การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 472 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (5)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 472 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (5)
ต้วนอวี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟั้า ยิ้มอ่อนๆ เพียงแวบเดียว… คราวนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ติดค้างหนี้บุญคุณของเขาอีกแล้ว
หากอีกฝั่ายยังไม่ตายและมีชีวิตรอดกลับมา เขาจะคิดบัญชีแค้นครั้งเก่ากับบัญชีหนี้บุญคุณในครั้งนี้รวมกันไปเลยทีเดียว
ขอเพียงเหยียนหลิ่งอวี๋อย่าได้ด่วนจากไปเสียก่อนก็พอแล้ว
โบราณว่า ‘คนดีอายุสั้น คนชั่วอายุยืน’ เช่นนั้นคนชั่วอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋ต้องมีอายุเป็นร้อยปี พันปีจนถึงหมื่นปี
เป็นแน่
ต้วนอวี้คิดเช่นนั้นก็เอาแต่เบะปาก จากนั้นเขายกมือน้อยๆ ชูขึ้นไปในอากาศ
บนผืนฟั้ากว้างมีรุ้งกินกินนํ้าเจ็ดสีปรากฏพาดผ่านเป็นระยะเหนือหุบเขาทั้งมวล
เด็กน้อยสะบัดมือไปข้างหน้า พูดด้วยนํ้าเสียงเด็ดขาด “พวกเราออกเดินทาง”
ถึงเวลาที่พวกเราออกเดินทางได้
พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋
ตายในสนามรบถือเป็นเกียรติของชาติทหาร ส่วนองครักษ์ลับก็พร้อมสละชีพเพื่อช่วยเหลือองค์ชายสามออกมา
ให้จงได้
หากศัตรูยังมิสิ้นลมหายใจ คนที่ตายอาจเป็นพวกเขา
บนเส้นทางนี้มีทางเลือกไม่มาก มีแต่ผู้แข็งแกร่งและกล้าหาญเท่านั้นที่กำชัย
องครักษ์ลับเหล่านี้ล้วนเป็นผู้กล้าที่สละชีพได้ทุกเมื่อ เด็ดเดี่ยวและกล้าหาญยิ่งกว่าคมดาบเล่มใด
คำสั่งสั้นๆ ของต้วนอวี้ บรรดาองครักษ์ลับต่างก้มหน้าเปล่งออกมาเป็นเสียงเดียวกัน จากนั้นทุกคนหันหลังกลับ
ไปใช้ดาบแทงเข้าไปบั้นท้ายของม้า
ความเจ็บปวด
ความทรมานราดร้าว
ความประหม่า
ความตกใจถึงขีดสุด
ความโกรธเคือง
และความเคียดแค้น
ต่างตกอยู่ภายใต้หิมะอันขาวโพลนที่ปกคลุมทุกสรรพสิ่ง เสียงฝีเท้าที่คลุ้มคลั่ง หยดเลือดที่สาดกระเซ็น
ความทรมานรวดร้าวแสนสาหัสของม้าที่ถูกแทง ทำให้พวกมันวิ่งกระเจิดกระเจิงอย่างบ้าคลั่งจากบนเขาลงไป
ด้านล่าง
หางม้าที่ผูกติดกับกิ่งไม้ยาวหลายกิ่งลากไปบนพื้นหิมะที่หนา ส่งเสียงราวกับฟั้ากำลังพิโรธโกรธา
ม้าที่คลุ้มคลั่งเหล่านั้นต่างแก่งแย่งกันเพื่อลงจากภูเขาพร้อมกับกิ่งไม้ยาวได้ลากไปบนพื้นหิมะ จนดูเหมือนหุบเขา
เกิดหิมะถล่มลงมา
ฝูงม้าที่วิ่งอย่างบ้าคลั่ง
เสียงร้องคำรามด้วยความทรมาน
สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วปฐพี
พร้อมกวาดทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า
เกือกม้าทำให้หิมะที่อยู่บนพื้นฟุั้งตลบอบอวลไปทั่ว ราวกับมีเพียงการวิ่งอย่างเต็มกำลังที่สามารถลดความเจ็บ
