การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 477 หมาปั่ามาแล้ว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงเล่าต่อไป “แม่มดมองพ่อมดด้วยใบหน้าเศร้า ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหัวเท่านั้น ดูอย่างไรก็
เหมือนไม่ยินยอม เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้ว ลูกมดก็ร้อนรนขึ้นมาทันที มันย้อนถามพ่อของมันอีกครั้งว่าเกิดอะไร
ขึ้นกันแน่ พ่อมดเงียบ หลังจากนั้นก็พูดด้วยความเศร้าใจว่า ‘เด็กน้อยเอ๋ย มันไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการที่จะแต่งงานแล้วพวก
เราไม่เห็นชอบ ปัญหาหลักคือสร้อยข้อมือทองคำบนมือของว่าที่ลูกสะใภ้ที่เจ้าต้องการแต่งงานนั้น พวกเราไม่มีปัญญาจะ
ซื้อ
เรื่องเล่าขบขันนี้ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ฟังมาจากต้วนอวี้ในเวลาว่างๆ เดิมทีต้วนอวี้เล่าเป็นนิทานสมัยปัจจุบัน ดังนั้น
กำไลอะไรนั่น คงเป็นแหวนแต่งงาน แต่ว่าในสมัยโบราณไม่มีสิ่งของดังกล่าว ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนเป็นกำไลแทน แต่ตอนนี้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องเล่า เพื่อที่จะทำให้ต้วนชิงหมิงมีความสุข
ความจำของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เดิมทีไม่ได้ดีเท่านี้ แต่ด้วยเรื่องนี้ที่ค่อนข้างขบขันนางจึงจำได้ เมื่อนางเล่าจึงเต็มไปด้วย
อารมณ์และท่าทางที่มีความสุข
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เล่าต่อไปพร้อมกับหัวเราะออกมาก่อน นางกล่าวกลั้วหัวเราะกับต้วนชิงหมิง “เป็นอย่างไรบ้าง? คุณ
หนู เรื่องนี้ตลกดีใช่ไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์นิ่ง “ไม่ มันไม่ตลกเลยสักนิด”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก้มหน้าลงทันที เป็นไปได้อย่างไร เรื่องเล่าขบขันเช่นนี้ คุณหนูทำไมถึงไม่หัวเราะเลยเล่า?
นางคิดแล้วคิดอีก แล้วพูดขึ้นมาว่า “อย่างนั้น บ่าวเปลี่ยนเรื่องอื่นดีไหมเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงกลับไม่พูดไม่จา
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง “มีวันหนึ่ง ตั๊กแตนและสหายของมันกำลังคุยโม้กันอยู่บนถนน ตัวหนึ่งบอกว่าตัวข้านั้น
เก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีใครสู้ได้ ส่วนอีกตัวไม่พูดอะไรเลย ทันใดนั้นเขาก็เดินไปกลางถนน ตั๊กแตนอีกตัวถามอย่าง
ประหลาดใจว่า ‘เฮ้ย เจ้ากำลังจะทำอะไร’ ตั๊กแตนกระซิบว่า ‘หึ เจ้าอย่าพูด ข้าเห็นช้างเดินมาทางนั้นแล้ว ข้าอยาก
สะดุดขาเขาสักหน่อย
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พูดไปแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข เรื่องขบขันนี้นางเคยฟังมาแล้วสามครั้ง หัวเราะทั้งสามครั้ง หาก
คุณหนูฟังแล้วต้องหัวเราะอย่างแน่นอน
พอต้วนชิงหมิงเห็นว่าเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หัวเราะพอสมควรแล้ว จึงพูดเบา ๆ ว่า “มันตลกขนาดนั้นเลยหรือ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยิ้มไปหัวเราะไปอยู่นานสองนาน แต่กลับแลกมาด้วยประโยคเช่นนี้ แล้วจะให้นางไม่เศร้าใจได้
อย่างไร นางทำได้เพียงยิ้มแห้งกลบเกลื่อน
“เจ้ามีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ส่ายหัวไปมา
เด็กสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้าชอบฟังนิทานมากใช่ไหม เอาอย่างนี้ ข้าจะเล่านิทานให้เจ้าฟัง
บ้างดีไหม?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดวงตาเบิกโตขึ้นทันที “ดีสิเจ้าคะ ดีสิเจ้าคะ บ่าวชอบฟังนิทานมากที่สุดเลย คุณหนูรีบเล่าเลย
เจ้าค่ะ” ต้วนชิงหมิงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ดี อย่างนั้นเจ้าตั้งใจฟังให้ดีนะ”
อีกฝั่ายพยักหน้าตอบรับ
นิทานที่คุณหนูเล่านั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่เคยได้ยินมาก่อน ในตอนแรกนางยังคงตื่นเต้นมาก แต่ค่อย ๆ ฟังไป นาง
รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะว่านิทานเรื่องที่คุณหนูเล่านั้น เป็นเรื่องของเด็กเลี้ยงแกะ!
