การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 476 อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด (2)
อย่างน้อยที่สุด ต้วนชิงหมิงในตอนนั้น ถึงแม้จะไม่ได้มีความสุขมากมายอะไร แต่ไม่เคยต้องมานั่งคิดเคียดแค้น
เหมือนในชาตินี้ วางแผนเล่นงานให้อีกฝั่ายโชคร้ายพบกับความซวย
หากพูดให้ดูดีคือจะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หากพูดไม่ค่อยดีเท่าไรก็คือจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตน่าอนาถเหมือนในชาติที่
แล้ว
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลงเล็กน้อย เดินกลับมาที่นั่งเดิม “ชิวหนิง เจ้าช่วยไปสืบเรื่องให้หน่อยสิ หลังจากที่หลิวเจียว
มาถึงจวนต้วนแล้วเขาพักที่เรือนไหน?”
ชิวหนิงรีบรับคำ เปิดประตูเดินออกไป
ภายในห้องกลับเงียบสงัดลง เหลือเพียงเสียงหายใจอันแผ่วเบากับเสียงถ่านไฟที่ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ ทำให้ความ
รู้สึกเงียบเหงาเด่นชัดขึ้นมา
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นนวดขมับ หลังจากนั้นลุกออกไปข้างนอก ชะโงกดูต้วนอวี้ว่ากลับจวนมาแล้วหรือยัง
นางเพิ่งก้าวเท้าออกมา กลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของเยวี่ยเจีย “คุณหนู คุณหนู ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การ
แล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของเยวี่ยเจียทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่กำลังช่วยพับเสื้อผ้าให้ต้วนชิงหมิงถึงกับต้องเดินออกมา กล่าวตำหนิ “เย
วี่ยเจีย เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาตะโกนเอะอะโวยวายรบกวนคุณหนูเช่นนี้”
เยวี่ยเจียได้ยินจึงหยุดเท้าลง ก่อนจะให้หน้าไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อีกฝั่าย
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ลากเยวี่ยเจียเดินไปด้านข้างก่อนพูดเสียงเบา “เจ้านี่ชอบทำเป็นกระต่ายตื่นตูม เรื่องอะไรก็โวยวาย
เสียงดังไปหมด ไม่กลัวคนอื่นเห็นแล้วจะหัวเราะเยาะเอาหรือ… จงจำไว้ให้ขึ้นใจว่าฐานะของเจ้าในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อ
ก่อนอีกแล้ว ไม่ว่าพบเจออะไรมาก็ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ คนอื่นจะได้ไม่หัวเราะเยาะเอาได้”
สีหน้าของเยวี่ยเจียแดงกํ่าขึ้นมา นางรีบหันไปตอบเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อย่างมั่นอกมั่นใจ “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้าสำนึกผิด
แล้ว พี่วางใจได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีก”
จากนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ชี้นิ้วไปข้างนอก “เจ้ารีบเข้าไปได้แล้ว คุณหนูอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร”
“หา…” สีหน้าของเยวี่ยเจียเปลี่ยนเป็นทุกข์ใจในทันที รีบคว้าแขนเสื้อของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก่อนขอร้องขึ้นมา “พี่เซี่ย
ฉ่าวเอ๋อร์ ถ้าคุณหนูอารมณ์ไม่ค่อยดี เยวี่ยเจียไม่กล้าเข้าไปคนเดียว เช่นนั้นพี่เข้าไปกับข้าได้หรือไม่?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สะบัดมือของเยวี่ยเจียออกพร้อมตำหนิ “เจ้ากลัวคุณหนู เหมือนกลัวผีอย่างนั้นแหละ ไม่รู้ว่าจะกลัว
อะไรขนาดนั้น ข้ายังมีงานที่ยังคั่งค้างทำไม่เสร็จ หากคุณหนูถามขึ้นมา ข้าจะตอบว่าอย่างไร?”
เยวี่ยเจียกลับตอบเสียงอ่อย “จบเห่แล้ว ถ้าคุณหนูยังอารมณ์ไม่ดี หากข้าพูดไปก็เท่ากับเพิ่มเรื่องทุกข์ให้คุณหนู
เข้าไปอีก”
แม้นํ้าเสียงของเยวี่ยเจียจะแผ่วเบา ทว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้กลับได้ยินอย่างชัดเจน ถามขึ้นอย่างสงสัย “เยวี่ย
เจีย สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าลองเล่ามาให้ข้าฟังหน่อยสิ?”
