การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 471 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (4)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 471 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (4)
เนื่องจากต้วนอวี้รำคาญจึงไม่อยากตอบคำถามไร้สาระของลั่วสุ่ย
เห็นได้ชัดว่าคำตอบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ลั่วสุ่ยต้องการได้ยิน ตอนนี้เขาอยากจะจับต้วนอวี้โยนลงไปจากหลังม้าให้รู้แล้วรู้
รอดไปเสีย
ต้วนอวี้ผู้นี้คงเบื่อหน่ายชีวิตมากกระมัง? ถึงกล้าหาญชาญชัยมาหลอกให้เขาอยากรู้แล้วทำเป็นไม่แยแส
ลั่วสุ่ยไม่ค่อยสบอารมณ์เป็นอย่างมากจนถึงระดับสูงสุด
ทว่าต้วนอวี้ยังคงโอบเอวและหลบอยู่ด้านหลังลั่วสุ่ยเพื่อไม่ให้เสียงลมหนาวเข้าปะทะหู เสียงของต้วนอวี้ยังคงดัง
พอที่ลั่วสุ่ยพอจะได้ยินชัดเจน
ต้วนอวี้เอ่ยขึ้น “ลั่วสุ่ยเอ๋ยลั่วสุ่ย เจ้าเก็บอารมณ์โมโหไว้ไม่อยู่ นั่นแสดงว่าเจ้ายังไม่ฉลาดพอ หากเป็นเหยียนหลิ่ง
อวี๋ย่อมเข้าใจความหมายที่ข้าทดสอบองครักษ์ลับเหล่านั้นแล้ว”
ทันทีที่เอ่ยถึงเหยียนหลิ่งอวี๋ แววตาของลั่วสุ่ยกลับนิ่งไป เขาเม้มริมฝีปากไม่พูดสิ่งใดออกมาอีก
เมื่อไร้เสียงพูดคุย ต้วนอวี้กลับรู้สึกสบายหูยิ่งนัก เขากำลังนึกเสียใจว่าเหตุใดไม่ให้ลั่วสุ่ยไปเตรียมรถม้า จะได้ไม่
ต้องมาลำบากอยู่บนหลังม้าแบบนี้
ตั้งแต่เมืองหลวงไปจนถึงถํ้าปิงเหลิ๋งที่ปกคลุมด้วยหิมะ การเดินทางจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวัน แต่ต้วนอ
วี้รู้จักทางลัดเส้นหนึ่งที่ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น
เพียงแต่อากาศที่หนาวเหน็บผนวกกับหิมะที่ขาวโพลนได้ปกคลุมทุกสรรพสิ่ง จนไม่มีทางล่วงรู้ได้ว่าภายใต้เท้านั้น
ยังเป็นพื้นดินหรือไม่ หากก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียวตกหุบเขาไป ย่อมไม่มีทางมีชีวิตรอดกลับมาได้อีก
ต้วนอวี้เป็นคนที่มีความอดทนอยู่มิน้อย ลัดเลาะไปตามทางอย่างระมัดระวัง พร้อมกับกางแผนที่ที่วาดเองกับมือ
ออกดู
ภายใต้ลมหิมะย่อมลำบากต่อการเดิน ทว่าองครักษ์ลับเหล่านี้กลับจูงหมาเดินไปตามทางอย่างระมัดระวัง การ
เดินทางบนหิมะที่หนาวเหน็บสำหรับยอดฝีมือแล้วไม่ใช่ปัญหาประการใด… โชคดีตรงที่องครักษ์ลับเหล่านี้ผ่านการทด
สอบจากต้วนอวี้ จึงเข้าใจความหมายที่เด็กน้อยคนนี้ต้องการสื่อ เห็นทีเด็กคนนี้คงใช่เด็กไม่ธรรมดาอย่างที่พวกเขาคิดไว้
ดังนั้นแม้การเดินทางจะยากลำบากเพียงใดก็ไม่มีใครบ่นออกมาแม้แต่คำเดียว
ตลอดเส้นทางระหว่างการเดินทาง พวกเขาได้พบเจอทางคดเคี้ยวหลากหลาย ถํ้าปิงเหลิ๋งที่ทุกคนกำลังตามหาดู