ปวดให้ทุเลาเบาลงได้ พวกมันจึงวิ่งกันอย่างสุดชีวิต
ฝูงม้าวิ่งลงมาจากภูเขาด้วยความเร็วพร้อมพาหิมะกองมหึมาฟุั้งตลบตามลงมา ดูท่าไม่เหมือนกับม้าที่กำลังบ้า
คลั่ง แต่เหมือนกองกำลังที่ควบม้าอย่างอาจหาญ กำลังโจมตีเข้ามาอย่างเลือดพล่าน
หิมะขาวโพลนฟุั้งตลบขึ้นมาจนมองไม่เห็นผืนฟั้า เบื้องหน้ากลับเป็นเสมือนหมอกควันสีขาวใหญ่ปกคลุมไปทั่ว ไม่
ว่ามองอะไรก็เห็นไม่ชัดเจน
พายุหิมะปลิวเข้าใส่เหล่าทหารที่ซุ่มลอบโจมตีจนสัมผัสได้ถึงการถูกปิดล้อม
ด้านล่างของหุบเขามีเสียงร้องด้วยความโกลาหลดังขึ้นมา ราวกับฝูงม้าที่คลุ้มคลั่งได้ทำให้คนที่ซุ่มลอบโจมตีขวัญ
หนีดีฝั่อ รีบจัดกระบวนท่าตั้งรับศัตรู
ฝูงม้ายังคงวิ่งต่อไปข้างหน้าจนหิมะที่อยู่บนพื้นฟุั้งขจรขจายไปเป็นบริเวณกว้าง หากมองจากด้านบนก็จะได้ยิน
เสียงร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งดังกึกก้องไปทั่ว
ส่วนกลุ่มของต้วนอวี้ที่อยู่บนภูเขาได้เตรียมสูดลมหายเข้าปอดให้มากที่สุด กำมือทั้งสองข้างจนแน่น สายตาจ้อง
มองไปที่ฝูงม้าเพื่อรอโอกาสบุกเข้าโจมตี
ต้วนอวี้รูปร่างเล็กถูกหิมะที่ลอยฟุั้งบังจนเกือบมองไม่เห็น ลั่วสุ่ยยื่นมือเข้าไปปกปั้องเอาไว้ กลัวว่าคนที่ซุ่มอยู่ด้าน
ล่างอาจปรากฏตัวเข้ามาทำร้าย
ต้วนอวี้กำลังคำนวณระยะทางการวิ่งของฝูงม้า ตอนนี้พวกมันน่าจะถึงทางขึ้นหุบเขา โดยที่ต้วนอวี้ไม่ทันได้สังเกต
ว่าสัมผัสการเต้นหัวใจของไม่ได้แล้ว
ฝูงม้าได้วิ่งไปตามเส้นทางลงไปด้านล่างของหุบเขาแล้ว
ต้วนอวี้จับจ้องพวกมันวิ่งลงไปได้ประมาณครึ่งทางโดยไม่กะพริบตา ก่อนเอ่ยปาก “ออกเดินทางได้!”
บรรดาองครักษ์ส่งเสียงรับตอบอย่างแผ่วเบา จากนั้นคนชุดดำทั้งสิบเอ็ดคนรวมต้วนอวี้กับลั่วสุ่ย เก็บแขน เก็บขา
เก็บคอและเก็บมือขดตัวเป็นลูกบอล จากนั้นกลิ้งตัวลงมาจากภูเขาด้านบนอย่างรวดเร็ว
กลิ้ง กลิ้งเกลือก ไหลกลิ้งลงมาจากภูเขา
ไถล ไถลลงไป ไถลด้วยความเร็วลงสู่เบื้องล่าง
ภารกิจนี้ต้วนอวี้ได้เตรียมอุปกรณ์เสริมพิเศษให้กับบรรดาองครักษ์เป็นพิเศษ ชุดที่พวกเขาใส่นั้นสามารถยืดหดได้
พอทุกคนขดตัวเป็นลูกบอลเกลือกกลิ้งไปบนหิมะกลายเป็นหิมะก้อนใหญ่กลิ้งลงสู่เบื้องล่าง
หิมะค่อยๆ สะสม… ค่อยๆ สะสมจนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
โขดหินตามทางที่แข็งแรงและแข็งทื่อถูกปกคลุมอยู่ใต้หิมะที่ขาวโพลน
กระดูกที่กระทบกระแทกกับหินให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงกระดูก แต่มิอาจร้องโอดครวญออกมาได้
ความเจ็บปวดที่คิดว่าหนักหนาแล้ว อาจมิสู้ความน่ากลัวที่ยังรออยู่ข้างหน้า สำหรับอนาคตขององครักษ์ลับเหล่า
นี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชะตากรรมได้ หากโชคดีกลิ้งไปตามทางก็จะลงไปถึงด้านล่างภูเขาอย่างปลอดภัย แต่หากโชคร้ายอาจกลิ้ง
ไปเจอหน้าผา คงไม่ได้โอกาสมองเห็นวันพรุ่งนี้อีกต่อไป