เยวี่ยเจียยู่ปากก่อนเล่าไปว่า “อันที่จริงไม่ได้มีอะไรมากหรอก ข้าได้ยินคนอื่นพูดกันว่า องค์ชายสามถูกลอบโจมตี
และถูกกักอยู่ที่ถํ้าปิงเหลิ๋ง เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ยังไม่มีใครรู้ คุณชายต้วนที่รีบไปช่วยองค์ชายสามก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้าย
ดีอย่างไรเหมือนกัน”
“อะไรนะ!” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ร้องออกมาด้วยความตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ต้วนอวี้ไปช่วยองค์ชายสามอย่างนั้นหรือ?
นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อไรกัน ทำไมคุณหนูกับข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย?
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบลากตัวเยวี่ยเจียออกไปคุยข้างนอกและกดเสียงตํ่า “เยวี่ยเจีย เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน… ที่
บอกว่าองค์ชายสามโดนลอบทำร้ายแล้วคุณชายใหญ่ยังไปช่วยอีก… เรื่องพวกนี้หากรู้ถึงหูคุณหนูเข้า คุณหนูคงอกแตก
ตายกระมัง?”
ไม่นาน เสียงของต้วนชิงหมิงก็ดังขึ้น “เยวี่ยเจีย เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ พวกเจ้าสองคนไปกระซิบกระซาบอะไรกัน? ที่บอก
ว่าข้าจะอกแตกตายนั่น… หมายถึงเรื่องอะไรกัน?”
เยวี่ยเจียได้ยินพลันตอบเสียงดังกลับไปทันที “เรียนคุณหนู เรื่องนั้น… ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ บ่าวกับพี่เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์พูดไปเรื่อยตามประสา ไม่มีอะไรจริงๆ เจ้าค่ะ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้แต่ส่ายหน้าก่อนถอนหายใจ “เอาล่ะ เรื่องนี้ถึงอย่างไรก็ปิดไม่อยู่ พวกเรารีบไปรายงานให้คุณหนู
ทราบกันเถอะ”
เยวี่ยเจียพยักหน้าเห็นด้วย “พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ถ้าคุณหนูรู้เรื่องเข้าจะร้อนใจจนอกแตกตายเลยหรือไม่? ข้าเป็นห่วง
คุณชายต้วนเหลือเกิน กลัวจะเกิดเรื่องขึ้น”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จับมือของเยวี่ยเจียไว้แน่นพลางเตือนว่า “เยวี่ยเจีย เรื่องนี้พูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ไปอยู่หน้า
คุณหนูก็พูดไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“พี่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์วางใจได้ ข้าไม่มีทางพูดเป็นอันขาด”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันหน้ามองเข้าไปในห้องด้วยสายตาที่เป็นห่วงระคนกังวล พร้อมกับเม้มปากแน่นเดินเข้าไป
บัดนี้เป็นช่วงยํ่าคํ่าที่ตะวันโพล้เพล้ แสงเหลืองอร่ามตกกระทบไปที่หน้าต่างที่มีหิมะเกาะอยู่ ถ่านไฟในยังคงเผา
ให้ความอบอุ่นในห้อง ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนสัมผัสได้ถึงความลนลาน
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สะกิดให้เยวี่ยเจียเดินไปจุดไฟในห้อง แล้วเดินเข้าไปยืนตรงหน้าต้วนชิงหมิง พูดเสียงอ่อยว่า “คุณ
หนู ได้เวลารับอาหารเย็นแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากทานอะไร สั่งบ่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“เอาเหมือนเดิมแล้วกัน” ต้วนชิงหมิงตอบโดยไม่เงยหน้า
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบ “เจ้าค่ะ” ทว่าไม่ได้ขยับเขยื้อนตัวออกไปเตรียมอาหารเย็น
ทางด้านเยวี่ยเจียที่จุดไฟจนสว่าง เห็นต้วนชิงหมิงยังคงก้มหน้าจิบชาครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ทราบว่าคิด
อะไรอยู่
ในที่สุดเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ยืนนิ่งไม่ออกไปเตรียมอาหารเย็น ทำให้ต้วนชิงหมิงสังเกตเห็นจึงถามอย่างแปลกใจขึ้นมา
“เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ไหนบอกว่าจะไปเตรียมอาหาร? เหตุใดยังยืนอยู่ตรงนี้อีก?”