ต้วนชิงหมิงเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ทุกวันเขาจะต้อนแกะไปภูเขา พวกผู้ใหญ่
เตือนเด็กชายผู้นี้ว่า บนภูเขานั้นมีหมาปั่าอยู่ ดังนั้นต้องดูแลแกะให้ดี อย่าให้หมาปั่ามากินแกะหรือไม่ก็อย่าปล่อยให้แกะ
เดินหลง
เด็กเลี้ยงแกะฟังแล้วพยักหน้าและสัญญาว่าจะต้อนแกะอย่างดี ไม่ให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นในตอนแรก
เขาดูแกะกินหญ้าอย่างระมัดระวังทุกวัน เพื่อปกปั้องฝูงแกะโดยกลัวว่าหมาปั่าจะมากิน หรือมีแกะจะเดินหลงจากกลุ่ม
ไป อย่างไรก็ตามวันเวลาผ่านไปและเรื่องที่เขากลัวนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เด็กเลี้ยงแกะรู้สึกว่าคำพูดของผู้ใหญ่อาจไม่น่าเชื่อ
ถือ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้สนใจดูแลพวกแกะอย่างดีเหมือนเมื่อก่อน โดยเอาแต่เล่นไปวันๆ
มีอยู่วันหนึ่ง เด็กเลี้ยงแกะเกิดรู้สึกเบื่อมาก เขามองไปที่กลุ่มชาวนาที่กำลังทำนาอยู่ข้างล่างภูเขา เลยมีความคิดที่
จะหลอกให้ทุกคนมีความสุข ดังนั้น เด็กเลี้ยงแกะจึงยืนอยู่บนเนินเขา เขาตะโกนใส่ชาวนาที่กำลังทำนาอยู่ด้านล่างของ
ภูเขาว่า “หมาปั่ามาแล้ว หมาปั่ามาแล้ว ช่วยด้วย ช่วยแกะของข้าที!”
กลุ่มชาวนาได้ยินเสียงตะโกน บ้างถือจอบ บ้างหยิบเคียวรีบวิ่งขึ้นเนินเขาไป พวกเขาทั้งวิ่งทั้งตะโกนว่า “อย่า
กลัว เด็กน้อย พวกข้ามาช่วยเจ้าจับเจ้าหมาปั่าชั่วร้ายนั้นแล้ว”
ชาวนารีบวิ่งขึ้นภูเขาอย่างหายใจแทบไม่ทัน เมื่อมองดูกลับไม่พบแม้แต่เงาของหมาปั่า ชาวนาจึงถามกับเด็กเลี้ยง
แกะผู้นั้นที่กำลังหัวเราะว่า ทำไมถึงต้องทำเป็นเรื่องขบขันด้วย เด็กเลี้ยงแกะฟังแล้วหัวเราะออกมา ในขณะที่หัวเราะไป
ก็พูดขึ้นว่าพวกชาวนาเหล่านี้โง่จริง “ช่างสนุกเหลือเกิน มีหมาปั่าที่ไหนกันเล่า ข้าเพียงแค่ต้องการหยอกล้อพวกท่านเล่น
ก็เท่านั้น แต่พวกท่านนั้นโง่จริง ๆ แค่นี้ พวกท่านก็ถูกหลอกจนได้!”
