถียงอะไรไม่ออก
บัดนี้ต้วนอวี้อยู่บนหลังม้าพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว
เพียงแต่ตนในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างเขาขี่ม้าไม่เป็น ฉะนั้นเขาจึงเลือกนั่งม้าไปกับคนอื่นแทน
คนอื่นที่ว่านั้นก็หนีไม่พ้นลั่วสุ่ย ต้วนอวี้กอดเขาจากด้านหลังเพื่อเตรียมตัวไปที่ถํ้าปิงเหลิ๋ง
ในเวลานี้ลั่วสุ่ยนับถือต้วนอวี้เป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าต้วนอวี้ใช้วิธีการใดในการคัดองครักษ์ที่ฝีมือฉมังทั้งสามคนออก
แม้จะมีฝีมือฉมังแต่นับว่าเป็นองครักษ์ที่หัวแข็งเป็นอันดับต้นๆ
ต้วนอวี้คาดห่อผ้าใหญ่ติดตัวมาด้วย เขาใส่เสื้อกันหนาวบุขนทับด้วยเสื้อคลุมตัวหนาอีกหนึ่งตัว บนศีรษะมีหมวก
กันลมที่ปิดหน้าปิดตาอย่างมิดชิด
ลั่วสุ่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย “คุณชายต้วน ข้าน้อยสงสัยเหลือเกิน คุณชายใช้วิธีใดจึงทำให้พวกนั้นยอมถอยแต่โดยดี
ขอรับ?”
ต้วนอวี้มองลั่วสุ่ยตาขวาง แสดงให้รู้ว่านี่เป็นคำถามที่ไร้สาระ
เขาไล่ถามด้วยความสงสัยอยู่อย่างนั้นตลอดทาง กระทั่งต้วนอวี้รำคาญจนต้องเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าอยากรู้จริง
หรือ?”
ลั่วสุ่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาสงสัยว่าต้วนอวี้มีความสามารถพิเศษอะไรกันแน่
ต้วนอวี้แสร้งทำเป็นไม่เห็นที่ลั่วสุ่ยพยักหน้ารับ นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถามขึ้นด้วยนํ้าเสียงนิ่งเรียบ “เจ้าอยาก…
รู้… จริงๆ หรือ?”
ลั่วสุ่ยพยักหน้ารับอีกครั้ง
“เจ้าอยากรู้มากขนาดนั้นเลยหรือ?”
ลั่วสุ่ยพยักหน้ารับด้วยความอยากรู้จนทนไม่ไหวแล้ว… หรือว่าคำตอบของเขา ต้วนอวี้ได้ยินไม่ชัดเจน ถึงได้ถาม
แล้วถามเล่า?
แม้ต้วนอวี้จะถามเป็นครั้งที่สาม ลั่วสุ่ยก็พยักหน้ารับทั้งสามครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาอยากรู้เหตุผลใจจะขาด
แม้จะควบม้าแต่ก็พยายามเงี่ยหูฟังคำตอบของต้วนอวี้ไปด้วย
ต้วนอวี้กลับเลือกที่จะปิดปากสนิทไม่พูดอะไรออกมาอีกแล้ว
ลั่วสุ่ยควบม้าไประยะหนึ่งก็ยังไม่ได้ยินคำตอบจากปากต้วนอวี้ เขาจึงถามอย่างสงสัยอีกครั้ง “คุณชายต้วนยังไม่
ได้ตอบคำถามของข้าน้อยเลยขอรับ”
ต้วนอวี้ที่โอบลั่วสุ่ยจากด้านหลังรู้สึกอยากอาเจียน “คำถามอะไรหรือ?”
ลั่วสุ่ยนึกโมโหขึ้นมา
เขาหันกลับไปมองต้วนอวี้ พูดอย่างไม่พอใจ “เมื่อครู่ข้าน้อยถามเกี่ยวกับการคัดเลือกองครักษ์ลับออกขอรับ”
ต้วนอวี้มองลั่วสุ่ยตาขวาง พูดอย่างเย็นชา “เมื่อครู่นี้ข้าถามเจ้าหลายครั้ง เจ้ารู้สึกรำคาญบ้างหรือไม่?”
“นิดหน่อยขอรับ” ลั่วสุ่ยตอบหลังจากครุ่นคิดออกมา
ต้วนอวี้จึงพูดต่อไป “เช่นนั้น เจ้ายังตื้อถามข้าอยู่ได้ ข้าก็รำคาญเหมือนๆ กับเจ้านั่นแหละ!”