การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 479 งานเลี้ยงในวังหลวง (1)
ต้วนชิงหมิงมองใบหน้าของต้วนอวี้หรานที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยความรู้สึก ‘อัปยศ’ ทว่าสองตัวนี้เขียนอย่างไรอีก
ฝั่ายก็คงไม่รู้ ในดวงตาของนาง เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย พร้อมรอยยิ้มที่ยังระบายอยู่บนใบหน้าอย่างจางๆ
ตอนนี้ต้วนชิงหมิงเข้าใจแผนการขององค์หญิงจิ่นซิ่วอย่างถ่องแท้ ถ้าจะพูดตรงๆ ก็คือนางเพียงแค่ต้องการเอาต้
วนอวี้หรานมาเป็นสะพานข้ามไปก็เท่านั้น จากนั้นค่อยย้ายความสนใจมาที่ต้วนชิงหมิงแทน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นาง
สนใจหลิวยวนต่างหาก
องค์หญิงจิ่นซิ่วชอบหลิวยวน ฉะนั้นนางหวังเพียงว่าความรักที่นางให้ไปจะได้รับกลับคืนมา แต่น่าเสียดายที่หลิว
ยวนมิได้ชอบนาง ดังนั้นนางจึงค่อยๆ เปลี่ยนความรักครั้งนี้ให้กลายเป็นการทรมาน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงกลับ
รู้สึกเศร้าใจแทนหลิวยวนขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ
เดิมทีการเป็นที่รักของผู้หญิงที่ตนเองรัก เป็นเรื่องที่มีความสุขมากเรื่องหนึ่ง เพียงแต่องค์หญิงคนนี้ดันต้องการ
เปลี่ยนความรักนี้ให้กลายเป็นโซ่ตรวนจองจำหลิวยวนเอาไว้ ไม่ให้เขาได้มีโอกาสแม้แต่การปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้
เขารู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก ต้วนชิงหมิงเชื่อว่าความรักแบบนี้ย่อมไม่มีผู้ใดต้องการ รวมถึงตัวนางด้วย
อย่างไรก็ตามเนื่องจากองค์หญิงจิ่นซิ่วผู้นี้ได้วางแผนจัดการต้วนชิงหมิงไว้แล้ว แม้นางอยากจะหนีไปให้ไกลสัก
เพียงใดก็ไม่มีทางหนีพ้น ทางเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือการตั้งตัวรับทุกเรื่อง ที่อาจเกิดขึ้นให้พร้อมอยู่เสมอ
เด็กสาวนิ่งคิดอยู่เพียงครู่ ระบายลมหายใจออกมาช้าๆ ก่อนยกยิ้มแล้วกล่าวคำ “เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นครั้งนี้พี่จะถือ
เสียว่าอาศัยใบบุญของน้องสาวเข้าไปเที่ยวในวังหลวง ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว เชิญน้องอวี้หรานรีบกลับไปเตรียมตัว เพื่อไป
ร่วมงานเลี้ยงในวันมะรืนนี้เถอะ อย่าทำให้องค์หญิงผิดหวังได้ล่ะ!”
ต้วนอวี้หรานได้ยินแล้ว ส่ายหน้าไปมาพูดอย่างได้ใจ “พี่ชิงหมิงวางใจเถอะ น้องอวี้หรานคนนี้ไม่มีทางขายหน้าได้
หรอก เพียงแต่
นางพูดไปพลางมองที่ต้วนชิงหมิง เห็นเพียงอีกฝั่ายสวมเสื้อคลุมผ้าฝั้ายหนาสีฟั้าอ่อน กระโปรงยาวทำจากผ้าฝั้าย
อวดโฉมและรูปร่างท่าทางที่สง่างาม ทำเอาต้วนอวี้หรานที่มองอยู่รู้สึกถึงความงามของอีกฝั่ายที่เปล่งออกมา
ต้วนอวี้หรานมองไปที่ต้วนชิงหมิง แล้วมองไปที่เสื้อผ้าฝั้ายชุดใหม่บนตัวของนาง ความรู้สึกเหนือกว่าในหัวใจก็
เริ่มเพิ่มขึ้นอีกชั้น นางส่ายหัวไปมาพลางเหลือบมองผู้เป็นพี่สาว “ข้าว่านะท่านพี่ เสื้อผ้าที่พี่ใส่มันเก่าไปหมดแล้ว ยังใส่
ได้อีกหรือ ทำไมท่านพี่วันๆ ถึงใส่แค่ตัวนี้ด้วยเล่า?”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ชุดสีแดงเขียวของต้วนอวี้หราน บนตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับหยกและไข่มุกมีค่า ก่อนจะ
อดยิ้มเบาๆ ขึ้นมาไม่ได้ “น้องอวี้หรานกลับไปคิดว่าวันมะรืนนี้จะใส่ชุดอะไรเข้าวังดีกว่า”
อีกฝั่ายฟังแล้วเบะปากอย่างไม่พอใจออกมา ก่อนยิ้มเย้ยหยันใส่ต้วนชิงหมิงโดยไม่รู้ว่าอะไรเรียกว่าน่าเกลียด
ก่อนบิดตัวหันหลังแล้วเดินจากไป
ทันทีที่ต้วนอวี้หรานเดินจากไป สีหน้าของต้วนชิงหมิงก็ดูไม่ดีขึ้นมา