ไกลออกไปราวกับไม่มีทางไปถึงในครึ่งวัน
เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
ทุกคนต่างรู้สึกอ่อนล้า
ความเหนื่อยล้านี้หาใช่มาจากการใช้พละกำลังในการเดินทางที่มากเกิน แต่กลับมาจากการที่มองไม่เห็นเปั้าหมาย
ที่ต้องการ
ถูกต้องแล้ว เปั้าหมายที่ต้องการไปถึงดูห่างไกลออกไปราวกับทะเลที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ภารกิจของพวกเขา
ในเวลานี้นอกจากเดินข้ามเขาก็ไม่มีสิ่งอื่นต้องรับผิดชอบ
องครักษ์ลับตัวเล็กคนนั้นเห็นได้ชัดว่ามีแรงน้อยกว่าคนอื่น ในขณะที่ทุกคนยังก้าวเท้าเดินต่อไป เขากลับยกมือ
ปาดเหงื่อและหอบหายใจ
ต้วนอวี้สังเกตสีหน้าของทุกคน ภายนอกกลับนิ่งเฉยไม่พูดไม่จา
ในที่สุดทุกคนก็เดินทางมาถึงพื้นที่ราบระหว่างภูเขา ต้วนอวี้ให้ทุกคนหยุดพักผ่อนเสียก่อน
ทำสัญญาณมือเป็นการบอกให้จูงม้าไปพักผ่อน ส่วนองครักษ์ลับเหล่านั้นต่างมองต้วนอวี้อย่างเงียบงัน
ต้วนอวี้ไปหลบอยู่ตรงจุดที่สามารถหลบลมหนาวและไม่มีหิมะตกมาถึง “พักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน เอาเสบียงออกมา
ทานได้”
การเดินทางในสถานที่ที่มีลมหิมะ วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพลังงานและสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายก็คือการกิน
บรรดาองครักษ์ลับต่างหิวโซจนท้องกิ่วไปหมดแล้ว ต่างคนต่างหยิบเสบียงและนํ้าขึ้นมาดื่มทานอย่างเงียบเชียบ
ต้วนอวี้มองภูเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา พลางถอนหายใจเสียงเบา
หากข้ามภูเขาลูกนี้ไปได้ย่อมถึงถํ้าปิงเหลิ๋งแล้ว แต่ปัญหาคือถํ้าปิงเหลิ๋งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะนํ้าแข็งที่ย้อยลงมา
จนมีรูปลักษณ์แหลมคม หากต้องเข้าไปในถํ้าย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า ภายในถํ้าแห่งนั้นจะมีอันตรายซ่อนอยู่มากมาย
เพียงใด
หลังจากข้ามภูเขามาได้แล้ว เขาใช้ความสามารถพิเศษในการจดจำและแยกแยะสิ่งต่างๆ ที่เห็นได้อย่างไม่มีทาง
ลืมเลือน ต้วนอวี้จำได้แม่นยำว่าเคยไปหยิบหนังสือบันทึกบนชั้นหนังสือของต้วนเจิ้งมาอ่านโดยบังเอิญ เป็นหนังสือ
บันทึกที่เขียนบรรยายถึงถํ้าปิงเหลิ๋ง
พูดได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นที่ที่แม้แต่ภูตผียังมิกล้าย่างกรายเข้าใกล้
แต่ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ที่นั่น ต้วนอวี้จึงมิอาจนิ่งเฉยดูดายได้
เมื่อนึกถึงสิ่งชั่วร้ายที่เหยียนหลิ่งอวี๋เคยทำมามากมาย ต้วนอวี้พลันกัดฟัน… เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ย การที่ข้ามาช่วย
เจ้าในคราวนี้ ก็เพื่อต้องการสั่งสอนเจ้าให้รู้ความ!
