การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 473 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (6)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 473 สถานการณ์ยากลำบากและวิธีรับมือ (6)
การช่วยเหลือเหยียนหลิ่งอวี๋ถือเป็นเปั้าหมายหลักของการมาที่นี่
องครักษ์ลับชุดดำได้นัดแนะแผนการกับต้วนอวี้มาก่อนหน้านี้แล้วเป็นอย่างดี ทันทีที่พวกเขาได้ยินคำสั่งถอยของ
ต้วนอวี้ องครักษ์ลับที่บุกจู่โจมเหล่านั้นจะเก็บอาวุธลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นองครักษ์ลับอีกส่วนที่อยู่ด้านหลังจะกระโจน
ฝั่าเข้าไปในถํ้าปิงเหลิ๋งอย่างว่องไว
ฝูงม้าที่บ้าคลั่งกำลังวิ่งอยู่บนพื้นหิมะเหยียบยํ่าทับร่างผู้คนจมกองเลือดจนย้อมพื้นหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีแดง
เมื่อคนที่ซุ่มลอบโจมตีเห็นก้อนหิมะใหญ่ที่หยุดนิ่ง แตกกระจายออกมาเป็นองครักษ์ชุดดำใช้ดาบสังหารพรรค
พวกของตน จึงร้องตะโกนด้วยความเคียดแค้น “กันพวกมันเอาไว้ อย่าให้พวกมันเข้าไปข้างในได้”
แม้จะบอกให้กันเอาไว้ แต่ในตอนนี้มีหรือจะกันอยู่?
ทิศทางการกลิ้งลงมาจากเขาของบรรดาองครักษ์ลับดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ด้วยความถูกต้อง แม่นยำและใกล้
เคียงกับตำแหน่งของถํ้าปิงเหลิ๋งมากที่สุด
คนที่ซุ่มลอบโจมตีเหล่านั้น บ้างตกใจจนหนีกันไปคนละทิศคนละทาง บ้างถูกสังหารจนถึงแก่ชีวิต บัดนี้ไม่มีผู้ใด
สามารถต้านทานการจู่โจมที่ยอดเยี่ยมนี้ได้อีกแล้ว
คนที่ดักซุ่มกระโจนเข้าใส่หมายปลิดชีพต้วนอวี้ให้จบสิ้น โชคดีที่องครักษ์ลับที่อยู่ใกล้คว้าตัวและกระโจนเข้าไปใน
ถํ้าปิงเหลิ๋งได้ทันท่วงที
บรรดาองครักษ์ลับล้วนได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักเพียงมองตากันก็เข้าใจ ทั้งฝีมือยังยอดเยี่ยม ครั้งนี้เป็นเพราะ
การแก้ไขรองเท้าในบางจุด ทำให้พวกเขาสามารถเดินบนพื้นหิมะอย่างไม่เปลืองแรง
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วโดยไม่เปลืองแรงขององครักษ์ลับทำให้คนที่ซุ่มโจมตีอยู่ตามมาไม่ทัน
ลั่วสุ่ยยังคงอุ้มต้วนอวี้เอาไว้ในอกโดยมีเหล่าองครักษ์คอยคุ้มกัน
จากนั้นเมื่อเสียงลมหนาวพัดผ่านไป คนที่ซุ่มอยู่ได้ร้องตะโกนสุดเสียงด้วยความโกรธตามมา
ทางด้านองครักษ์ลับรีบพาต้วนอวี้เข้าไปในถํ้าปิงเหลิ๋งเพื่อหนีการไล่ล่า
ถํ้าปิงเหลิ๋งแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าถํ้าเทพมรณะ เป็นที่รู้กันว่าในหลายร้อยหลายพันปีถํ้าแห่งนี้ล้วนมีหิมะเกาะ
เป็นนํ้าแข็ง ใสระยิบระยับราวคริสทัลปกคลุมมาโดยตลอด หากมือของใครเผลอไปสัมผัสเข้าจะถูกนํ้าแข็งดูดจนสะบัดไม่
หลุด ยิ่งโดนนํ้าแข็งดูดเป็นเวลานานยิ่งชาจนไร้ความรู้สึก