“เรียนคุณหนู ชิวหนิงไปเตรียมแล้วเจ้าค่ะ” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์รีบหันไปตอบ
โดยปกติแล้วบ่าวรับใช้ของต้วนชิงหมิงต่างผลัดกันออกไปเตรียมอาหารเย็น วันนี้เป็นหน้าที่ของชิวหนิง ดังนั้น
นางได้ไปเตรียมอาหารตั้งนานแล้ว
ต้วนชิงหมิงได้ยินเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เอามือนวดขมับเบาๆ แล้วเดินกลับเข้ามาในห้องดัง
เดิม
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่เดินตามอยู่ด้านหลังติดๆ ตัดสินใจพูดพรวดขึ้นมารวดเดียวว่า “เรียนคุณหนู วันนี้บ่าวมีเรื่องขบขัน
อยากเล่าให้คุณหนูฟังจะได้ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ด้วยความรู้สึกแปลกใจ บ่าวรับใช้ที่เซ่อซ่าอย่างเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อยากเล่าเรื่องขบขันให้
นางฟัง เห็นทีวันนี้ต้องมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นเป็นแน่?
ต้วนชิงหมิงนิ่งมองอีกฝั่าย “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ สรุปแล้วเจ้าอยากพูดเรื่องอะไรกันแน่?”
“ไม่… ไม่มี ไม่มีเรื่องอะไรเจ้าค่ะ” เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ส่ายหน้าอย่างลนลาน
“ถ้าไม่มีเรื่องอะไร เจ้าก็เล่าเรื่องขบขันแล้วกัน” ต้วนชิงหมิงพูด
ทันใดนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์สีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกับแสร้งหัวเราะขึ้นมา “บ่าวได้ยินมาเรื่องขบขันมากมาเรื่องหนึ่ง แค่
อยากเล่าให้คุณหนูได้ฟังด้วยเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้น เจ้าก็เล่ามาได้เลย” ต้วนชิงหมิงพูดอย่างสงบนิ่ง
เห็นชัดๆ ว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีเรื่องอยู่ในใจ ทว่านางกลับไม่เล่าออกมา ส่วนต้วนชิงหมิงก็ไม่รีบร้อนได้แต่ปล่อยเซี่ย
ฉ่าวเอ๋อร์เดินตามเข้ามาในห้อง
เมื่อได้รับอนุญาตให้เล่าเรื่องขบขันได้ จึงรีบเล่าอย่างออกมามีความสุข
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าว่า “เมื่อก่อนมีลูกมดตัวหนึ่งเดินกลับเข้ารังด้วยความดีใจ เล่าเรื่องให้พ่อแม่ของมันฟังว่า ‘พ่อ
แม่ ลูกอยากแต่งงาน’ แม่ของเจ้ามดก็ดีอกดีใจจึงถามขึ้น ‘ลูกอยากแต่งงานนับเป็นเรื่องมงคล ไหนลองบอกมาสิ ลูก
อยากแต่งงานกับมดสาวตัวใดก็พาตัวมาให้พ่อกับแม่ดูบ้างแล้วกัน’ เจ้ามดได้ฟังพลันดีใจจนออกนอกหน้า ‘ลูกอยากแต่ง
กับมดสาวที่แม่ก็รู้จักเหมือนกัน นั่นก็คือลูกสาวคนที่สามของตระกูลต้าเซี่ยง’ แม่ของเจ้ามดพูดด้วยความตกใจเป็นที่สุด
‘เป็นนางได้อย่างไร?’ เจ้ามดได้ยินรีบยู่ปากทันที ‘แม่กับพ่อไม่ได้อยากให้ลูกแต่งงานเร็วๆ มิใช่หรือ? ทำไมลูกตัดสินใจ
แต่งงาน พวกท่านถึงไม่ดีใจหน่อยเลยเล่า?’”