หลังจากที่หยุดพักผ่อนทานเสบียงเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ต้วนอวี้ให้ทุกคนรีบออกเดินทางต่อและกำชับให้เพิ่มความ
ระมัดระวัง เพราะข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย เขาหวังเพียงจะรีบเดินทางไปให้ถึงถํ้าปิงเหลิ๋งให้เร็วที่สุด
แต่ปัญหาติดอยู่ตรงที่ทางเข้าไปในถํ้าปิงเหลิ๋งนั้นจะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก รวมทั้งเข้าไปแล้วจะช่วยเห
ยียนหลิ่งอวี๋ออกมาได้อย่างไร
ปัญหาในจุดนี้ต้วนอวี้ใคร่ครวญมาตลอดจนบัดนี้ก็ยังคิดไม่ตก สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการดึงความสนใจจาก
พวกที่ซุ่มลอบโจมตีเหยียนหลิ่งอวี๋ออกไปที่อื่นก่อน
เมื่อพวกเขาไปถึงยอดเขาก็ใกล้โพล้เพล้แล้ว
สายรุ้งที่ปรากฏอยู่เหนือยอดเขาดูแล้วงดงามเกินบรรยาย ทว่าเด็กชายไม่ได้ให้ความสนใจ สั่งการให้บรรดา
องครักษ์ลับหยิบดาบในมือออกไปตัดกิ่งไม้กลับมา กิ่งไม้ยิ่งยาวยิ่งดี ยิ่งยาวยิ่งเป็นที่ต้องการ
ทุกคนต่างชะงักงัน ส่งสายตามองไปที่ลั่วสุ่ย ด้านลั่วสุ่ยทำได้เพียงบุ้ยปากแสดงความหมายให้เชื่อฟังคำสั่งของต้
วนอวี้ บรรดาองครักษ์ลับจึงได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ จากนั้นชักดาบที่เอาไว้ฆ่าศัตรูไปตัดกิ่งไม้ยาวกลับมาแทน
ส่วนต้วนอวี้ตั้งใจสังเกตพื้นที่โดยรอบ
ตอนนี้เขากำลังค้นหาจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการลอบโจมตี
ในมือของเขาหยิบกล้องส่องทางไกลที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ส่องดูทหารที่แอบซุ่มลอบโจมตีอยู่บริเวณถํ้าปิงเหลิ๋งอย่าง
ละเอียด
ลั่วสุ่ยเห็นต้วนอวี้หยิบของที่มีรูปร่างแปลกประหลาดขึ้นมาใช้ จึงเอ่ยปากถาม “คุณชายต้วนกำลังทำอะไรอยู่
ขอรับ?”
ต้วนอวี้มองตาขวางใส่ลั่วสุ่ยพลางเก็บกล้องส่องทางไกลเข้ากระเปั๋า จากนั้นใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอกของลั่วสุ่ยอยู่
หลายครั้ง “ลั่วสุ่ย ถ้าเจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอก!”
ลั่วสุ่ยถึงกับหน้าเสีย เขาเพียงแค่ถามขึ้นด้วยความแปลกใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แค่นี้ก็โดนต่อว่าอีกตามเคย
ต้วนอวี้ไม่สนใจว่าลั่วสุ่ยจะรู้สึกอย่างไร เขารู้สึกว่าลั่วสุ่ยพูดมากเกินไปเสียจนเขาไม่อยากตอบ
ต้วนอวี้หันหลังกลับไปมององครักษ์ลับเหล่านั้นแบกกิ่งไม้กลับมา “จงเอากิ่งไม้พวกนี้ผูกไว้กับหางม้า”
องครักษ์ลับเหล่านั้นต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่เวลานี้พวกเขาต้องทำตามคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไข
เดิมทีพวกเขาทั้งเก้าคนต่างขี่ม้ามาคนละตัว และเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางที่มีระยะทางไกล พวกเขาแต่ละคน
ได้เตรียมม้าอีกตัวหนึ่งผูกติดมาด้วย บัดนี้หากนำม้าของทุกคนรวมทั้งของลั่วสุ่ยรวมกันแล้วก็จะมีม้าทั้งหมดยี่สิบตัว
เพียงแต่ว่าทุกคนยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่ต้วนอวี้ให้นำกิ่งไม้ผูกติดหางม้า
ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานขององครักษ์ลับเหล่านั้นนับว่าสูงมาก พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็
สามารถนำกิ่งไม้ผูกติดกับหางม้าได้อย่างแน่นหนาเป็นที่เรียบร้อย
ต้วนอวี้ชี้นิ้วไปที่สถานที่หนึ่งที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล “ทุกคนดูให้ดี ที่นั่นก็คือถํ้าปิงเหลิ๋ง พวกเราต้องเข้าไป
ล่อให้ทหารที่เฝั้ารอซุ่มโจมตีออกจากบริเวณหน้าถํ้าเสียก่อน จากนั้นพวกเราค่อยเข้าไปข้างในถํ้า”
บรรดาองครักษ์ชุดดำต่างรับคำเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนต่างแยกย้ายกันไปตามแผนที่เตรียมไว้
ต้วนอวี้เอื้อมมือมาหยิบหมวกกันลมออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เย็นจนซีดขาวไร้เลือดฝาด แต่เขายังคงฝืน
ยืนกัดฟันมองไปที่ทางเข้าถํ้าปิงเหลิ๋ง
จุดนั้นจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาจะเข้าไป แพ้ชนะก็วัดกันตรงนี้
เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ย ข้ามาหาเจ้าใกล้ถึงขนาดนี้แล้ว จงรักษาชีวิตของเจ้าให้ดี อย่าได้ตายไปเสียก่อนที่ข้าจะตามหา
เจ้าเจอก็แล้วกัน