องค์หญิงจิ่นซิ่วช่างเลือกสรรเวลาได้เหมาะสมเสียจริง นางไม่เลือกวันตรุษจีน ไม่เลือกช่วงเทศกาล แต่ดันเลือกจัด
ช่วงเดือนสองที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เหยียนหลิ่งอวี๋ประสบอันตรายโดยไม่รู้ว่าจะถึงแก่ชีวิตหรือไม่
ช่างเพียรพยายามเสียจริง
องค์หญิงจิ่นซิ่วเกิดในราชวงศ์ ตามธรรมชาติแล้วย่อมมีความยิ่งใหญ่และมีอำนาจ ดังนั้นแม้ว่านางจะบอกว่าเชิญ
ต้วนชิงหมิงและต้วนอวี้หรานไปร่วมงานเลี้ยงก็ตาม ทว่าเมื่อถึงเวลานั้นภายในงานย่อมมีหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ท่านอื่นไม่
น้อยเป็นแน่ หญิงสูงศักดิ์ก็หมายถึงบุตรสาวคนโตลูกภรรยาเอกเหล่านั้นที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวที่มีอำนาจอยู่
เบื้องหลังพวกเขา
ในวันนั้นตราบใดที่มีคนอยู่จำนวนมาก แผนการขององค์หญิงจิ่นซิ่วคงจะถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดี และนางคงหลอก
ใช้บรรดาหญิงสูงศักดิ์เหล่านั้นอย่างแน่นอน ซึ่งจุดจบคงไม่สวยเสียเท่าไร
ต้วนชิงหมิงหลับตาลงอยู่ครู่หนึ่ง เนื่องจากคำเชิญนี้ได้มาถึงจวนต้วนแล้ว ฉะนั้นต่อให้นางอยากหลีกเลี่ยงก็คง
หลีกเลี่ยงได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตลอดไป ในวันข้างหน้าต้วนชิงหมิงยังต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
เพิ่มขึ้นไปอีก นางจะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากในครั้งนี้ เพื่อให้ฝังตรงข้ามตายใจ
เด็กสาวลืมตาขึ้นฉับพลัน พูดกับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้าไปเรียกชิวหนิงมาหน่อย”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฟังแล้วมองไปที่ต้วนชิงหมิงด้วยความรู้สึกกังวล ทว่านางเพียงรับคำสั่งแล้วออกไปทันที
หลังจากเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ออกไป ต้วนชิงหมิงคิดแล้วคิดอีก พลางหยิบเศษกระดาษบนโต๊ะออกมา นางบรรจงเขียน
สองสามคำบนกระดาษใบนั้น แล้วยัดใส่ลงไปในถุงหอม อย่างไรก็ตามครั้งนี้อักษรที่เขียนโดยต้วนชิงหมิงนั้นแตกต่างจาก
ปกติ เชื่อว่าแม้แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับนางก็คงจำไม่ได้ว่าเป็นลายมือของนาง
อีกทั้งสิ่งที่ยัดใส่ลงไปพร้อมกระดาษคือหยกติดตัวชิ้นน้อยที่ปกติใส่อยู่เป็นเวลานาน จึงมีรอบขูดขีดเสียดสีอยู่บ้าง
ซึ่งถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนนานแล้ว แต่เพราะมันถูกเก็บรักษามาเป็นอย่างดีจนถึงตอนนี้ก็ยังสะอาดและใสเป็นประกายยาม
ต้องแสงไฟอยู่
`
ต้วนชิงหมิงถือถุงหอม แล้วมองพินิจพิเคราะห์อยู่อย่างนั้น
ถุงหอมพวกนี้ล้วนนำมาตกรางวัลให้บรรดาบ่าวรับใช้ โดยที่ไม่มีเครื่องหมายอะไรบ่งบอก และไม่สามารถรู้ได้ว่า
เป็นฝีมือปักของใคร ต้วนชิงหมิงมอบให้เยวี่ยเจียเอาไปให้พี่ชายที่เฝั้าประตู ส่วนต้วนชิงหมิงกลับไปอ่านหนังสือในห้อง
ตามเดิม
ทันทีที่เยวี่ยเจียจากไป ชิวหนิงก็กลับเข้ามา ต้วนชิงหมิงเรียกชิวหนิงเข้ามาพูดพักใหญ่ เห็นเพียงอีกฝั่ายพยักหน้า
รับไม่หยุด สุดท้ายนางก็รับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไป
เป็นที่รู้กันว่าการไปทำธุระให้กับต้วนชิงหมิงในแต่ละครั้งย่อมใช้เวลาค่อนข้างนาน ครั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กลับมา เห็น
ต้วนชิงหมิงยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้อย่างใจจดใจจ่อ ราวกับว่ามีบางอย่างพิเศษในหนังสือเล่มนี้ดึงดูดนางเอาไว้
นางเดินก้าวไปข้างหน้า พูดกับผู้เป็นนาย “คุณหนู เวลานี้คุณหนูยังมีอารมณ์มาอ่านหนังสืออีกหรือเจ้าคะ?”