กลิ้ง กลิ้ง กลิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างถูกหิมะคลุมตัวจนกลายเป็นก้อนหิมะมหึมาขนาดใหญ่ ไม่อาจรับรู้ได้ว่าภายนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ด้านล่างของภูเขามีเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ คนที่อยู่รอบข้างต่างถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของฝูงม้าในเวลานี้มิอาจเทียบความเร็วขององครักษ์ลับที่อยู่ภายในก้อนหิมะได้แล้ว ทันทีที่ฝูงม้าวิ่งลง
มาถึงด้านล่างภูเขา บรรดาก้อนหิมะที่กลิ้งลงมาก็หยุดนิ่งอยู่ด้านล่างเช่นกัน
ฝูงม้ายังคงวิ่งต่อไปด้านหน้าอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง คนที่ดักซุ่มอยู่หากหลบไม่ทันก็อาจจบชีวิตลงกลายเป็น
วิญญาณล่องลอย
ดังนั้นมีคนส่งเสียง “หลบเร็ว หลบไปด้านข้างเร็วเข้า” ดังไปทั่วบริเวณ บรรดาคนที่ดักซุ่มอยู่โดยรอบถํ้าปิงเหลิ๋ง
เพื่อจัดการเหยียนหลิ่งอวี๋ ต่างพากันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปทั่วทุกสารทิศ
หลังจากที่ฝูงม้าวิ่งจากไปกลับมีหิมะก้อนมหึมาหลายก้อนกลิ้งตามลงมา
ก้อนหิมะเหล่านั้นไม่ว่าจะมองระยะใกล้หรือระยะไกล ล้วนเหมือนหมั่นโถวที่มีรูปร่างพิลึกกึกกือ กลิ้งลงมาจาก
ภูเขาด้านบนลงมาหยุดนิ่งที่ด้านล่าง
บรรดาคนที่แอบซุ่มรอลอบโจมตีเหยียนหลิ่งอวี๋ ต่างเดินออกมาดูก้อนหิมะเหล่านี้ด้วยความตกตะลึง… นี่เป็นสิ่ง
มหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเองหรือถูกฝูงม้าเหล่านั้นทำขึ้นกันแน่?
คำถามนี้คงไม่มีใครให้คำตอบพวกเขาได้ คนเหล่านี้ที่เห็นฝูงม้าวิ่งอย่างบ้าคลั่งลงมาอย่างรวดเร็ว ต่างวิ่งหลบกัน
ไปคนละทิศละทาง จากนั้นเดินกลับมาเพื่อดู ‘ก้อนหิมะ’
ทันใดนั้นก้อนหิมะได้แตกออกปรากฏร่างคนในชุดดำ ชักดาบยาวออกมาในขณะที่คนดักซุ่มทำร้ายเหล่านั้นไม่ทัน
ได้ตั้งตัว สังหารคนที่ดักซุ่มแถวถํ้าปิงเหลิ๋งไปมากกว่าครึ่ง
สายโลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
เลือดสีแดงสดได้ซึมผ่านหิมะบริสุทธิ์จนกลายเป็นผืนแดงกว้าง ร่างไร้วิญญาณนอนเกลื่อนกลาดกลายเป็นภาพที่
น่าสยดสยองอย่างมาก
คนเหล่านี้ที่ถูกองครักษ์ชุดดำสังหารไปก็เพราะความสนใจของพวกเขายังคงอยู่บนยอดภูเขา ด้วยกลัวว่าอันตราย
อาจกำลังซ่อนตัวอยู่ในที่ห่างจากพวกเขาออกไป
ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมตัวตั้งรับอันตรายไม่ทัน ปล่อยโอกาสนี้ให้กับองครักษ์ชุดดำ จุดจบของพวกเขามีเพียง
ความตายสถานเดียวเท่านั้น
เมื่อต้วนอวี้เห็นว่าจัดการไปได้พอสมควรแล้วจึงเปล่งเสียงดังขึ้น “ถอย!”
การจะกระทำทุกสิ่งต้องอาศัยศิลปะในการผ่อนหนักผ่อนเบา
บัดนี้กลุ่มของต้วนอวี้บรรลุเปั้าหมายแล้ว ที่เหลือก็เพียงเดินเข้าไปช่วยเหยียนหลิ่งอวี๋ในถํ้าปิงเหลิ๋ง