กลุ่มชาวนาได้ฟังแล้วจึงตำหนิเด็กเลี้ยงแกะอย่างโมโห แล้วพวกเขาก็เดินลงเขาไป
เด็กเลี้ยงแกะรู้สึกว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องสนุกสนาน เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเด็กเลี้ยงแกะต้อนแกะเช่นเดิมก็ทำซํ้า
เหมือนเดิม ชาวนาก็ใจดีรีบวิ่งขึ้นไปช่วยเขาไล่หมาปั่า แต่พวกเขาก็ยังไม่เห็นเงาของหมาปั่า
คราวนี้เด็กเลี้ยงแกะหัวเราะหนักจนเขาไม่สามารถยืนตรงได้ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! พวกเจ้าถูกหลอกอีกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
ทุกคนโกรธมากที่โดนเด็กเลี้ยงแกะโกหกซํ้าแล้วซํ้าอีก จากนี้ต่อไปพวกเขาจะไม่มีทางเชื่อเด็กเลี้ยงแกะคนนี้อีก
แล้ว
หลังจากนั้นไม่กี่วัน หมาปั่าบุกเข้าไปในฝูงแกะ กัดคอแกะจนขาดสะบั้นไปตัวหนึ่ง เมื่อเด็กเลี้ยงแกะเห็นเข้าก็เกิด
ความกลัวขึ้นมาทันที เขาวิ่งลงไปด้านล่างเนินเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย พร้อมกับตะโกนให้ชาวนาได้ยินอย่างเอาเป็น
เอาตายว่า “หมาปั่ามาแล้ว หมาปั่ามาแล้ว ช่วยด้วย หมาปั่ามาจริง ๆ แล้ว”
ชาวนาได้ยินเสียงตะโกนของเขาและคิดว่าเขาโกหกอีกแล้ว ทุกคนจึงไม่สนใจเขาและไม่มีใครไปช่วยเขา สุดท้าย
แกะของเด็กเลี้ยงแกะก็ถูกกัดตายไปมากมายหลายตัว
เมื่อต้วนชิงหมิงเล่ามาถึงตอนนี้ นางก็หยุดพูดลงโดยไม่เล่าต่อไป
เมื่อเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินเช่นนี้ นางก็อุทานว่า “เอ๊ะ แกะพวกนั้นถูกหมาปั่ากัดตายหมดคงเสียดายน่าดูเลย แล้ว
สุดท้ายแกะตัวอื่นปลอดภัยดีไหม ยังปลอดภัยดีอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
ต้วนชิงหมิงแอบส่ายหัว ขนาดเวลานี้แล้วเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังไม่รู้ตัวอีก กลับเป็นกังวลกับความเป็นความตายของ
แกะในนิทาน จนนางไม่รู้จะพูดอย่างไรออกมาดี
“แกะโดนกัดตายแล้ว เป็นเพราะว่าเด็กเลี้ยงแกะคนนี้เคยโกหกไว้ หากว่าเขาไม่โกหกจนติดเป็นนิสัย ชาวนาเหล่า
นั้นย่อมจะช่วยเขาไม่ให้หมาปั่ามากัดแกะจนตาย”
เมื่อเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินเรื่องนี้ก็ยู่ปากทันที “น่าเสียดายพวกแกะที่โดนกัดเหลือเกิน!”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้าลง “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ข้ากำลังคุยกับเจ้าถึงเรื่องการพูดโกหกอยู่……” นางหยุดเว้นจังหวะถอน
หายใจออกมาก่อนเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครา “ทำไมเจ้ายังคิดเรื่องความเป็นความตายของแกะพวกนั้นอยู่อีก?”
อีกฝั่ายฟังแล้วพูดเสียงเบาอย่างไม่เข้าใจความหมายของต้วนชิงหมิง “แกะถูกกัดตายแล้ว พ่อแม่ของเด็กน้อย
ต้องเสียใจมาก น่าสงสารจังเลยเจ้าค่ะ”
“ตอนนี้เจ้าก็เป็นเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ เจ้าปฏิเสธที่จะบอกความจริงกับข้า ไม่ช้าก็เร็ว มันจะกลายเป็นว่าไม่มีใคร
เชื่ออะไรทั้งนั้น”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เข้าใจในบัดดล ต้วนชิงหมิงกำลังใช้นิทานเรื่องนี้สอนบทเรียนให้ตัวเอง รีบก้มหัวลงจนปลายคางแทบ
จะชิดกับอก ไม่กล้าสบตาและพูดอะไรอีก
ต้วนชิงหมิงถามอีกครั้งว่า “เมื่อครู่นี้เจ้ากับเยวี่ยเจียคุยเรื่องอะไรกัน พูดออกมาให้ข้าฟัง”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่กล้าปิดบังอีก จึงเล่าเรื่องเมื่อครู่ที่คุยกับเยวี่ยเจียให้ต้วนชิงหมิงฟัง ข่าวลือเกี่ยวกับเหยียนหลิ่งอวี๋
รวมถึงเรื่องที่ต้วนอวี้ที่ไปความช่วยเหลือเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วย
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงประหลาดใจและรอดูปฏิกิริยา แต่หารู้ไม่ ต้วนชิงหมิงมองไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แล้วพูดเบาๆ
“อะไรกัน เรื่องแค่นี้เองหรือ?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พยักหน้าอยู่หลายครั้ง นางไม่ต้องการปิดบังเรื่องนี้ไว้อีกแล้ว แต่นางไม่ต้องการให้เจ้านายของนาง
กังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับต่างหาก เช่นเดียวกับครั้งที่แล้วที่คุณชายใหญ่หายตัวไป คุณหนูถึงกับไม่หลับไม่นอนเป็น
เวลาถึงสองวันสองคืน นางไม่ต้องการให้เกิดขึ้นซํ้าอีกต่อไปแล้ว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลัวจนไม่กล้าถอนหายใจออกมา ทว่าใครจะรู้ต้วนชิงหมิงเพียงแค่มองหน้าธรรมดา พร้อมกับพูดขึ้น
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว”