การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 478 คำเชิญจากองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งโหยงทันที “คุณหนูรู้เรื่องแล้วหรือเจ้าคะ……ใครกัน ใครเป็นคนบอกคุณหนูเจ้า
คะ
นางกังวลกับเรื่องนี้แทบตาย แต่ไม่คาดคิดว่าเรื่องนี้ต้วนชิงหมิงจะรู้อยู่แล้ว ดังนั้นเป็นใครกันที่กล้าพูดเรื่องนี้ให้
คุณหนูฟังก่อนนาง คุณหนูถึงได้ไม่มีอาการตกใจแม้แต่น้อย
“ตอนที่เจ้ากับเยวี่ยเจียกระซิบกันตรงหน้าต่าง ข้าก็รู้แล้ว!” ต้วนชิงหมิงเอ่ยเสียงเบา
ในตอนนี้ เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไปต่อไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปอีกดี
ภายในห้องเงียบสงบไปชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครพูดจากัน เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองดูต้วนชิงหมิง ละม้ายอยากจะพูดอะไร
บางอย่าง อ้าปากแล้วอ้าปากอีก แต่สุดท้ายก็มิได้เอื้อนเอ่ยคำใด
ในขณะนั้นเอง เสียงของเยวี่ยเจียดังขึ้นก็มาจากด้านนอกเรือน “คุณหนู คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย พลางอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ นางไม่เข้าใจจริงๆ คุณหนูรองมีแผน
อะไรกันแน่ ถึงได้ย้อนกลับมาในเวลานี้อีก?
ต้วนชิงหมิงมองออกไปด้านนอกด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจรู้สึกได้ อีกฝั่ายต้องมีเรื่องอื่นอีกเป็นแน่ถึงได้ย้อน
กลับมา
เช่นนั้นจะมีเรื่องอะไรอีก? นางยังคิดไม่ออกในตอนนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามนางได้เตรียมแผนคอยรับมือไว้เรียบร้อยแล้ว เด็กสาวขยับตัวลุกขึ้นยืนดึงชายเสื้อ แล้วเอ่ยขึ้น “จะ
ยืนเฉยทำอะไรกัน ยังไม่รีบไปกับข้าอีก?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบกลับไปคำหนึ่ง รีบเดินตามหลังต้วนชิงหมิงไปข้างนอกเรือน
เด็กสาวเพิ่งเดินออกมาจากห้องด้านในก็เห็นต้วนอวี้หรานยืนทักทายนางด้วยรอยยิ้ม พูดอย่างอบอุ่น “พี่ชิงหมิง
น้องอวี้หรานคนนี้มาแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงเหลือบตามองต้วนอวี้หราน พูดเสียงเรียบ “น้องอวี้หราน วันนี้……เจ้าดูมีความสุขจังเลยนะ!”
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าระยะทางจากเรือนของต้วนอวี้หรานจนถึงเรือนของต้วนชิงหมิง มิใช่ระยะทางใกล้ๆ อีกทั้งพื้น
ทางเดินยังเต็มไปด้วยหิมะนํ้าแข็ง ทว่าต้วนอวี้หรานยังอุตส่าห์เดินไปมาถึงสองสามรอบคงใช้เวลาไปไม่น้อย เช่นนี้แล้ว
นางไม่รู้สึกเหนื่อยเลยหรือ ต้วนชิงหมิงยังเหนื่อยแทนนางเลย
ระหว่างที่เดินกลับไปกลับมารอบนี้ ต้วนอวี้หรานถือโอกาสกลับไปเปลี่ยนชุดใหม่มา
นางสวมเสื้อคลุมผ้าฝั้ายสีแดง แขนเสื้อและคอเสื้อปักด้วยด้ายสีทองลวดลายกล้วยไม้ดูละเอียดลออ ยามที่นาง
ขยับเขยื้อนกายทำให้ปลายแขนเสื้อของนางพลิ้วไหวไปมาระยิบระยับรับแสง ทำให้ดอกกล้วยไม้บนแขนเสื้อละม้ายมี
ชีวิต น่าตื่นตาตื่นใจเสียจริง
ต้วนอวี้หรานมองต้วนชิงหมิงด้วยรอยยิ้ม “พี่ชิงหมิงพูดผิดแล้ว วันนี้ที่น้องมาย่อมมีเหตุจำเป็นต้องมา”
เด็กสาวเดินไปนั่งเก้าอี้ที่นางมักนั่งเป็นประจำ เพื่อรอให้ต้วนอวี้หรานพูดจบ ก่อนกล่าวขึ้น “เมื่อน้องอวี้หราน
ตั้งใจมาถึงที่นี่แล้ว ก็คงต้องมีเหตุผล อย่างนั้นเชิญน้องอวี้หรานพูดมาได้เลย ว่าเหตุใดต้องมาที่นี่ให้ได้”
ต้วนอวี้หรานก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พูดอย่างลึกลับ “พี่ชิงหมิงลองเดาดูสิ ว่าวันนี้แขกที่มาที่จวนเป็นใครกัน?”
ต้วนชิงหมิงเหลือบตาขึ้นมองต้วนอวี้หรานพร้อมกับคาดเดาไปเรื่อย อย่างที่รู้ในหลายปีที่ผ่านมา ต้วนเจิ้งไม่นับว่า
เป็นที่โดดเด่นในหมู่ขุนนางเท่าไร ดังนั้นคนที่ไปมาหาสู่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ทหาร คนเหล่านี้สำหรับต้วนอวี้หรานนั้นไม่น่า
แปลกใจอะไร หากนอกเหนือจากคนเหล่านี้ที่มาเป็นแขกในจวนต้วน อาจจะเป็นไปั๋หย่วนฮ่าวที่ทำให้นางดีอกดีใจอย่าง
ออกนอกหน้าได้ถึงเพียงนี้สินะ
ต้วนชิงหมิงคิดในใจ ทว่ามิได้เอื้อนเอ่ยออกมา นางมองดูต้วนอวี้หราน พูดเสียงเรียบ “เป็นไปได้หรือไม่ว่าแขกที่
สามารถทำให้น้องอวี้หรานมีความสุขได้ถึงเพียงนี้ จะเป็นคนในวัง?”
สายตาของต้วนอวี้หรานเปล่งประกายออกมาจนเห็นได้ชัด เดิมทีนางอยากใช้เรื่องแขกพิเศษที่มาเพื่อเยาะเย้ยต้
วนชิงหมิง คิดไม่ถึงว่าต้วนชิงหมิงจะเดาถูกตั้งแต่แรก ทำเอานางรู้สึกเสียหน้าไปไม่น้อย
แต่ต้วนอวี้หรานไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรโดยง่าย นางเบะปาก บิดตัวแล้วกล่าวอย่างเสียดสี “พี่ชิงหมิงคงเป็นเทพ
เซียนแล้วกระมัง ถึงได้รู้ว่าคนที่มานั้น มาจากในวังหลวง”
นางยิ้มออกมา แต่ในใจของนางกลับโกรธเกลียดต้วนชิงหมิงขึ้นเป็นทวีคูณ ในหัวของต้วนชิงหมิงผู้นี้มีอะไรอยู่กัน
แน่ แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังสามารถเดาได้ถูกอีก
ต้วนชิงหมิงได้ยินคำพูดของต้วนอวี้หราน ก็ตกใจไปชั่วครู่
ถ้าพูดกันตามหลักแล้วคนในวังที่ต้วนชิงหมิงรู้จักนั้นมีไม่มาก การที่นางเดาได้ถูกต้อง คงเพราะจากใบหน้าที่ดีอก
ดีใจจนออกหน้าออกตาของต้วนอวี้หรานต่างหาก ในเวลานี้ต้วนอวี้หรานสับสนไม่เข้าใจ คิดไม่ออกว่าเหตุใดคนในวังถึง
มาที่จวนต้วน
ในสมองของต้วนชิงหมิงเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก เมื่อมองดูสีหน้าของต้วนอวี้หรานที่ดีอกดีใจกับการมาของแขกจาก
วังหลวง
ต้วนชิงหมิงยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้ต้วนอวี้หรานมีความสุขนั้นคืออะไร? ถ้าไม่เปลี่ยนจากฐานะที่ตํ่าต้อยเป็นสูงส่งใน
ฉับพลัน ก็คงเป็นการเลียแข้งเลียขาคนมีอำนาจ? แต่เวลานี้อาการของต้วนอวี้หรานผิดแปลกไปจากปกติวิสัย ไม่รู้จริงๆ
ว่าใครกันที่ทำให้นางมีความสุขได้ถึงเพียงนี้
ทว่าต้วนอวี้หรานไม่สนใจว่าอีกฝั่ายจะคิดอย่างไร นางเลือกพูดต่อไปโดยไม่แยแส “พี่ชิงหมิงรู้หรือไม่ คนที่มาจาก
ในวังนั้น เป็นใคร?”
ต้วนชิงหมิงส่ายหัวไปมา นางไม่รู้และไม่อยากเดาให้เสียอารมณ์
อีกฝั่ายจึงกระซิบกระซาบเสียงเบา “อย่างนั้นน้องอวี้หรานคนนี้จะบอกให้ก็ได้ คนนั้นก็คือคนขององค์หญิงจิ่น
ซิ่ว!”
ทันใดนั้นต้วนชิงหมิงถึงกับเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ที่แท้ก็เป็นคนขององค์หญิงจิ่นซิ่วนี่เอง ทำไมองค์หญิงจิ่นซิ่วถึงส่งคนมาที่นี่ หรือเป็นเพราะความอิจฉา นางจึงมา
หาเรื่องอีก
ต้วนอวี้หรานยังคงกระหยิ่มยิ้มย่อง “พี่ชิงหมิงดูเหมือนประหลาดใจมาก เหมือนกับข้าสินะ ทันทีที่น้องเห็นคน
ขององค์หญิงจิ่นซิ่วมาที่จวนต้วน น้องก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาหาน้อง แต่อีกฝั่ายกลับบอกอย่างสุภาพว่าองค์หญิงจิ่นซิ่ว
เชิญน้องไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง”
ต้วนชิงหมิงหันมองต้วนอวี้หรานด้วยสายตาเรียบนิ่ง
แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะไม่รู้ว่าในหัวขององค์หญิงจิ่นซิ่วคิดอะไรอยู่ แต่นางก็รู้ว่าด้วยฐานะของต้วนอวี้หรานนี้ ไม่
สามารถเป็นที่สนใจขององค์หญิงผู้ที่หยิ่งยโสคนนั้นได้ แต่ถ้าเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเชิญจริงๆ ละก็ คงมีแค่เหตุผลเดียวก็คือ
ข้างตัวของต้วนอวี้หรานมีใครบางคนที่นางต้องการวางแผนใช้ประโยชน์
ต้วนอวี้หรานคนนี้ ถ้าจะบอกว่ารํ่ารวยเงินทองก็หาใช่ไม่ ถ้าต้องการรูปลักษณ์หน้าตาดีก็ไม่มี สรุปแล้วน้องสาว
ต่างมารดาของนางมีอะไรดีกันแน่ ถึงสามารถเป็นที่ดึงดูดความสนใจขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้
หรือจะเป็นเพราะต้วนชิงหมิง ไม่ก็หลิวยวนหรือ?