ถํ้าปิงเหลิ๋งแห่งนี้มีลักษณะแปลกประหลาด ทางเข้ามีความกว้างสามจั้ง[1] รูปทรงเหมือนบ่อนํ้าตั้งตรงขึ้น โดย
รอบมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ว่าฤดูกาลไหนหิมะนํ้าแข็งก็ไม่เคยละลายหายไป
เมื่อไปยืนตรงทางลงถํ้าจะสัมผัสกับความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากด้านล่าง ไม่ว่าฤดูไหนจะเห็นหิมะที่แข็ง
ตัวเป็นแท่งตั้งตระหง่านอยู่โดยรอบ
สิ่งที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างคือ ทั้งสี่ฤดูไม่ว่าผลิร้อนร่วงหนาว ล้วนมิสามารถทำอะไรถํ้าปิงเหลิ๋งแห่งนี้ได้แม้แต่น้อย
เนื่องจากรูปร่างที่ดูแปลกตาจนน่าอัศจรรย์ ผู้คนจึงมีเรื่องเล่ามามากมาย
มีคนเคยเล่าว่าใต้ถํ้าปิงเหลิ๋งแห่งนี้ลึกจนสุดประมาณ อีกทั้งด้านล่างสุดและด้านบนสุดล้วนมีหิมะนํ้าแข็งปกคลุม
อยู่ตลอด หากใครพลัดตกลงไปอาจโดนหิมะแหลมทิ่มแทงจนมิอาจเอาชีวิตกลับมาได้
ยังมีคนเล่าอีกว่า ด้านล่างสุดของถํ้าที่ทั้งลึกและมิอาจประมาณได้ คงปกคลุมไปด้วยหิมะแหลมที่เกาะตัวอยู่มา
นาน ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ไม่อาจเห็นส่วนที่ลึกสุดได้เลย หรือพูดอีกอย่างได้ว่าหากนำคบเพลิงโยนลงไปเพื่อจะดูความลึก
เมื่อคบเพลิงนั้นหล่นลงไปได้เพียงสามจั้ง ไฟที่ติดอยู่ก็จะดับลงเหลือเพียงความมืดมิดดังเดิม
พูดก็พูดเถอะ ยังไม่เคยมีใครกล้าลงไปพิสูจน์ว่าที่ใต้ถํ้าปิงเหลิ๋งแห่งนี้มีอะไรอยู่บ้าง
หากใครเผลอตกลงไปก็ไม่มีทางได้กลับมาอีก แม้แต่เทพยังต้องมรณะ บัดนี้ต้วนอวี้และบรรดาองครักษ์ไม่มีทาง
เลือกอื่นแล้ว
ต้วนอวี้กลั้นใจพูดขึ้น “กระโดด” องครักษ์เกือบทุกคนต่างพร้อมใจกันกระโดดลงไป
คนเหล่านี้กระโดดลงไปโดยที่ไม่คิดถึงชีวิต ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ามีสิ่งใดที่รอพวกเขาอยู่ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าวันพรุ่งนี้
พวกเขาจะต้องพบเจอกับสิ่งใด
หนึ่ง สอง สาม
หนึ่ง สอง สาม กระโดดเลย
กลุ่มคนที่ซุ่มโจมไล่ตามมาทัน องครักษ์ลับสามคนและต้วนอวี้ตัดสินใจกระโดดลงไป
ถํ้าปิงเหลิ๋งนับเป็นถํ้าเทพมรณะ ผู้ใดย่างกรายเข้ามาต้องพบกับจุดจบของชีวิต
ทว่าหากมีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต ความเป็นความตายก็ไม่มีทางหยุดยั้งการก้าวเดินไปข้างหน้าได้
พูดได้ว่าเมื่อย่างกลายเข้าไปถํ้าปิงเหลิ๋ง นอกจากขยับเข้าไปใกล้ความเป็นความตายแล้ว ไม่มีใครเลยที่รู้จุดจบล่วง
หน้าของตนเองได้
กลุ่มคนที่ซุ่มโจมตีได้ไล่ตามมาจนถึงปากทางเข้าถํ้าปิงเหลิ๋งไม่พบผู้ใดแม้แต่คนเดียว เหลือเพียงธนูที่ตกเกลื่อน
กลาดอยู่บนพื้นหิมะนํ้าแข็ง
หากไม่มีรอยเลือดตกอยู่ที่พื้นหิมะ กลุ่มคนที่ไล่ตามมาจะไม่มีทางเชื่อได้ว่ากลุ่มของต้วนอวี้ได้กระโดดลงไปในถํ้า
เทพมรณะโดยมิกลัวความตาย
หรือว่าพวกนั้นไม่ได้สนใจความเป็นความตาย?
กลุ่มคนที่ซุ่มรอโจมตีต่างมองหน้ากันด้วยสายตาที่แทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น
สายลมหนาวเย็นยะเยือกพัดผ่านปากถํ้าปิงเหลิ๋ง กลุ่มคนที่รับคำสั่งให้ปลิดชีพเหยียนหลิ่งอวี๋ต่างยืนอยู่ปากถํ้า
ด้วยสีหน้าไม่น่ามอง
ต้วนอวี้ตัดสินใจกระโดดลงไปในถํ้าปิงเหลิ๋งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพียงแต่เขานึกขึ้นมาได้ว่าต้วนชิงหมิงยังอยู่ที่
จวนต้วนเพียงลำพัง หากเขาจากไปแล้ว ต้วนชิงหมิงคงต้องโดดเดี่ยวและเผชิญหน้ารับศึกแต่เพียงผู้เดียว
ยามนี้ย่างเข้าสู่เดือนสองแล้ว หิมะที่ตกโปรยปรายข้างนอกห้องต่างหยุดลงแล้ว ทั้งเรื่องภัยพิบัติจากหิมะที่ได้คร่า
ชีวิตคนให้หนาวจนแข็งบ้าง หิวโหยจนหนาวตายบ้าง บรรดาทหารในเมืองหลวงต่างช่วยกันจัดการกับศพที่เสียชีวิตโดย
ใช้ไฟเผา ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงนึกขึ้นได้ว่าเป็นเวลานานแล้วที่ไม่ได้พบหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋
เมื่อสองวันก่อนต้วนอวี้วิ่งมาบอกนางว่าจะไปทำธุระกับเหยียนหลิ่งอวี๋ นางคิดว่าต้วนเจิ้งได้อนุญาตให้ต้วนอวี้กับ
เหยียนหลิ่งอวี๋ไปช่วยผู้ประสบภัยจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่เมื่อต้วนอวี้หรานวิ่งมาบอกต้วนชิงหมิงเกี่ยวกับคนที่รับผิดชอบ
เรื่องผู้ประสบภัยคือองค์ชายรองเหยียนหลิ่งรุ่ย นางถึงกับชะงักงัน
ในเมื่อเหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ได้ไปช่วยผู้ประสบภัย ฉะนั้นเขาหายตัวไปไหนกันแน่?
ต้วนอวี้กับเหยียนหลิ่งอวี๋ออกไปข้างนอกด้วยกัน เวลานี้เขาทั้งสองคนไปอยู่ที่ไหน
ต้วนชิงหมิงครุ่นคิดจนรู้สึกร้อนรนใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเป็นห่วงว่ากำลังจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น
ตอนนี้นางปรารถนาและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับข่าวคราวของเหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนอวี้
ระหว่างที่รอคอยข่าวคราวอย่างร้อนรนใจ ต้วนอวี้หรานเดินเข้ามาหานางพร้อมกับข่าวที่ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็
คือจวนต้วนมีแขกมา
เดิมทีการที่มีแขกมาเยือนถึงจวนต้วนนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของต้วนอวี้หรานแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่นางให้ความ
สนใจคือแขกที่มานั้นสามารถสร้างเรื่องให้กับต้วนชิงหมิงได้หรือไม่ หรือมีผลประโยชน์มาให้นางหรือไม่ต่างหาก
วันนี้ทั้งวันต้วนชิงหมิงเอาแต่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ทันใดนั้นชิวหนิงได้เอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ คุณหนู
ใหญ่จะให้ไปเชิญเข้ามาไหมเจ้าคะ?”
ชิวหนิงพยายามพูดด้วยนํ้าเสียงที่ดังกว่าปกติเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเตือนต้วนชิงหมิงอยู่กลายๆ
[1] จั้ง หน่วยความยาวในสมัยจีนโบราณ เทียบกับปัจจุบันประมาณ 3.33 เมตร