การหายตัวไปของต้วนอวี้ รวมถึงคำเชิญขององค์หญิงจิ่นซิ่วผู้ชั่วร้าย สองเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม ในมุม
มองของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีแต่ความรู้สึกเศร้าใจระคนไม่สบายใจ แต่ตอนนี้ต้วนชิงหมิงกลับมานั่งอ่านหนังสืออย่างสบายใจ
จะให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มีกะจิตกะใจเหมือนคุณหนูคงมิสามารถทำได้
“ตอนนี้เป็นยามไหนแล้ว ทำไมข้าถึงจะอ่านหนังสือมิได้เล่า?” ต้วนชิงหมิงเอื้อนเอ่ยนํ้าเสียงราบเรียบ
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฟังแล้วสืบเท้าเข้าไปหาอย่างร้อนใจ “คุณหนูรู้ดีอยู่แล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วคิดไม่ซื่อ พูดว่าเป็นงานเลี้ยง
ในวังหลวง บ่าวกลัวว่าจะเป็นงานเลี้ยงที่ไม่ธรรมดา แต่คุณหนูกลับทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นแหละ
เจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงวางหนังสือในมือลง มองออกไปนอกหน้าต่าง กระซิบกระซาบเสียงเบาให้ได้ยินเพียงสองคน “แต่ว่า
กังวลใจไปก็มิสามารถช่วยอะไรได้ ยิ่งคิดมากเท่าไรก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเรื่องราวต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่
ต้องไปคิดอะไรล่วงหน้าให้กังวลใจ อย่างน้อยจะได้ไม่ส่งผลต่ออารมณ์ เพราะความคิดเรื่อยเปือยของเจ้า”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ส่ายหัวไปมาอย่างไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อ ได้แต่พูดอย่างจนปัญญา “คุณ
หนู บ่าวยอมคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ……ในใต้หล้านี้ คนที่อดทนได้เก่งที่สุดเห็นจะมีเพียงคุณหนูผู้เดียวเจ้าค่ะ”
คำพูดของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เพิ่งพูดไปได้ครึ่งเดียว เยวี่ยเจียก็เดินเข้ามาแล้ว นางบอกต้วนชิงหมิงว่า เรื่องที่สั่งจัดการ
ได้ทำเรียบร้อยแล้ว
การแสดงออกที่จริงจังของเยวี่ยเจียทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อดสงสัยไม่ได้ แต่นางรู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงบ่าวเท่านั้น สิ่ง
ที่เจ้านายไม่เต็มใจที่จะพูดก็ไม่สามารถเอ่ยถามได้ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงแค่เดินออกไปโดยไม่ถามอะไร
ทันทีที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ออกจากประตูไป ชิวหนิงก็กลับมาเช่นกัน นางรายงานต้วนชิงหมิงแค่ไม่กี่คำก็ขอตัวเดินจาก
ไป ต้วนชิงหมิงฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย ในขณะที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงไม่เข้าใจความหมายที่ชิวหนิงพูดออกมาเมื่อครู่
ชิวหนิงได้รายงานว่า “เรียนคุณหนู คุณหนูรองได้ส่งคนไปติดตามแล้วเจ้าค่ะ”
เรื่องที่รู้ไม่แน่ชัด เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จะไม่ถามอะไรมาก ดังนั้นนางจึงขอตัวออกไปพร้อมกับชิวหนิง
เมื่อทั้งสองคนเดินไปถึงประตูกำลังจะก้าวเท้าออกไป เสียงของต้วนชิงหมิงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เซี่ยฉ่าวเอ๋
อร์……แม่นมหนิงจะใกล้กลับมาแล้วหรือยัง?”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หันหลังกลับมาตอบ “เรียนคุณหนู แม่นมหนิงได้รับคำสั่งจากคุณหนูให้กลับไปจวนติง ได้ประมาณ
ครึ่งเดือนแล้วเจ้าค่ะ สองสามวันนี้น่าจะกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ต้วนชิงหมิงตอบเสียงเรียบ “อืม” เบาๆ แล้วไม่ได้ถามอะไรขึ้นอีก
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์มองชิวหนิงด้วยความไม่เข้าใจ แต่อีกฝั่ายกลับไม่สบตาด้วย
ปรากฏว่า ตอนต้นของเดือนหนึ่งแม่นมหนิงได้รับคำสั่งจากต้วนชิงหมิงให้กลับไปฉลองตรุษจีนที่จวนติง โดยถือ
โอกาสเป็นแทนต้วนชิงหมิงนำของขวัญไปเยี่ยมเยียนท่านผู้เฒ่าติง เหล่าฮูหยินกับคุณหนูทั้งหลาย ถึงตอนนี้แม่นมหนิงไป
ได้ครึ่งเดือนแล้ว ต้วนชิงหมิงรู้สึกคิดถึงแม่นมหนิงขึ้นมา