อาจกล่าวได้ว่า ในสมองขององค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ว่าจะทำเรื่องอะไร ก็ยังคงคิดวนเวียนแต่เรื่องของหลิวยวน เมื่อ
ก่อนนางก็เป็นแบบนี้ จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังคงเป็นแบบเดิมอยู่ กลัวว่าต่อไปคงไม่อาจเปลี่ยนใจไปจากหลิวยวนได้
ยิ่งไปกว่านั้นต้วนชิงหมิงรู้ดีแก่ใจ การเข้าวังหลวงครั้งนี้ ต้วนอวี้หรานมีหรือจะพานางเข้าไปด้วย พูดได้ว่านี่คือคน
ที่องค์หญิงจิ่นซิ่วส่งมาให้เชิญต้วนอวี้หรานเป็นพิเศษ หากองค์หญิงจิ่นซิ่วไม่เชื้อเชิญต้วนชิงหมิงด้วยแล้วละก็ ต้วนอวี้หรา
นไม่มีทางพูดถึงชื่อต้วนชิงหมิงให้เข้าวังหลวงไปด้วยกันอย่างแน่นอน
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางได้แต่ส่ายหัวไปมา ในใจแอบรู้สึกตลกที่ต้วนอวี้หรานถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือขององค์หญิง
จิ่นซิ่วโดยไม่รู้ตัว แต่ยังกลับดีใจ คิดว่าอยู่เหนือต้วนชิงหมิง อย่างไรก็ตามต้วนชิงหมิงเลือกที่จะไม่เตือนสติต้วนอวี้หราน
นางยกยิ้มบางๆ ไม่แสดงอาการยินดียินร้าย “องค์หญิงเชิญไปงานเลี้ยง เป็นบุญของน้องอวี้หรานจริงๆ หวังว่าจากนี้ไป
น้องอวี้หรานจะสามารถเลื่อนจากฐานะตํ่าต้อยเป็นสูงส่งได้โดยเร็ว”
อีกฝั่ายยืดอกขึ้นมาทันที พร้อมกล่าวอย่างภาคภูมิใจกับต้วนชิงหมิงว่า “แน่นอนอยู่แล้ว!”
เป็นรู้ดีกันว่า ในบรรดาหญิงสูงศักดิ์ทั้งหลายที่สามารถพบองค์หญิงจิ่นซิ่วได้นั้นมีไม่มากนัก หากต้วนอวี้หรานเป็น
คนแรกแล้วละก็ แน่นอนว่าต่อไปนางคงได้เลื่อนฐานะจากตํ่าต้อยเป็นสูงส่งได้อย่างรวดเร็ว
ด้านต้วนชิงหมิงแม้ภายนอกจะยิ้มแล้วยิ้มอีกเหมือนแสดงความยินดี แต่ที่จริงแล้วกลับแอบพูดเสียดสีอย่างเจ็บ
แสบ “ดูอาการของน้องอวี้หรานในตอนนี้ เหมือนอยากเลื่อนฐานะให้สูงส่งเหมือนองค์หญิงจิ่นซิ่วจนตัวสั่น”
ต้วนอวี้หรานกำลังหลงระเริงอยู่ในความดีใจ นางฟังไม่ออกด้วยซํ้ากับคำพูดเสียดสีของต้วนชิงหมิง จึงตอบรับ
กลับไป “น้องอวี้หรานไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวขนาดนั้นหรอก องค์หญิงจิ่นซิ่วให้คนมาเชิญน้องไป ยังไงน้องก็ต้องชวนพี่ชิงห
มิงไปด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้นน้องจึงพูดกับคนที่มาจากในวังแล้ว วันมะรืนนี้ต้วนชิงหมิงกับต้วนอวี้หรานจะไปร่วมงานเลี้ยง
ในวังหลวงพร้อมกัน”
ใบหน้าของต้วนอวี้หรานยิ้มออกมาราวกับบุปผาที่ผลิบาน ดูแล้วทั้งคำพูดและการกระทำเหมือนคางคกขึ้นวอ ต้
วนอวี้หรานยังพูดอย่างได้ใจ “ดูสิ พี่ชิงหมิง น้องดีกับพี่แค่ไหน มีเรื่องดีๆ อะไรก็ไม่ลืมชวนพี่